ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน : 4. แรงจูงใจ

จริงๆ แล้วการเรียนเป็นกระบวนการ socialization มากกว่ากระบวนการส่วนตัวอย่างที่เรามักจะเข้าใจกัน แม้แต่ความรู้ ก็มีผู้ตีความว่าเป็น social construct คือแต่ละคนเรียนรู้ความรู้ต่างๆ ผ่านกระบวนการ social construction จนในที่สุดมันซึมเข้าไปภายใน (internalize) หรืองอกงามออกจากภายในสมองของคนแต่ละคน

ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน  : 4. แรงจูงใจ

บันทึกชุดนี้ ได้จากการถอดความ ตีความ และสะท้อนความคิด    จากการอ่านหนังสือ Student Engagement Techniques : A Handbook for College Faculty เขียนโดย ศาสตราจารย์ Elizabeth F. Barkley    ในตอนที่ ๔ นี้ ได้จากบทที่ ๔ ชื่อ Promoting Synergy between Motivation and Active Learning  

ผู้เขียนหนังสือนี้สร้างตัวแบบของ  student engagement ว่าเป็นเสมือนเส้นเชือก ๒ เส้นฟั่นเป็นเกลียว (double helix) เส้นหนึ่งคือแรงจูงใจ อีกเส้นหนึ่งคือการเรียนโดยลงมือทำ    เส้นเชือกทั้งสองนี้โยงเข้าหากันด้วยเชือก ๓ เส้น   ซึ่งหมายถึงสภาพห้องเรียน ๓ แบบ ได้แก่ (๑) การเป็นชุมชนเรียนรู้  (๒) นักเรียนเรียนอยู่ในสภาพที่มีระดับความท้าทายเหมาะสม  (๓) เรียนแบบบูรณาการ (holistic)

 

ครูส่งเสริม synergy ระหว่างแรงจูงใจและการเรียนโดยลงมือทำ โดยสร้างความรู้สึกเป็นชุมชนในห้องเรียน

ห้องเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่สมาชิกมีความเอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในการเรียนรู้ไปด้วยกัน   โดยสมาชิกของชุมชนคือนักเรียนและครู    มีความสัมพันธ์แนวราบระหว่างสมาชิก 

ผู้เขียนกล่าวถึงผลการวิจัยมากมาย ว่าการเรียนแบบเรียนเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนดีกว่าเรียนคนเดียวเงียบๆ อย่างสมัยก่อน  

ห้องเรียนไม่ใช่ดินแดนแห่งความสงบเงียบ อนุญาตให้ครูคนเดียวเท่านั้นเป็นผู้พูด    ถ้านักเรียนคนใดจะถามหรือตอบต้องยกมือขออนุญาตก่อน    สภาพเช่นนั้นหมดยุคแล้ว    เวลานี้ห้องเรียนต้องเป็น “ห้องทำงาน” (studio) ของนักเรียน    ที่ลงมือทำเพื่อเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และเป็นชุมชน   ห้องเรียนสมัยใหม่ต้องมีบรรยกาศของชุมชนการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา    ไม่ใช่บรรยากาศสลงบเงียบอย่างห้องเรียนสมัยก่อน

ในทางจิตวิทยา นี่คือการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของนักเรียนในยุคนี้  ที่ต้องการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเพื่อน ในยุคที่มีเทคโนโลยี social media อำนวยความสะดวก   หรือเราอาจตีความว่า การที่เด็กและวัยรุ่นติด social media ก็เพราะมันสนองความต้องการทางใจของมนุษย์    การเรียนก็ต้องจับจุดจิตวิทยาของมนุษย์  

และยิ่งกว่านั้น จริงๆ แล้วการเรียนเป็นกระบวนการ socialization มากกว่ากระบวนการส่วนตัวอย่างที่เรามักจะเข้าใจกัน   แม้แต่ความรู้ ก็มีผู้ตีความว่าเป็น social construct    คือแต่ละคนเรียนรู้ความรู้ต่างๆ ผ่านกระบวนการ social construction    จนในที่สุดมันซึมเข้าไปภายใน (internalize) หรืองอกงามออกจากภายในสมองของคนแต่ละคน    ผมตีความว่า นี่คือกระบวนการสร้าง schema หรือเครือข่ายใยสมองเพื่อสั่งสมความรู้ด้านต่างๆ   ผมตีความต่อว่า schema ใคร schema มัน ไม่เหมือนกันทั้งหมด    ดังนั้นความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของคนต่างคนกันจึงไม่เหมือนกัน 100%   การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชุมชนแห่งการเรียนรู้จึงช่วยให้เกิดความรู้ที่ลึกและเชื่อมโยงกว่าเรียนคนเดียวเงียบๆ

ข้างบนนั้นผมอ่านหนังสือแล้วเขียนด้วยประสบการณ์ส่วนตัว    ไม่รับรองความถูกต้อง

 

 ครูส่งเสริม synergy ระหว่างแรงจูงใจและการเรียนโดยลงมือทำ โดยช่วยให้นักเรียนแต่ละคนได้เรียนตามระดับความท้าทายที่เหมาะสม

นี่ก็เกี่ยวกับจิตวิทยาของมนุษย์ หรือจิตวิทยาการเรียนรู้ ส่วนที่เป็นจิตวิทยาเชิงบวก     ที่มนุษย์เราชอบการท้าทาย และพึงพอใจ มีความสุข เมื่อตนเอาชนะความท้าทายนั้นได้    ยิ่งเอาชนะความท้าทายที่ยาก ก็ยิ่งมีความสุขมากเมื่อเอาชนะได้

แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของจิตวิทยาเชิงลบด้วย    คือถ้าความท้าทายยากเกินไป จะประมาณความสามารถตนเองแล้ว ก็ถอดใจ ไม่สู้    ในกรณีนี้คือไม่เรียน หรือหาเหตุหลีกเลี่ยงเสีย 

ครูจึงต้องรู้จักศิษย์เป็นรายคน และหาทางส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้โดยการลงมือทำโจทย์ที่ท้าทายในระดับความยากง่ายที่พอดี    ซึ่งหากเชื่อมโยงกับบันทึกนี้  จะเห็นว่าการปรับระดับความท้าทาย ทำได้หลากหลายวิธี    นอกจากโจทย์ที่ท้าทายต่างกัน  ครูอาจทำให้ความท้าทายแตกต่างกันระหว่างศิษย์ต่างคนในชั้นเรียนเดียวกันด้วยระดับของ formative evaluation ที่แตกต่างกัน   ซึ่งก็ตรงกับข้อความในหนังสือ Student Engagement Techniques นี้    ว่าใช้ assessment & feedback ที่เหมาะสมปรับระดับความท้าทายได้  

จะเห็นว่า กระบวนการอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ที่มีพลังของครู เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน   ใช้หลากหลายเครื่องมือในเวลาเดียวกัน   เพื่อ “customize” การเรียนของศิษย์เป็นรายคน   วิธีดำเนินการแนวนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ ครูจึงเกิดการเรียนรู้มาก   และหากบันทึกข้อมูลไว้ให้เป็นระบบ นี่คือการปฐมบทของการวิจัยในชั้นเรียนที่มีคุณภาพและนวภาพ

ในหนังสือ ผู้เขียนอ้างถึง zone of proximal development (ZPD) ที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นความท้าทายพอเหมาะนี้  

ผู้เขียนเอ่ยถึง  authentic assessment  ทำให้ผมนึกถึงการประชุมคณะผู้ให้คำแนะนำชี้ทิศทางการปฏิรูปการศึกษาที่มูลนิธิสดศรีฯ เมื่อค่ำวันที่ ๒๐ ก.ย.๕๕   ว่าต้องหาทางดำเนินการพัฒนาวิธีประเมินการเรียนรู้ขึ้นใหม่ให้เหมาะสมแก่ยุคสมัยและบริบทไทย   แนวทาง authentic assessment น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งสำหรับนำมาทำความเข้าใจและทดลองปรับใช้ เพื่อสร้างเครื่องมือการประเมิน    ที่เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เกิดการเรียนที่มีระดับความท่าทายที่เหมาะสม

อีกเรื่องหนึ่งที่ ศ. Elizabeth E. Barkley เอ่ยถึงคือ การฝึกให้ศิษย์มี metacognitive skills  หรือทักษะการทำความเข้าใจกลไกการเรียนรู้ของตนเอง    ซึ่งผมตีความจากประสบการณ์ว่า การทำ AAR หรือ reflection หลังบทเรียน    ครูที่มีความสามารถ facilitate วง AAR หรือวงสะท้อนความคิดจากบทเรียน ที่มีคุณภาพของนักเรียน   จะสร้างทักษะ metacognition นี้ ให้แก่ศิษย์ โดยไม่รู้ตัว 

   สำหรับนักเรียนโดยทั่วไป ความท้าทายแรก คือการเรียนรู้แบบครูไม่สอนโดยบรรยายหน้าชั้นอีกต่อไป   นักเรียนต้องเรียนเองโดยการลงมือทำ  

 

ครูสร้าง synergy โดยการจัดการเรียนรู้แบบที่นักเรียนได้เรียนอย่างบูรณาการ

ที่จริงหนังสือเล่มนี้เขียนสำหรับครูในมหาวิทยาลัย   แต่ผมว่าเป็นหลักการและเคล็ดลับที่ใช้ได้กับครูในทุกระดับ   ศ. เอลิซาเบธ บอกว่า ความเข้าใจ Bloom’s Taxonomy of the Cogntive Domain ไม่เพียงพอ   เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงซับซ้อนกว่านั้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเลยความคิดเชิงเหตุผล    ไปสู่ปัญญาญาณ (intuition) และการรับรู้ (perception)    และการเรียนรู้หรือปัญญามีมากกว่า cognitive domain   ไปสู่ multiple intelligence   ครูต้องหาวิธีจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้เรียนรู้ครบทุก domain ของการเรียนรู้หรือปัญญา  

ผมขอแถมการตีความของตนเอง   ว่าเมื่อเอาแนว 21st Century Skills/Learning เข้าไปจับ   การเรียนรู้ต้องมีเป้าหมายที่เลย “รู้” ไปสู่ “ปฏิบัติได้” หรือมีทักษะ   เน้นที่ทักษะชุดหนึ่ง ที่เรียกว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑   และผมตีความต่อว่า การเรียนรู้ที่ Bloom เรียกว่า affective domain นั้น   ก็ต้องเรียนให้เกิดทักษะเช่นเดียวกัน 

การจัดการเรียนรู้แยกๆ กัน  มีบทเรียนเพื่อให้ได้การเรียนรู้ในการคิด (affective domain)    มีบทเรียนเพื่อให้ได้การเรียนรู้ด้านการเคลื่อนไหว (psychomotor domain)  

และมีบทเรียนเพื่อให้ได้การเรียนรู้เชิงอารมณ์/คุณค่า (affective domain)    อย่างนี้ ในปัจจุบันถือว่าเป็นหลักการที่ผิด   การเรียนรู้ในปัจจุบันต้องมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ทีเดียวทั้ง ๓ domain (หรือกว่า)

ที่สำคัญคือ การเรียนรู้ใน ๓ domain นี้ มันมีธรรมชาติเสริมส่ง (synergy) กัน หากครูออกแบบการเรียนรู้ และ facilitate การเรียนรู้เป็น   คืออารมณ์ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ และการจารึกความทรงจำ   ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวร่างกายก็มีผลต่อการเชื่อมโยงเครือข่ายใยสมอง 

ผมมีความเห็นว่า ข้อความที่ยืดยาวในบทนี้ ที่อธิบายทฤษฎีด้านการเรียนรู้มากมาย โยงกับความรู้ใหม่ด้านสมองกับการเรียนรู้   น่าจะเป็นสาระที่ครูนำมาใช้ตีความสิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตน  ตีความวิธีออกแบบการเรียนรู้ที่ตนคิดขึ้น   คือเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ใน PLC นั่นเอง

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ก.ย. ๕๕

   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

...ห้องเรียนไม่ใช่ดินแดนแห่งความสงบเงียบ อนุญาตให้ครูคนเดียวเท่านั้นเป็นผู้พูด... โลกการเรียนรู้เปลี่ยนไปแล้ว แต่พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูยังตามไม่ทัน อยากให้ท่านขยาย-เผยแพร่บทความอันมีค่านี้ให้สถานศึกษาทุกแห่งในเมืองไทย.

หมายเลขบันทึก

502974

เขียน

21 Sep 2012 @ 08:51
()

แก้ไข

24 Sep 2012 @ 16:50
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้: 7, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง