ครูอ้อยเพิ่งจะเห็นด้วยกับคำพังเพยนี้

*****

รักวัวให้ผูก  รักลูกให้กอด

*****

ในบริบทของครูอ้อย  เมื่อวานนี้  เมื่อครูอ้อยเข้าห้องประชุม  นักเรียนมารอเรียนที่หน้าห้องครูอ้อย  ไม่มีการแจ้งว่า...ครูอ้อยประชุม   ครูประจำชั้นก็คงไม่ทราบ  จึงปล่อยนักเรียนเดินมาเรียน  เกิดโกลาหลกัน  คนงานผู้หญิง  เป็นน้องครูอ้อยเพีัยง2 ปี  ได้ตักเตือนนักเรียน  แต่นักเรียนกลับพูดจาไม่สุภาพ  คนงานซึ่งแทนตัวเองว่า...ป้า

*****

*****

เธอเล่าว่า....ป้าอายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับย่า ยาย ของพวกนักเรียน  ป้าตักเตือนเพราะเห็นนักเรียนเล่นกันรุนแรง  แล้วทำไมต้องมาว่าคำหยาบคายให้ป้า.....เท่านั้น  เธอก็ร้องไห้

*****

เธอบอกว่า...นัีกเีรียนทั้งห้องนั่งนิ่งเงียบและฟัง....เธอพูดจบ  ก็ไปกวาดพื้นต่อ  ก่อนจะจบ  เธอทิ้งท้ายด้วยคำพูดว่า....ต่อจากนี้ไป  ป้าจะไม่ตักเตือนอะไร  ปล่อยให้เล่นกัน  ตีกัน หัวแตกกันไปเลย

*****

อีกอึดใจเดียว  เด็กนักเรียนที่ใช้วาจาไม่สุภาพคนนั้น  วิ่งมา  กราบขอโทษเธอ...กับพื้นแทบเท้า

*****

นี่ล่ะค่ะ.....ครูอ้อย จึงเห็นด้วยกับคำพังเพยนี้ว่า....รักวัวให้ผูก  รักลูกให้กอด

*****

การต่อต้าน  การปกป้องเกิดขึ้นสูง  หากครูผู้สอน หรือ ผู้ปกครอง...ใช้อำนาจ  ว่ากล่าวตักเตือนมากเกินไป   น่าจะให้เขาสำนึกด้วยตนเอง   ปลอบโยน  ในบริบทนี้  น่าจะใช้ได้ดีกับพฤติกรรมนี้...ลองคิดดู

*****

แต่บางบริบท   ก้าวร้าวจนเกิดความรุนแรง...กอด เท่าไร  อย่างไร  คงไม่เป็นผล....เลือกๆกันคิด เลือกๆๆกันปฏิบัติ นะคะ