ถ้าทำอย่างนี้ได้ สังคมไทย จะกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
ไปคุมสอบวิชาพื้นฐานมา 2 วัน วิชาแรกเป็น Introductory biology ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นนิสิตปี 1 และปี 2 ของคณะวิทยาศาสตร์ ผู้สอบกว่า 400 คน วิชาที่สอบ เป็น Cell & Molecular Biology มีผู้เข้าสอบเกือบ 700 คน เป็นนิสิตปีที่1 สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผมมีมุมมองเกี่ยวกับการสอบดังนี้
ในด้านกรรมการคุมสอบ
- ต้องใช้บุคลากรที่เป็นอาจารย์มาก ครั้งละ 13-14 คน (หมดภาควิชาเลยครับ) ทุกคนต้องทำงานมากกว่าเวลาคุมสอบ เช่น 2 ชั่วโมง อาจต้องใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง
- ต้องไปก่อนเวลาเพื่อแจกข้อสอบ อย่างน้อย 15 นาที รวมการเดินทางต้องเผื่อไว้เกือบ 30 นาที
- ข้อสอบต้องมีความผิดพลาดน้อยที่สุด เพื่อไม่ต้องไปแก้ข้อสอบในห้อง
- ผู้คุมสอบต้องเดินให้นิสิตลงนามการเข้าสอบทุกคน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1.30 ชั่วโมง ในจำนวนผู้เข้าสอบ 180 คน ต้องตรวจบัตรประจำตัวว่าผู้เข้าสอบหน้าตาเหมือนรูปในบัตรไหม (ตรวจได้ไม่ละเอียดหรอกครับ)
- บางครั้งมีนิสิตด้วยกันหยิบของนิสิตคนที่สอบเสร็จทีหลังไป ทำให้ต้องตามหากันวุ่นวาย บางครั้งไม่เจอ ผู้คุมสอบก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
- ต้องพูดและดูแลเครื่องแต่งกายของนิสิต
ในด้านนิสิตที่เข้าสอบ
- เตรียมตัวมาไม่ดี เข้าห้องสอบไม่ถูก
- ตื่นเต้น ลืมเอาบัตรประจำตัวมาให้ตรวจ
- ลุกลี้ลุกลน เพราะทำข้อสอบไม่ได้
- มีเจตนาที่จะลอกคำตอบคนอื่น (ทำไม่ได้)
- ข้อสอบเป็นแบบปรนัย (เดาได้)
- ความสามารถในด้านการเขียนลดลง (ไม่ได้ถูกฝึก)
- ความสามารถด้านความคิดไม่ค่อยได้ (เพราะข้อสอบปรนัย มักเน้นความจำหรือความเข้าใจ)
- ผมเข้าใจว่า การสอบทฤษฎีนี่สบายกว่าสอบปฏิบัติมาก แถมคะแนนก็มาก ดูหนังสือแค่คืนเดียว หากมีความสามารถในการเดาข้อสอบด้วยแล้วนะจะทำคะแนนได้ดีมาก (60-100 %)
- ความอดทนและความรอบคอบในการทำข้อสอบลดลงกว่ารุ่นก่อน
เวลาผ่านมา 20 ปี กิจกรรมการสอบก็ทำเหมือน ๆ เดิมไม่มีอะไรใหม่ ความรู้ด้านสาระของนิสิตลดลงไปเรื่อย ๆ นะครับ แค่ปริญญาตรีไม่พอแล้วสำหรับยุคนี้ นิสิตต้องขวนขวายในการศึกษาให้มาก ระบบการสอนควรต้องเป็นแบบ 2 ทาง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.) ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เวลาวัดผลถ้าเป็นไปได้ คำตอบไม่มีถูกผิด แต่เน้นที่วิธีการคิด............... ถ้าทำอย่างนี้ได้ สังคมไทย จะกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้..ครับ
อาจารย์ค่ะ,
จากการประชุมนักวิจัยรุ่นใหม่ พบเมธีวิจัยอาวุโส ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อเดือนที่แล้ว มีท่านอาจารย์จากมหิดล เสนอว่า การประเมินผลนักศึกษา ควรจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการออกไปสู่ชุมชน (ถ้าเป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับชุมชน เช่น ชีววิทยา เคมี วิศวะ ฯลฯ) แล้วให้นักศึกษาเหล่านี้ ซึ่งคงต้องเป็นปี 3 ปี 4 ตอบคำถามของชาวบ้าน หากตอบไม่ได้ ก็ไม่ผ่าน เพราะการศึกษาสมัยนี้ทำให้คนเมืองห่างออกจากคนชนบท อย่างไม่ได้ตั้งใจ บางสิ่งที่ร่ำเรียนอย่างหนัก ก็ไม่ทำให้นักศึกษาเห็นว่าจะเอาไปใช้จริงได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม อ.วิจารณ์ ได้เสนอว่า น่าจะใช้วิธีนี้กับ คณะอาจารย์ด้วย
ครูบาสุทธินันท์ ปราชญ์ชาวบ้านบุรีรัมย์ เคยเล่าให้ฟังว่า นักเรียนเทคนิคบุรีรัมย์ เขาจะออกไปฝึกงานในชุมชน แบกเครื่องไม้เครื่องมือไปเคาะประตูบ้านทุกบ้าน แล้วถามชาวบ้านว่าใครมีอะไรให้พวกเขาซ่อมบ้าง ทำอย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการตอบแทนสังคมด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าการฝึกงานในบริษัทเอกชนจะไม่จำเป็นนะคะ คงจะอยู่ที่ความสมดุลย์มากกว่า
ถ้าจะทำได้แบบที่ว่า ต้องเปลี่ยนความคิดของผู้บริหารก่อน ถ้าเปลี่ยนได้ ผมขออาสาเป็นคนแรกที่จะไปตอบคำถามชาวบ้านครับ และจะพาลูกศิษย์ออกไปช่วยชาวบ้านด้วยครับ (ถ้าเปลี่ยนผู้ความคิดผู้บริหารไม่ได้ ผมก็จะตั้งหน่วยวิจัยผึ้ง หาเงินเข้าหน่วยแล้วพานิสิตที่เรียนวิชาผึ้งไปตอบปัญหาของเกษตรกร ถ้าใครตอบได้ถึงจะผ่านครับ