ผมมีหลักฐาน ข้อมูล เหตุผล สามัญสำนึก มากหลายที่บ่งบอกว่าบรรพชนไทยมีระดับมันสมอง การคิดค้น ความขยันหมั่นเพียร ไม่ด้อยไปกว่าอารยชนชาติใดในโลก ซึ่งน่าจะทำให้ชาติไทยเรา (ที่มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นต้นทุนมากกว่าเขาเหล่านั้นมากหลาย) กลายเป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้โดยไม่ยากนัก
แต่ไฉน วันนี้ เรากลับเป็นชาติอันดับโหล่ บ๊วยๆ ไม่ว่าจะวัดด้วยตัวชี้วัดใด เช่น GDP GHP GบบคตP ....เหตุผลบางประการผมได้เขียนไว้แล้ว ในบทก่อน ๆ ... เช่น ที่ชี้นิ้วไปที่นักการเมืองและตำรวจ
วันนี้ผมจะชี้นิ้งวกกลับมาที่ “นักวิชาการ” (นิ้วงอเข้าหาตัวเอง ยังกะเจ้ายักษ์ นนทก ในนิยายรามเกียรติ์ ที่ชี้นิ้วฆ่าตัวเอง จากการยั่วของนางระบำ)
ผมเห็นว่าการที่ชาติใด เผ่าพันธุ์ใด จะเจริญได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะคือ “หัว” กล่าวคือ หัวต้องนำให้ถูก แล้วหางต้องตามให้ถูก....ถามว่าวันนี้หัวคืออะไร??? นักการเมือง ทหาร ตำรวจ นายพล นายทุน หรือว่านักวิชาการ
ผมตอบหัวที่สำคัญที่สุดคือ “นักวิชาการ” ...ซึ่งมันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยุคพระเวท กรีก โรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ....ล่าสุด usa เป็นเจ้าโลกภายใน ๕๐ ปี ด้วยนักวิชาการจาก “มหาวิทยาลัยวิจัย” (research univ)
ไม่งั้นคัมภีร์พระเวทเขาไม่บัญญัติหรอกว่า พราหมณ์ ใหญ่กว่ากษัติรย์ (นักปกครอง หรือนักการเมือง) และ กรีก ก็ให้นักปราชญ์มีอำนาจามากสุด โรมัน ก็ให้พวกสภาอำมาตย์ที่มีความรู้บัญชาการสั่งการผ่านพระมหากษัตริย์ ส่วน usa ก็ฟังคณาจารย์จากมหาลัยวิจัย...พวก ศ. ดร. ทั้งหลาย
แต่วันนี้ นักวิชาการไทยเขายกมือกันสลอน ด้วยเสียงข้างมาก ให้นายทุน นายพล(ตำรวจ) และนักการเมือง (ซื้อเสียง) คือผู้สั่งการได้ทั้งหมด โดยพวกเขายินดีปฏิบัติ "ตามนโยบาย" เสมอ
นักวิชาการไทยผู้เลอเลิศเราวันนี้คิดได้เพียงแค่ลอกเลียนแบบฝรั่งในทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องม.วิจัย โดยไม่มีใครสักคนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ม.วิจัยคืออะไรแน่ นอกจากคิดกันว่าต้องมีตัวชี้วัดที่ตีพิมพ์เอกสารวิจัยเป็นภาษาต่างด้าวที่ไม่ใช่ภาษาพ่อแม่ตัวเองให้มากที่สุด... (ธ่อ..ไอ้เวรตะไล ช่างง่าวยิ่งกว่าพวกตำรวจทหารเสียอีก...แล้วอ้างว่าเป็นนักวิชาการ)
แค่นั้นไม่พอ พวกเขายังต่ำต้อยขนาดถือกระเป๋าเดินตามนักการเมืองต้อยๆ ยังกะเป็นลูกกะเป๋งหว่างขาของพวกเขา
ลอนสมองนักวิชาการไทยเราโดยเฉลี่ยก็เล็กอยู่แล้ว (แต่เส้นใหญ่ซะอย่าง) ส่งผลให้กำลังแห่งความภูมิใจในวิชาการแห่งตนก็ต่ำ จนต้องไปยอมเสียเกียรติแห่งการเป็นนักวิชาการ ไปถือกระเป๋าเดินตามตรูดนักการเมืองโหลยโท่ย เพื่อไปเสริมส่งนโยบายโหลยโท่ยของพวกมันเรื่อยมา (หากินร่วมกันแบบหนอนกับอาจม) ..... แล้วอย่างนี้อนาคตชาติไทยเราจะไปรอดหรือ
ภาษิตไทยโบราณเราว่า ....”ความรู้ทำให้องอาจ” ไม่รู้ว่าลอกฝรั่งมาหรือเปล่า (ฟังสำเนียงว่าคล้ายๆ) ....แต่ยังมีอีกภาษิตหนึ่งที่ว่า “รู้อะไรไม่เท่ารู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” (ซึ่งอันนี้นักวิชาการไทยเราเก่งที่ซู๊ดดดดด) อีกอันคือ “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” (นิ่งแล้วยังไม่พอ อย่าลืมถือกระเป๋าเดินตามตรูดเขาด้วยล่ะ)
ดังนั้น การที่นักวิชาการในมหาลัยไทยไปรับสนองนโยบายโหลยโท่ยของพวกนักการเมืองแบบเซื่องๆ โดยไม่โต้แย้งอะไร จึุงเป็นการทำลายล้างชาติไทยเสมอมา (เช่น ไปยอมรับทุนต่างชาติ แทนการสร้างชาติด้วยตนเอง ซึ่้งมันเลวร้ายที่สุด บัดซบที่สุด) แสดงว่าอะไร....
...ขอตอบว่า แสดงว่า เป็นเพราะเขาพวกนั้น ขาดความรู้ที่แท้ ทั้งที่ไปเรียนจบนอกมาจนมีดีกรียาว
ซึ่งแสดงว่าก็เรียน (เลียน) ตามฝรั่ง แบบสุนัขเชื่องไปงั้นเอง หาคิดอะไรได้เองไม่ ดังนั้น ก็เลยขาดความภูมิใจที่แท้ (ดีแต่ภูมิใจแบบง่าวๆว่า “ข้าจบนอกนะเฟ้ย” แบบตื้นเขิน)
...และดังนั้นจึงขาดความองอาจในความรู้แห่งตน ..ดังนั้นจึงอ่อนแอทางจริยธรรม จนต้องสยบยอมต่ออำนาจเงินและอำนาจรัฐของประดานักการเมืองโหลยโท่ยทั้งหลายนั่นแล
ถามว่า...พระพุทธเจ้า ยากจนกว่า อนาถบิณฑกคหบดี กี่เท่า มีอำนาจน้อยกว่าพระเจ้าพิมพิสาร และเจ้าปเสนทิโกศล ที่ครองแคว้นมคธ แคว้นโกศล อันยิ่งใหญ่ กี่เท่า ....แล้วถามว่า ใครฟังใคร หรือ ใครองอาจกว่ากัน
อย่าลืมว่าแท้จริงแล้ว พพจ. ทรงเป็น “นักวิชาการ” ที่คิดได้ “ด้วยตนเอง” (ไม่ได้ลอกฝรั่ง) ท่านไม่มีเสื่อสักผืน หรือหมอนสักใบ ด้วยซ้ำไป แต่นักการเมืองระดับมหากษัตริย์ และนายทุนระดับมหาเศรษฐี ต้อง “เดินตาม” ท่าน คิดตามท่าน วางนโยบายการบริหารประเทศตามท่านหมดสิ้น
วันนี้เราจะหานักวิชาการที่มีความองอาจในความรู้ แม้เพียงแค่ระดับเศษธุลีแห่งปลายจีวรของ ศ.ดร. สิทธัตถะก็แสนยาก ..ดังนี้แล้วอนาคตชาติไทยเราจะไปรอดหรือ
...คนถางทาง (๑๒ กันยายน ๒๕๕๕)
ชลัญก็นึกตั้งนาน ว่า ศ.ดร. ท่านนี้สอนมหาวิทยาลัยไหน หนอ โอ๊ย.....เพิ่งนึกออก สงสัย รอยยักเริ่มหาย รับมุก อ.ถางช้ามากช่วงนี้ 555
ใช่ค่ะท่าน หัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิกค่ะ
มาเข้าห้องเรียน เพื่อกระตุกต๋อมคิด ที่อาจารย์ชี้แนะอีกแล้วครับ