ช่วงนี้ได้ยินข่าวไม่ดีเกี่ยวกับนักเรียนนักศึกษายิงกัน ตีกันมาก ได้ยินได้ฟังแล้วหดหู่  เลยทำให้คิดถึงเหตุการณ์หนึ่งเมื่อ2-3ปีก่อนได้ เป็นเรื่องดีๆที่เห็นมากับตาของเด็กนักเรียนช่าง ที่น่ารักมากอยู่เรื่องหนึ่งจึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อลดกระแสนักเรียนนักเลง ที่แรงอยู่ในช่วงนี้

       ตอนนั้นเรายังเรียนปริญญาตรีอยู่ กำลังนั่งรถเมล์กลับบ้าน รถวิ่งมาถึงอาคารชินวัตร ที่อยู่ตรงข้ามกับธนาคารออมสิน ตรงช่วงสี่แยกสะพานควาย ตอนนั้นนั่งอยู่ฝั่งที่จะมุ่งหน้าไปสวนจตุจักร รถตรงช่วงแยกสะพานควายก็ติดมาก รถที่เรานั่งมาจึงติดอยู่หน้าป้ายรถเมล์ตึกชินพอดี บนรถคนก็แน่นเราได้นั่งเบาะคู่ด้านในแต่คนแน่นมากยืนกันเต็มรถแทบจะไม่มีที่เดิน ส่วนหลังรถก็มีเด็กช่างไม่ทราบว่าเป็นจากสถาบันไหนนั่งมาเต็มเบาะหลัง ระหว่างทางรถติดก็แซวคนนั้นคนนี้ คุยกันเสียงดังตามแบบฉบับของพวกเขา จนกระทั่งรถมาถึงตรงตึกชินที่เราบอกไว้นั้นแหละ รถติดนานจนเราก็ต่างมองนู้นมองนี้ข้างทาง

     ตอนนั้นที่ป้ายรถเมล์มีคนรอรถกันพบสมควรเนื่องจากเป็นช่วงเลิกงาน มีคนแต่งตัวดีๆ ดูมีการศึกษามีหน้าที่การงานดีก็มี แต่ในจำนวนนั้นมีจุดสนใจอยู่ที่ชายตาบอดคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้จะเดินมาจากไหนเราก็ไม่ทันสังเกตุ แต่เขามาติดอยู่ที่ทางเท้าที่ป้ายรถเมล์ ติดอยู่ระหว่าง บล๊อกที่ปลูกต้นไม้กับตู้โทรศัพท์ไปต่อไม่ได้ จะเดินไปข้างหน้าก็ติดตู้โทรศัพท์ จะถอยหลังก็ติดต้นไม้ จะเลี้ยวซ้ายก็เป็นถนนเพราะเขาอยู่ริมทางเท้า จะเลี้ยวขวาก็ไปไม่ได้เพราติดป้ายอะไรซักอย่าง เดินไปๆมาๆอยู่อย่างนั้น คนที่ป้ายรถเมล์ก็มีแต่คนยืนมอง  เหมือนกับกำลังลุ้นว่า เออ ตกลงมันจะออกจากช่องนั้นได้รึเป่าเนี่ย ลุ้นว่าซ้ายอีกหน่อยขวาอีกนิด คงจะคิดประมาณนั้น

     รอสักพักเราดูจนอึดอัดว่า ไอ้คนตาดีที่มันลุ้นอยู่เมื่อไหร่จะช่วยคนตาบอดนั้นสักที  อีกพักใหญ่เราก็เห็นนักเรียนช่าง2-3คนจากกลุ่มใหญ่กระโดดลงจากรถเมล์ ไปช่วยคนตาบอดออกจากช่องต้นไม้นั้น พอดีกับรถเมล์ได้ไฟเขียวพอดี ดีที่คนขับรถคงจะเห็นเหตุการณ์อยู่จึงเลื่อนรถช้าๆก่อนเพื่อให้นักเรียนช่างนั้นวิ่งกลับมาขึ้นรถได้ทัน เมื่อกลับขึ้นมาก็คุยกันเสียงดังเอะอะต่อไป เหมือนไม่มีอะไร

     แต่เราไม่คิดอย่างนั้น เพราะสิ่งที่เขาพึ่งจะทำ มันเรียกรอยยิ้มเล็กๆให้เราได้ ในขณะนั้นที่อากาศก็ร้อนคนก็แน่น แต่มันเป็นเรื่องที่ทำให้สุขใจเล็กๆได้เหมือนกัน ก็ดูเถอะเด็กที่หลายคนบอกว่าจะไปเกะกะเกเรหรือเปล่า มากันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่งตัวไม่เรียบร้อย พูดจาไม่สุภาพ ทรงผมก็ไม่ถูกใจแม่ แต่มีจิตใจที่ดี ดีกว่าคนแต่งตัวดี แต่ดูดายต่อสังคม น้ำใจเพียงเล็กน้อย แสดงออกมาจากการกระทำเพียงง่ายๆ ก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงนิสัยส่วนลึกๆของพวกเขาได้อย่างดี นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่า การมองคนไม่ควรมองแต่ที่ภายนอก ที่เสื้อผ้า ที่ทรงผม หรือสถาบันที่เรียน แต่ควรดูกันที่จิตใจ และความดี ของพวกเขา