สมัยที่ผมฝึกหัดดูพระเนื้อสำริดแก่ทอง
ผมได้พบพระเนื้อสำริด พิมพ์สวย มีเนื้อในคล้ายทองสุกปลั่ง มีสนิมคล้ายสนิมน้ำหมากบางๆที่ผิว และคลุมด้วยสนิมเขียวๆเป็นจุดๆ
ตรงกับหลักการของพระเนื้อสำริดแก่ทอง ผมจึงนำไปให้ร้านทองช่วยดู
ปรากฏว่า ร้านทองดู เขาตีเป็นพระฝีมือธรรมดาๆ นี่เอง
โดยการใช้วิธีการ
- หล่อพระทองเหลือง
- นำไปชุบทองคำค่อนข้างหนาหน่อย
- แล้วนำไปชุบทองแดงที่ผิวบางๆ ขัดออกให้เหลือในร่องนิดๆ
- นำไปแต่งผิวหรือหมักด้วยจุนสี หรือที่เรียกกันว่า ทำสนิมหยก
ถ้านำพระดังกล่าวไปส่องแสงไฟสว่างๆ หรือ แสงอาทิตย์ก็จะพบความด้านๆของผิว เห็นความเก๊ได้ทันที
ในพระสำริดที่ระดับฝีมือจัด ลงทุนมาก ใช้ทองคำผสมเงิน ผสมทองแดง หล่อ ชุบทองแดงบางๆ แต่งผิวด้วยสนิมน้ำหมาก และสนิมหยกบางๆ
ที่ต้องอาศัยการส่องดู ถ้าเห็นคราบทองแดง ก็จบ
พระสำริดที่ฝีมือจัดมากๆ ขึ้นไปอีก จะไม่ชุบทองแดง ใช้การแต่งสีน้ำหมากแทน
ที่ต้องสังเกตคราบน้ำหมากที่หนา และอยู่ไม่เป็นที่ ผิวพระไม่ค่อยเหี่ยว
พระเนื้อสำริดแก่ทองที่ลงทุนมากที่สุดที่เคยเห็นมา คือ เนื้อตะกั่วเปียกทอง มีทองหนาเป็นแผ่นๆ และจะหนาเป็นพิเศษ แถบขอบๆ เพราะเขาทำเผื่อไว้ให้ร้านทองขูดหินตรวจ % ทอง ถ้าขูดตรวจแบบร้านทอง จะคิดว่าเป็นทองจริงๆ
พระแบบนี้ศิลปะจะหยาบๆ ไม่คมชัดละเอียดอ่อน ผมเคยนำไปให้ร้านทองใช้ไฟเผาตรวจ จึงรู้ว่าเก๊ครับ
ฝีมือจัดกว่านี้ยังไม่เจอครับ ถ้ามี ไม่น่าจะลอดไปจนถึงพิมพ์ และในพระเครื่องทั่วไป ก็จะมีตำหนิที่ต้องดู รวมเป็นสองขั้นตอนการคัดที่เหลือ ครับ
ดังนั้นพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเก๊ เท่าที่ผมเคยเห็นมา
ก็จะมีระดับ
- พระเก๊ตาเปล่า เนื้อผิด ผิวผิด พิมพ์ผิด
- และเก๊ฝีมือ เนื้อได้ พิมพ์ใกล้เคียง ผิวผิด
มากพอสมควร
และยังมีเก๊ฝีมือ ลงทุนมาก เน้นเนื้อทองคำ พิมพ์เกือบได้ ผิวผิด อยู่บ้าง
และถ้ามีอะไรที่เห็นมากกว่านี้ ก็จะนำมาเล่าให้ฟัง เพื่อการเรียนรู้ครับ
ดังนั้น
ขอให้ค่อยๆเรียน เล่นใจเย็นๆนะครับ ดูทีละขั้น
- ดูเนื้อ
- ดูผิว
- ดูคราบ
- ดูความเหี่ยว
- ดูพิมพ์ และ
- ดูตำหนิ
ให้ชัดมากๆ น่าจะพลาดไม่มากครับ
ยอดมากครับอาจารย์ ให้ความรู้เป็นวิทยาทานแก่ลูกศิษย์เสมอ นับถืออาจารย์มากครับ
ยินดีครับ
ผมยังสงสัยเหมือนกันครับว่าทำไมเขาต้องทำอย่างที่ว่า เพื่ออะไร การทำแบบนี้ลงทุนก็สูงแล้วมันจะคุ้มค่ามั้ยครับ เพราะถ้าทำแล้วคงต้องหาวิธีปล่อยเพื่อเอากำไร ทำน้อยก็ไม่คุ้ม ทำมากก็ต้นทุนสูง ปล่อยแล้วใครละจะรับ เพราะถ้าจะรับราคาคงไม่น้อย และก็ต้องครวจสอบกันอีกหลายรอบ และถ้าคิดว่าทำเพื่อเอาไปปล่อยร้านทองหรือจำนำ คงไม่มีใครกล้าคิดและกล้าทำแบบนั้น ทำทำไมนี่คือคำถามอีกรอบ เพราะถ้าฝีมือระดับอย่างที่ว่า เขาคงไม่มาทำพระปลอมให้แนบเนียนอย่างนี้ เขาคงคิดการใหญ่กว่านั้น เพราะคนที่ชื่นชอบพระหลวงพ่อเงิน ก็ใช่ว่าจะมากจนต้องแย่งกันเช่า ที่เห็นๆ นี่ก็พอรู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน อีกอย่างคำว่าผิดเนื้อผิดพิมพ์นี่ เนื้อแบบไหน เปอร์เซ็นต์ของโลหะแต่ละชนิดที่ผสมกันหรือเปล่า ส่วนความเก่า เก่าแบบตาส่องนี่หรือเปล่า หรือความเก่าจากการตรวจสอบด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ (ที่เรียกว่าคาร์บอน 14) ส่วนพิมพ์เป็นไงครับ หลวงพ่อเงินมีกี่พิมพ์กันแน่ ไม่เห็นมีใครตอบได้ชัดเจนสักคน ว่ากี่พิมพ์กันแน่ แล้วพิมพ์ไหนถูกพิมพ์ไหนไม่ถูกนี่ ต้องเซียนหรือครับจึงจะให้คำตอบได้ ที่ว่าพิมพ์นิยมนี่ ใครนิยม พวกเซียนชอบปั่นราคานิยม หรือว่าคนทั่วไปเขานิยมกันครับ เอาอะไรเป็นตัวชี้วัดครับ เพราะพระสมัยโน้นเป็นพระทำมือ ไม่ใช่พระโรงงาน แม้แต่พระโรงงานทำด้วยเครื่องจักร ตำหนิยังมีข้อแตกต่างเกิดขึ้นกันมากมาย ก็สงสัยประมาณนี้หละครับ ขอบคุณครับ
อีกอย่างนะครับ เรื่องทองคำที่หล่อองค์พระนี่เหมือนกัน หลายคนบอกว่าดูต้องเก่า ทองจะไม่แวววาวอย่างที่เห็น ถ้ายังส่งประกายเมื่อไหร่ตีเก๊ทันที ว่าเป็นพระใหม่ ผมก็งงอีกละครับ ทำไมหน้ากากทองคำของมัมมี่อียิปทำมาตั้งสองพันกว่าปี ยังส่งประกายแวววาวให้เห็น หรือว่ามีคนคอยไปเช็ดไปถู มาตลอด สองพันปี อย่างงี้ตีเก๊ได้มั้ยครับ แล้วทำไมพระทองคำของไทยต้องเก่าแบบไม่ส่งประกายละครับ หรือว่าทองคำคนละแบบ พวกอียิปไปเอาทองคำมาจากไหนมันถึงได้ส่งประกายงดงามตลอดเวลา ขอบคุณครับ
คุณฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดครับ ทองเก่ายังไงก็แวววาวแบบทองเก่า ทองใหม่ก็แวววาวแบบทองใหม่ แม้แต่แร่ทองฝังในดินเป็นล้านๆปี ก็แวววาวแบบแร่ทองคำ คุณเอาสองอย่างมาอัดใส่กันโดยไม่เข้าใจเนื้อหาและความหมายที่เขาพูด ก็จะได้ประเด็นที่คุณตั้งไว้นั่นแหละครับ อิอิอิอิอิอิ