วันจันทร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ได้เขียนบันทึกเมื่อคืน เป็นความผิดซ้ำซ้อนที่เคยพลาดมาถูกเตือนสติแต่ก็ยังพลาดอีกกระหืดกระหอบเขียนบันทึกเพราะผิดศีลข้อ 4 แล้วครูก็ส่ง SMS มาเตือน ใจหล่นวูบหนึ่งเจ้าค่ะแต่ก็ผิดจริงมันสมควร จึงเร่งรีบแก้ไข ทยอยอัพบันทึกจดหมายถึงครูก่อน ทบทวนกับตนเอง แล้วครูก็เมตตาโทรมาให้กำลังใจและถามว่า “แก้ตัวรึยัง”
แก้แล้วเจ้าค่ะ”
“ดี”
ครูชี้อีกว่า “ติ๋วไม่ได้ตกนรกคนเดียว ดึงคนอื่นไปด้วย”
“ใครอีกหนอ ใจหนูรู้สึกกลัว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์แรงๆแล้วใจสะเทือนคือ พ่อน้อยกับแม่กุล คุณยายชี แล้วเหมือนฝังอยู่ภายใน ระลึกขอโทษทุกครั้งที่ได้เจอและสัมพันธ์ พยายามแก้ไขคือ สรรเสริญครูด้วยใจที่เบิกบานให้ท่านได้ยินโดยเฉพาะต่อหน้าหลวงปู่”
ครูบอกว่า “น้องกิ่งพูดว่า หนูสงสารพี่ติ๋ว ที่โดนแม่ครูดุ ไปแก้ไขกันเอานะเว้ย”
ใจหนูเอาอีกแล้ว เรื่องเก่ายังไม่ทันจะแก้ไข สร้างเรื่องขึ้นมาอีก
หนูไม่ปรารถนาให้ใครมาเพ่งโทษครู แต่หนูก็ยังแก้ไขตนเองได้ไม่บริบูรณ์ เพราะอ่อนภาวนาปฏิบัติข้อวัตรไม่ได้ ทำแต่ข้างนอกในใจไม่ทำ ไม่สู้ดีแต่อึด ทบทวนตนเองแล้วค่อย ๆนั่งเขียนบันทึก ในงานประชุมไม่มีอะไรมากมีการละเล่นการแสดง ขับเสภา หนูนั่งร่วมงานแล้วก็เขียนจดหมาย รู้สึกขุ่นเพราะก่อนมาหนูไม่เห็นกำหนดการเป็นหนังสือเชิญเปล่า ๆ ที่ยอมรับค่ะครู เพราะหนูคิดไม่ดี ศีลข้อหนึ่งด่างพร้อยเพราะเพ่งโทษพี่ ๆ ศีลข้อ 4 ด่างพร้อย เพราะหนูใช้การมาประชุมครั้งนี้แลกกับการที่จะไม่ไปงานเกษียณเมื่อวันที่ 6-7 แลกกับการขอลากิจ แบบลุ้น ๆ ในใจคิดไม่ดี มันเลยไม่น้อมไม่ยอมรับ พอมาแล้วพึ่งทราบกำหนดการก็รู้สึกสะดุดนิดหนึ่งกับตนเอง แต่ก็คือว่า
“เอาน่าเป็นโอกาส”
หนูห่วงเรื่องชุดเหมือนกันเจ้าค่ะ เตรียมชุดปกติขาวมาแต่ไม่มีเครื่องหมาย เลยตัดสินใจใส่สูทกระโปรงสั้น รู้สึกเด๋อกับตนเองอย่างบอกไม่ถูกเจ้าค่ะ แล้วก็หยิบกระโปรงยาวที่ใส่สบาย ๆ ไปเผื่อ พอไปถึงงานก็มีผู้คนแต่งตัวหลากหลายหนูจึงตัดสินใจเดินไปสวมประโปรงยาวทับค่อยรู้สึกโล่งใจเจ้าค่ะ
บ่าย ๆ เป็นการมอบรางวัล หนูจึงชิฟตัวเองออกมาทำภารกิจ
แล้วก็ทำสำเร็จ หากระเป๋าให้ครูได้สำเร็จ
แต่ข้างในไม่ได้ถึงกับดีดดิ้นเจ้าค่ะ แต่ดีใจที่หาให้ครูได้
แล้วก็เลยเดินไปเรื่อย ๆ ครานี้เหมือนตามใจกิเลสตนเองมากกว่าเจ้าค่ะ ไหลไปถึง JJ mall จนครูโทรมา สอนให้โอกาสหนูในการพิจารณา หนูรู้สึกว่า Step แบบนี้ครู กำลังฝึกให้หนูรู้จักใช้ปัญญา
“ทำไมผู้คนมักจะแปรเจตนาครูผิด รวมถึงหนูด้วย”
ทบทวนกับคนเอง ครั้งที่ทำไม่ตรงคำสั่ง เพราะมักจะมีความคิดความเห็นของตนเอง มาแย้ง เลยทำให้ทำผิด มีภาพอีกภาพซ้อนขึ้นมานอกจากคำสั่ง
มองเข้าไปอีกทีเหมือนมันไปยึดความคิดหรือภาพที่ตนเองสร้างขึ้นมาแทนที่จะรับสารแบบตรง ๆจากครู ก็เลยทำให้ทำผิดแปรเจตนารมณ์ผิด
อาจจะด้วยความโง่ของหนูด้วย พอครูชี้บางทีก็มีความลังเลสงสัยว่า “ใช่ไหม รึยังไง”
ทั้ง ๆที่ก็มีอีกเสียงที่มันเชื่อ แล้วก็คอยบอกว่า
“ทำไปก่อน เชื่อครูไปก่อนแล้วจะเข้าใจเอง ครานี้อยู่ที่สติว่าจะตัวไหนจะแหลมหน้ามาก่อนเจ้าค่ะ”
ครูชี้ให้ทบทวนว่า
“จิตหนูสร้างภาพให้ผู้คนสงสาร แล้วประณามครู เหตุการณ์เริ่มมาตั้งแต่หนูอยู่กับอาจารย์ ตอนนั้นจิตหนูก็สร้างภาพนี้ว่า หนูน่าสงสารแล้วอาจารย์ก็ดุ เพราะตอนนั้นครูก็รู้สึก แต่ปัจจุบันตอนนี้มันเคลื่อนมาที่ครูแทน”
หนูค่อย ๆ ย้อนมองกับตนเอง แล้วก็นึกย้อนถึงภาพซ้ำ ที่หนูเป็นชนวนให้เกิดการปะทะกัน ครูพาให้ทบทวนเหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ แบบถอยหลังตั้งแต่พระอาจารย์ครั้งล่าสุด ที่ถวายปัจจัยท่าน พี่ก้อย
เหมือนได้ฟังจากครูแล้วก็ทบทวนตนเอง เหตุการณ์ที่เกิดซ้ำ ๆ
ณ ปัจจุบัน ก็ยังแก้ไขไม่ได้
ครูเองก็บอกหนูว่า “เราก็สงสาร แต่ก็สปอยด์ไม่ได้”
ปัญหาของหนูไม่ใช่หนูท้อ หนูชอบคิดว่าหนูท้อ เพราะเห็นเข้าไปข้างในมักจะท้อจนทุกข์ แต่พอตอนที่มันลอย ๆ ไม่ทำ เป็นหลง ๆ กลับไม่เห็นครูจึงชี้ว่าปัญหาของหนคือ “ไม่ทำ”
ครูพาทบทวนไปหลายเรื่อง
พอวางสายจากครู หลวงพี่ก็โทรมาเจ้าค่ะ
ท่านโทรมาเล่าความเป็นไปและสภาพวะต่าง ๆ
รู้สึกว่าท่านมาเติมกำลังใจให้ พรรษานี้ท่านอธิฐานไม่นอน ถ้าจะหลับก็ให้นั่งหลับ จึงเอาเตียงที่กุฏิออก ใช้เก้าอี้แทน ท่านบอกว่า ดีมาก ๆ แต่ก็เพียรกับตนเอง
หนนั่งรถเมล์กลับมาเรื่อย ๆ กว่าจะมาถึงก็สองทุ่มกว่า เปิดคอมเขียนบันทึก แต่ก็หลับไปเจ้าค่ะ ตีหนึ่งตื่นขึ้นมาเขียนใหม่ แล้วก็พยายามส่ง หนูทราบชัดแล้วว่าปัญหาของหนูคือ ไม่ทา
“ทำอย่างไรนะ หนูจึงจะรักษาข้อปฏิบัติของตนเอง และเพียรภาวนาให้มากขึ้นๆ”
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ