เพื่อเป็นการต่อยอด บันทึกที่แล้ว ซึ่งผู้เขียนได้เชิญชวนให้มาเขียนเรื่องเล่าด้วยกัน บันทึกนี้จึงขอยกเป็นตัวอย่างในการเขียนเรื่องเล่าพร้อมๆกับการเล่าประสบการณ์ตรง เรื่องการจับประเด็นจากการฟังไปด้วยเลยนะคะ และก่อนที่จะเริ่มลงมือเขียนลองทำตามที่ผู้เขียนแนะนำดูนะคะ
เริ่มด้วยการสร้าง แผนที่ความคิด คงจำภาพนี้จากบันทึกที่แล้วได้
และก่อนเขียนเรื่องเล่าเรื่องนี้ เราลองหัดทำแผนที่ความคิด ( mind map) เรื่องที่กำลังจะเล่าลองดูนะคะ
เมื่อเราทำแผนที่ความคิดเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มลงมือเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์มาร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่าได้เลย โดยค่อยๆเล่าไปตามความคิดที่เรากำหนดไว้ตามลำดับ ลองตามอ่านดูนะคะ

ระยะนี้มีหลายคนมาทาบทามผู้เขียนให้เล่า ประสบการณ์จากการฟัง ว่า ฟังแบบหาเรื่อง ...มาเล่า นั้นทำอย่างไร ทั้งๆที่บางครั้งก็นั่งล้อมวงฟังอยู่ด้วยกัน บางคนฟังแล้วได้เรื่อง ขณะที่หลายๆคนฟังจบแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าคนเล่าต้องการสื่ออะไร หรือเขาพูดเรื่องอะไร
ได้มีงานวิจัยหลายชิ้น ที่ชี้แจงว่า คนเรานั้นส่วนใหญ่สื่อสารกันด้วยภาษากายมากกว่าภาษาที่เป็นคำพูด หรือแม้ขณะพูดเราก็ใช้ภาษากายควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า สายตา น้ำเสียง หรือแม้แต่ก็เงียบก็เป็นการสื่อความหมายอย่างหนึ่ง ทำให้เราสามารถเข้าใจความหมายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การฟังจึงเป็นศาสตร์อีกชนิดหนึ่ง ที่เราต้องฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เข้าใจในความหมายที่ผู้พูดต้องการที่จะบอก ฟังอย่างไร....
ฟังอย่างไรให้ได้เรื่องราว ได้ประเด็น ทฤษฏีบอกว่า ผู้ฟังต้องฟังอย่างใจจดใจจ่อ ละทิ้งการวิจารณ์หรือความคิดขัดแย้งในสมองตนเองก่อน รวมทั้งต้องสนใจอากัปกิริยาของผู้พูดด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง แววตา ลีลา หรือแม้แต่ระดับความเร็วในการพูด หรือการหยุดพูดเป็นช่วงๆ นั่นหมายถึง การฟังอย่างตั้งใจ ฟังให้ได้ยินจากข้างในของผู้พูด และให้รู้จักจับจังหวะ ว่าเมื่อไรควรซักถาม หรือเมื่อไรควรจะสะท้อนกลับ
ทั้งหมดที่เขียนมานั่นเป็นทฤษฏี แต่สำหรับผู้เขียนไม่มีหลักการที่ตายตัว รู้แต่ว่าเมื่อไหร่ต้องทำหน้าที่เป็น Facilitator หรือเรียกง่ายๆว่า เป็นวิทยากรกระบวนการ คือ คนกลางที่ช่วยจัดและดำเนินงานการพบปะให้เกิดการคิดที่เป็นระบบ โดยดึงเอาความคิด ความสามารถของผู้เล่าออกมาให้หมด และสื่อสารทำความเข้าใจให้ตรงกัน ด้วยการป้อนคำถามให้ตรงประเด็น สิ่งแรกที่ผู้เขียนให้ความสำคัญและคำนึงถึง คือ จะต้องทำให้บรรยากาศของวงเรื่องเล่าสบายๆ เป็นกันเองให้มากที่สุด ไม่มีกติกาหรือพิธีการมากมาย เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้เล่าเรื่อง เพราะเมื่อไหร่เขารู้สึกว่า ปลอดภัยและเป็นอิสระ เรื่องราวและความคิดต่างๆก็จะพรั่งพรูออกมาอย่างมีความสุข เพราะในเวทีนี้ไม่มีใครที่รู้ดีในเรื่องเล่าเท่าเขา เพราะเป็นเรื่องเล่าที่เกิดจากการลงมือทำจริงของผู้เล่า นอกจากนั้นคนทำหน้าที่ FA ต้องไม่ให้เกิดการปิดกั้น หรือกดทับทางความคิดของผู้เล่าโดยคนที่อยู่ในวง เพราะผู้เขียนคิดเสมอว่า “ ความคิดที่ชนะ ไม่ใช่ความคิดที่ดีเสมอไป...”

ขณะเดียวกันคนที่เป็นผู้ฟังในวงก็ต้องฟังอย่างเปิดใจ ฟังโดยไม่ต่อต้าน ไม่ด่วนสรุป หรือตัดสินคุณค่าของสิ่งที่ได้ยิน การฟังอย่างพิจารณาเราจะพบว่า สิ่งที่ได้ยินนั้นมักมีความคิด แนวคิดใหม่ๆของผู้เล่าอยู่เสมอ ว่าเขาต้องการบอกอะไรเรา
ง่ายๆสำหรับผู้เขียน การจะหัดฟังให้ได้ยิน ผุ้เขียนจะเริ่มที่ พยายามสร้างความเข้าใจผู้เล่าก่อนด้วยการค้นหาว่า...
-
อะไร คือ เรื่องหลักที่เขาสนใจและอยากจะบอกเรา
-
เขามีแนวความคิดอย่างไรกับเรื่องนั้นๆ
-
ทักษะหรือความสามารถเฉพาะตัวที่เขาใช้จัดการกับสิ่งทีเขาสนใจ
-
แล้วผลลัพท์เขาได้อะไร เช่น แนวคิด รูปแบบ นวัตกรรม ฯลฯ
ซึ่งพอจะสรุปง่ายๆ การฟังให้ได้ประเด็นจากประสบการณ์ของผู้เขียน คือ
1 ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัย ด้วยการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง สบายๆ อิสระ เพื่อให้ผู้เล่าสามารถเล่าโดยไม่ต้องกังวลว่า จะมีใครมาปิดกั้นความคิด หรือ คอยจับผิด
2 ต้องฟังอย่างตั้งใจ ฟังให้ได้ยินเข้าไปถึงข้างในของผู้เล่า ว่าเขาอยากบอกอะไรเรา ..ความสุข ความภาคภูมิใจ ความผิดหวัง...
3 จดประเด็นหลักๆ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่
4 หาประเด็นย่อยๆที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็นหลัก เพื่ออธิบายความให้ได้เรื่องราวมากขึ้น
5 นำสิ่งที่ได้ทั้งหมดมาเรียบเรียงตามลำดับก่อน หลัง ทำความเข้าใจและทบทวนเรื่องราวตั้งแต่ต้นอีกรอบ เพื่อหาหัวใจของเรื่อง ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สำคัญที่สุดของเรื่องเล่าว่าอยู่ตรงไหน นำมาเป็นชื่อเรื่อง แล้วค่อยๆเรียบเรียงประเด็นอื่นๆตามมา

การฟังเพื่อให้ได้สาระ และเข้าใจเรื่องราว สิ่งสำคัญคือต้องฟังให้มาก และฟังอย่างมีสมาธิ
และ...การที่ธรรมชาติสร้างให้ร่างกายเรามีหนึ่งปาก แต่มีสองหู นั่นหมายถึงธรรมชาติได้ออกแบบให้เรา รู้จักการฟังมากกว่าการพูดนั่นเองค่ะ....
ขอบคุณค่ะ
การพูดต้องการการฝึกฝน แต่การฟังต้องฝึกมากกว่านะคะ เพราะเรามีแผ่นกรองเยอะเหลือเกิน มักอยากฟังแต่สิ่งที่ได้ยินค่ะ
ขอบคุณเรื่องเล่าดีดีที่นำมาฝากนะคะ
ขอบคุณมากค่ะที่แบ่งปันการฟังด้วยความเข้าใจคิดตาม คงจะนำมาเล่าต่ออย่างสุขใจได้นะคะการที่ฟังมาไม่ได้นำมาเล่าก็เสียดายที่วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ..จะย้อนกลับไปเล่าก็เหมือนว่าจะไม่ทันการณ์ นะคะ ขอข้อแนะนำจากพี่เขี้ยวตวยเจ้า ...
แบ่งปันเรื่องเล่าด้วยใจและวิธีการดีๆ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของการลปรร. ..ขอบคุณค่ะ
จะลองหัดดูนะคะ เพราะเป็นที่เขียนไม่ได้เรื่องเลยค่ะ
ตามหลักการมันต้องเป็นขั้นตอนแบบนี้นี่เอง
ขอบคุณมากกับข้อคิดค่ะ
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว krugui เขียนแบบตามใจตัวเองมากกว่า
บางครั้งจึงเหมือนมีสาระบ้างไม่มีสาระบ้าง
แล้วแต่คนอ่านจะจับจุดตรงไหนได้ เฮ้ออออ
พูด(เล่า) ฟัง เขียน
ยากทั้งหมดเลยค่ะ
ยินดีที่ได้พบกันที่บ้านแม่ตาดค่ะ หวังว่าคงมีโอกาสได้พบกันอีก
ค่ะจะหาเรื่องฟังมากๆ แต่บางทีไม่อยากฟังจริงๆ (บางเรื่อง)แต่ก็ต้องฟัง ทำอย่างไรดีค่ะ
สวัสดีค่ะพี่เขี้ยว
แวะมาทักทายและชื่นชมกับทุกท่านที่ได้พบกันที่บ้านแม่ตาดค่ะ
คิดถึงพี่เหมือนเดิมค่ะ