เอกสาร Key National Education Indicatorsของ The National Academy Press สหรัฐอเมริกา    ทำให้ผมเกิดความฝันนี้   ผมขอแนะนำให้ผู้สนใจเรื่องคุณภาพการศึกษาอ่านเอกสารนี้   เขาให้ ดาวโหลด ได้ฟรี

 

          โดยเขาแนะนำว่าควรคำนึงถึงคุณภาพใน ๖ ปัจจัยหลักดังนี้

 

๑. learner outcomes;

๒. quality of educational institutions;

๓. readiness for school;

๔. societal support for learning;

๕. education and economic productivity; and

๖. equity (measures of resources, demographics, and students at risk).

 

          ผมคิดว่าเวลานี้กระแสความเป็นห่วงคุณภาพการศึกษาไทยเราขึ้นสูงแล้ว    หลายฝ่ายเริ่มเห็นว่าตนอยู่เฉยไม่ได้แล้ว    หากคุณภาพของการศึกษาไทยยังเป็นอยู่เช่นนี้ บ้านเมืองเราจะยากลำบาก หรือถึงหายนะ ในระยะยาว    จึงลุกขึ้นมาดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาในส่วนที่ตนเกี่ยวข้อง    การที่ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันยกระดับคุณภาพการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่น่าดีใจ    เป็นนิมิตดี

 

          แต่การเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันนั้น   ต้องทำอย่างถูกต้อง และทำอย่างเป็นระบบ ครบถ้วนหลายด้านหลายปัจจัย จึงจะเกิดผลจริง และเกิดผลต่อเนื่องยั่งยืน   หากทำไม่ถูกต้อง อาจก่อผลร้ายก็ได้

 

          หลายฝ่ายที่เข้าร่วมนั้น ต้องเห็นภาพรวม ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพการศึกษา    ไม่ใช่มองเฉพาะบางส่วนเท่านั้น   เมื่อเห็นภาพรวมแล้ว ตนเข้าร่วมทำเฉพาะบางส่วนก็ไม่เป็นไร   เพราะจะเข้าใจว่าที่ตนทำนั้นเป็นส่วนไหนของภาพใหญ่    และจะร่วมมือกับผู้ที่ทำส่วนอื่นอย่างไร

 

          ผมมองว่า ตัวชี้วัดอย่างที่เขาคิดกรอบในสหรัฐอเมริกาตามเอกสารนี้ คือตัวช่วยให้ทุกฝ่ายเป็นภาพใหญ่ของระบบการศึกษา    และเห็นในระดับที่วัดได้   และที่สำคัญ วัดเองได้

 

          ผมจึงเกิดจินตนาการว่า    หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพการศึกษา (คือ สมศ.) นั้น    ที่จริงคุณค่าต่อสังคมคือ เป็นส่วนหนึ่งหรือกลไกหนึ่งที่ช่วยกันยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ    แต่วิธีทำงานในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา คุณภาพการศึกษาของประเทศกลับตกต่ำลง    แสดงว่าวิธีทำงานแบบเดิม ไม่ได้ผล    จึงควรแสวงหาวิธีทำงานใหม่

 

          วิธีทำงานเดิม เป็นการทำงานแบบเน้น centralized authority ของการประเมินคุณภาพ    ผมจึงฝันถึงการทำงานแบบ distributive คือหาทางให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องสนใจทำหน้าที่ประเมินคุณภาพการศึกษาที่ตนเกี่ยวข้อง    และ สมศ. จัดเกณฑ์แบบกว้างๆ หรือ guideline แบบที่ NRC ของสหรัฐ จัดการประชุมปฏิบัติการ และทำเอกสารเผยแพร่   ดังเอกสารนี้    ให้เขาประเมินตนเองได้ไม่ยาก

 

          ที่สำคัญ สมศ. ต้องทำงานแบบยุยงส่งเสริมชักชวนให้มีการประเมินตนเองมากๆ   โดยเน้นเป้าหมายเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของลูกหลานตนเอง    ดังนั้น การประเมินที่จัดโดยพื้นที่ หรือ อปท. จะมีพลังมาก    เพราะเขาต้องเอาใจใส่อนาคตของลูกหลานของคนในพื้นที่ของเขา

 

          พอดีเมื่อวาน (๗ ส.ค. ๕๕) ผมไปฟังเวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ ๗ของ สสค. ได้รับรู้กรณีของเทศบาล ๒ แห่ง ที่จัดการเรียนรู้เพื่อสัมมาชีพของคนในพื้นที่   ฟังแล้วผมเกิดแรงบันดาลใจเขียน บันทึกนี้   เมื่อได้เห็นรายงานของ NRC ของสหรัฐฯ ก็ฝันต่อทันทีว่า    อปท. ทั้งหลายคือผู้ใช้ตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาชุดนี้   โดย อปท. จัดเวทีชักชวนผู้นำชุมชนมาร่วมกันกำหนดตัวชี้วัดของพื้นที่  รวบรวมข้อมูล  แล้วประเมิน   นำไปสู่การร่วมกันตั้งเป้าพัฒนา    และร่วมกันดำเนินการส่งเสริมการลงมือทำ หรือร่วมทำ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของลูกหลานในพื้นที่ของตน 

 

          จึงฝันต่อว่า สมศ. กับ สสค. น่าจะร่วมมือกันทำงานร่วมกับ อบต. นำร่องจำนวนหนึ่ง    ดำเนินการตามแนวในความฝันนี้

 

          ฝันนี้จบผมได้เวลาออกจากบ้านไปทำงานพอดี

 

 

วิจารณ์ พานิช

๘ ส.ค. ๕๕