ก็ขนาดระดับนายกรัฐมนตรียังเพลี่ยงพล้ำมาแล้ว

 สาหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามคดีการจัดซื้อที่ดินของอดีตภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี ที่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านดังกล่าวต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกสองปีในคดีดังกล่าวนั้น หลายท่านอาจจะรู้สึกงงๆบ้างว่าการซื้อขายที่ดินตามปกติวิสัยของการทำธุรกิจของภรรยา  แต่ทำไมสามีถึงต้องติดคุก แล้วภรรยาล่ะทำไมไม่ติดคุกด้วย หากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ยิ่งฟังแล้วยิ่งงงไปกันใหญ่ พาลให้เกิดข้อสงสัยและกระแสต่างๆตามมาในสังคมอีกมากมายจวบจนขณะนี้  จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำความในมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 มาเล่าสู่กันฟัง

     โดยที่มาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนืนกิจการ  ดังต่อไปนี้

          (1)  เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี

          (2)  เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี

          (3)  รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว

          (4)  เข้ามีส่วนได้เสียในฐานะกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดหรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น

          ให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรสดังกล่าว เป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

     สาธยายมาซะยาวเหยียด แล้วคงสงสัยกันต่อไปว่า มันเกี่ยวอะไรกับนายกรัฐมนตรีล่ะ ในเมื่อกฎหมายดังกล่าวกำหนดห้ามไว้เฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือตามความเข้าใจก็คือข้าราชการเท่านั้น  แต่มันก็เข้ามาเกียวข้องกับนายกรัฐมนตรีจนได้ซิน่า  เนื่องจาก ป.ป.ช.ได้ออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา100 กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี โดยประกาศเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2544 จึงมีผลให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 100 แห่งพรบ.ดังกล่าวด้วยนั่นเอง  อีกทั้งในปัจจุบันนี้ ป.ป.ช.ได้มีประกาศฉบับที่ 2 ให้ใช้บังคับแก่ ผู้บริหารท้องถิ่นและรองผู้บริหารท้องถิ่น ด้วย  จึงทำให้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  นายกเมืองพัทยา รองนายกเมืองพัทยา  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล  ตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 100 ด้วยเช่นกัน ตามประกาศของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กันยายน 2555 นี้เป็นต้นไป  จึงมีการคาดหมายกันว่าคงจะมีกรณีคล้ายคลึงกับคดีซื้อที่ดินรัชดา เข้าสู่การพิจารณาของปปช.และขึ้นสู่ศาลเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน ก็ขนาดระดับนายกรัฐมนตรียังเพลี่ยงพล้ำมาแล้ว นับประสาอะไรกับผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งมีจำนวนมากจะไม่ตกที่นั่งเดียวกัน  คงต้องคอยติดตามดูกันต่อไป