ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในการศึกษาเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของชายไทย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497  กรณีศึกษา เยาวชนตำบลธรรมศาลา  อำเภอเมืองนครปฐม  จังหวัดนครปฐม  ผู้วิจัยได้ศึกษา และทบทวนเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องดังนี้

 1. แนวคิดเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ

2. แนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสาร

3. แนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของประชาชนชายไทย

4. พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497  และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใ

ความหมายของความรู้

พจนานุกรมทางการศึกษา (Dictionary of Education) ของดีเร็ค ราวน์ทรี (Derek Rowntree, 1981: 44) ได้ให้ความหมายของคำว่า ความรู้ โดยทั่วไปหมายถึง ความรู้ความเข้าใจซึ่งแต่ละคนได้รับจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา และการสะสมความรู้มาจากการศึกษา เล่าเรียน ซึ่งสถาบันการศึกษาจะมีอำนาจในการที่จะกำหนด กฎเกณฑ์และประกาศผลคะแนนทางการศึกษา โดยจะวัดระดับของความรู้ของบุคคลจากการอบรมสั่งสอนต่างๆ ซึ่งเป็นหลักสูตรในสถาบันการศึกษาเหล่านั้น จึงทำให้ทราบว่าบุคคลที่ได้รับการศึกษาในสถานศึกษาจะเป็นผู้ซึ่งมีความรู้และมีความสามารถในการเรียนรู้

โสภิณ  ทองปาน (2545: 32-33) ให้ความหมายของความรู้ หมายถึง การเรียน และการแสวงหา โดยได้แยกความรู้เป็น 2 ประเภท คือความรู้ที่สามารถอธิบายให้คนทั่วไปรู้ได้โดยอาศัยตรรกะและพยานหลักฐาน และความรู้เฉพาะตัวบุคคล ซึ่งยากที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจได้ เว้นแต่ บางคน หรือบางกลุ่ม เช่น ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา เป็นต้น

                        เอกวิทย์  แก้วประดิษฐ์ (2545: 147) กล่าวว่า ความรู้เป็นความสามารถในการจำได้ ระลึกถึงได้และจะเกิดเป็นความรู้ติดตัวบุคคล โดยวัดได้จากการจดจำ หรือการท่องจำได้

                สำนักงาน ก.พ.ร.และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (2548: 4) ได้ให้ความหมายของความรู้ว่าความรู้ มี 2 ประเภท คือ

                1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์ หรือสัญชาตญาณ ของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด หรือลายลักษณ์อักษรได้ เช่นทักษะในการทำงาน งานฝีมือ บางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

                2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดออกมาได้ โดยผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี หรือคู่มือต่างๆ บางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

                ธาวิน  อินทร์จำนงค์ (2550: 40) กล่าวไว้ว่า ความรู้ หมายถึง ข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ และรายละเอียดของเรื่องราว และการกระทำต่างๆ ที่บุคคลได้จากประสบการณ์ หรือได้จากการศึกษา สังเกต และเก็บสะสมไว้เป็นความทรงจำ ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวออกมาต่อไปได้ และสามารถวัดความรู้ดังกล่าวได้โดยการระลึกถึง และการแสดงออกมาได้

                สรุปได้ว่า ความรู้ หมายถึง ความสามารถในการจำได้ นึกถึงได้ในรายละเอียดของเรื่องราวอันเกิดจากประสบการณ์ที่ได้สะสมมาและสามารถถ่ายทอดเป็นคำพูดและลายลักษณ์อักษรได้

ที่มาของความรู้

                โกวิท  วงศ์สุรวัฒน์ (2546: 47-48) ได้กล่าวว่าความรู้ในทางปรัชญาสามารถแบ่งที่มาได้เป็น  5 สำนักใหญ่ คือ

                1. ความรู้ที่แท้จริงต้องมีเหตุมีผล ทุกคนมีเหตุมีผล และสามารถเข้าถึงความรู้ได้โดยตนเอง เหตุผลเท่านั้นที่จะใช้พิสูจน์ความรู้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์

                2. ความรู้ที่แท้จริงต้องเกิดมาจากประสบการณ์ของประสาทสัมผัสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ความรู้ทุกๆแบบที่จิตใจได้รับย่อมมาจากภายนอกทั้งสิ้น

                3. ความรู้ที่แท้จริงต้องนำมาปฏิบัติได้ ความคิดที่จะเอาไปใช้ ใช้ไม่ได้ ไม่มีความหมาย ความคิด ไม่ถือเป็นความรู้

                4. ความรู้ที่แท้จริง คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นในใจมนุษย์เอง โดยทันทีทันใด เป็นประสาทสัมผัส มโนภาพ มีความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ชัดเจน ไม่ต้องอาศัยเหตุผลทางตรรกะ

                5. ความรู้ที่แท้จริง เกิดจากความสงสัย

ระดับของความรู้

                Bloom และคณะ (1975: 65-197) ได้แยกระดับความรู้ไว้ 6 ระดับ คือ

                1. ระดับที่จดจำได้ หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลจากความจำออกมาใช้ได้

                2. ระดับที่รวบรวมประเด็นสำคัญไว้ หมายถึง ความสามารถในการจำบางสิ่งบางอย่างได้มากกว่าเนื้อหาทั้งหมด สามารถบรรยายสิ่งเหล่านั้นด้วยสำนวนของตนเอง สามารถแสดงให้เห็นด้วยการให้ความหมาย เปรียบเทียบ และการคาดคะเนผลในอนาคตได้

                3. ระดับการนำไปใช้ เป็นระดับที่ผู้เรียนสามารถนำเอาข้อเท็จจริง ตลอดจนความคิดที่เป็นนามธรรมไปปฏิบัติได้จริง

                4. ระดับการวิเคราะห์ เป็นระดับที่สามารถใช้ความคิดในรูปของการนำแนวคิดมาแยกเป็นส่วน ประเภท หรือนำข้อมูลต่างๆ มาประกอบกันเพื่อปฏิบัติได้

                5. ระดับการสังเคราะห์ คือ การนำข้อมูลและแนวความคิดต่างๆ ประกอบกันแล้วนำไปสู่การสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่จากเดิม

                6. ระดับการประเมินผล คือ ความสามารถใช้ความรู้ เพื่อจัดเกณฑ์การรวบรวมข้อมูล การจัดข้อมูลตามมาตรฐาน เพื่อให้ข้อตัดสินถึงระดับของประสิทธิผลของกิจกรรมแต่ละประเภท

การจำแนกพฤติกรรมด้านความรู้

ประภาเพ็ญ  สุวรรณ (2520: 10-11) กล่าวถึง ความรู้ความเข้าใจ (Cognition) ว่าเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ การจำ ข้อเท็จจริงต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาความสามารถทักษะทางสติปัญญา การใช้วิจารณญาณเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งพฤติกรรมนี้ประกอบด้วยความสามารถในระดับต่างๆ ดังนี้

1. ความรู้ (Knowledge) เป็นพฤติกรรมขั้นต้นซึ่งผู้เรียนเพียงแต่จำได้ นึกได้โดยการมองเห็น การได้ยิน ความรู้ในขั้นนี้ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคำจำกัดความ ความหมาย ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎ วิธีแก้ปัญหา เป็นต้น

2. ความเข้าใจ (Comprehension) คือการที่บุคคลได้มีประสบการณ์กับข่าวสารหนึ่งๆ โดยการฟังการอ่าน หรือการเขียน ซึ่งแสดงออกในรูปของทักษะหรือความสามารถได้ เช่นการแปล (Tranlation) การให้ความหมาย (Interpretation) การคาดคะเน (Extrapolation)

3. การประยุกต์หรือการนำความรู้ไปใช้ (Application) เป็นการนำความรู้ไปใช้เพื่อแก้ปัญหา

4. การวิเคราะห์ (Analysis) คือความสามารถในการแยกแยะองค์ประกอบของปัญหา และการมองเห็นความสัมพันธ์อย่างแน่ชัดระหว่างส่วนประกอบเหล่านั้น แล้วจึงรู้ถึงหลักของการผสมผสานระหว่างส่วนประกอบที่รวมกันขึ้นเป็นปัญหานั้น

5. การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการนำเอาส่วนประกอบย่อยหลายๆ ส่วนมารวมกันเข้าเป็นส่วนรวมที่มีโครงสร้างที่แน่ชัด

6. การประเมินผล (Evaluation) เกี่ยวข้องกับการให้ค่าต่อความรู้หรือข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งจะต้องใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นส่วนประกอบในการประเมิน

ธาวิน  อินทร์จำนงค์ (2550: 43) กล่าวไว้ว่าความรู้ นอกจากจะเป็นข้อเท็จจริงความสามารถในการจดจำ และเข้าใจรายละเอียดของข้อมูลด้านต่างๆ ที่บุคคลได้สะสม และถ่ายทอดต่อกันมา รวมถึงเป็นข้อเท็จจริงที่บุคคลสามารถรับทราบได้ และสามารถแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่ระลึกได้แล้ว ยังประกอบไปด้วย การจดจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่าได้ด้วย จึงเป็นความรู้ที่แท้จริง

                จากที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ความรู้ เกิดจากประสบการณ์ อย่างมีเหตุมีผล เป็นข้อเท็จจริงสามารถนำมาอธิบายและปฏิบัติได้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าจนเกิดเป็นความรู้ที่แท้จริง

ความหมายของความเข้าใจ

มานพ  วีระอาชากุล (2538: 6) ให้ความหมายว่า ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถทางปัญญา และทักษะในการเก็บรวบรวมข้อมูล และขยายให้ไกลออกไปจากเดิมอย่างสมเหตุสมผล

จักรกริช  ใจดี (2542: 8-9) ให้ความหมาย ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการแปลความ ตีความ และขยายความ จากสื่อ และสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเห็น หรือรับรู้ ซึ่งก็คือพฤติกรรมด้านความเข้าใจ เป็นพฤติกรรมที่สามารถดัดแปลง แก้ไข สิ่งที่ยากมาเป็นสิ่งที่ง่าย สิ่งที่ซับซ้อนให้เป็นสิ่งธรรมดา ความเข้าใจจึงแตกต่างจากความรู้ และความจำ แต่ความเข้าใจต้องมีพื้นฐานมาจากการเรียนรู้ รับรู้ และการจำมาก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และได้แยกความเข้าใจออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้

1. การแปลความ เป็นความสามารถในการจับใจความให้ถูกต้องกับสิ่งที่สื่อความหมายหรือความสามารถในการถ่ายทอดความหมายจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง หรือจากการสื่อสารรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

                2. การตีความ เป็นความสามารถในการอธิบาย หรือแปลความหมายหลายๆ อันมาเรียบเรียงโดยจัดระเบียบ สรุปเนื้อความใหม่ โดยยึดเนื้อหาเดิมเป็นหลัก

                                3. การขยายความ เป็นการขยายเนื้อหาข้อมูลที่ได้รับรู้มาให้มากขึ้น หรือเป็นความสามารถในการทำนายหรือคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าโดยอาศัยข้อมูลอ้างอิง หรือแนวโน้มที่เกิดจากข้อมูลเดิม

                                เอกวิทย์  แก้วประดิษฐ์ (2545: 147) กล่าวว่า ความเข้าใจ เป็นความสามารถของบุคคลในการแปลความหรืออธิบายสิ่งที่เป็นความรู้ จนเกิดเป็นความเข้าใจ ซึ่งสังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออกมาในรูปของการแปลความ ตีความ และการคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้า

ธาวิน  อินทร์จำนงค์ (2550: 44) กล่าวไว้ว่าความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการแปลความ ตีความ และขยายความ เรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริงที่บุคคลเก็บสะสมมาจากการศึกษา ค้นคว้า สังเกต หรือจากประสบการณ์และนำมาจับใจความสิ่งเป็นสาระสำคัญของเนื้อหา เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยอาศัยข้อมูล ความรู้และประสบการณ์ต่างๆ

สรุปได้ว่า ความเข้าใจหมายถึง ความสามารถในการแปลความ ตีความและขยายความ จากความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ เพื่ออธิบายให้เข้าใจได้

ความหมายของความรู้ความเข้าใจ

พจนานุกรมทางการศึกษา (Dictionary of Education) ของคาร์เตอร์ วี กู๊ด (Carter V. Good, 1973: 113)ได้ให้ความหมายของคำว่า ความรู้ความเข้าใจ (Connition) โดยทั่วไป หมายถึง ขบวนการของการรับรู้ที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจ การคิดใคร่ครวญหรือความจำ

                                ลัดดา  กิติวิภาค (2532: 4) ได้ให้ความหมายของความรู้ความเข้าใจ (Cognition) ว่าหมายถึง ความเชื่อ การรับรู้ ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับสิ่งของหรือบุคคลหรือสภาพการณ์ต่างๆ ทางสังคม

                กันยา  สุวรรณแสง (2532: 14) ให้ความหมายว่า ความรู้ความเข้าใจ ต้องเริ่มจากการเรียนรู้ เมื่อเกิดการเรียนรู้มากขึ้น ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจในที่สุด ซึ่งการเรียนรู้คือ กระบวนการที่ประสบการณ์ตรงหรือประสบการณ์อ้อม จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างถาวร

                                        ชัชวาล  ชมศิริตระกูล (2542: 62)  ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความรู้ความเข้าใจ หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลได้รับรู้ เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง และรายละเอียดของเรื่องราวต่างๆ จนเกิดความเชื่อ หรือความนึกคิดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางดี และทางไม่ดี

ธาวิน  อินทร์จำนงค์ (2550: 45) ได้ให้ความหมายความรู้ความเข้าใจ ไว้ว่า ความรู้ คือ ข้อเท็จจริงต่างๆที่มนุษย์ได้รับการศึกษา ค้นคว้า หรือการสังเกต แล้วนำมารวบรวมเป็นความทรงจำ เก็บสะสมไว้ และแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่ระลึกถึงได้ โดยอาศัยความสามารถ และทักษะทางสติปัญญา     ส่วนความเข้าใจ หมายถึง เมื่อได้รับความรู้แล้ว ผู้ที่ได้รับความรู้ดังกล่าวจะนำมาแปลความ ตีความ และทำการขยายความ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และจะแสดงพฤติกรรมออกมาในรูปของการถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวให้บุคคลอื่นต่อไป

สรุปได้ว่า ความรู้ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่ได้รับรู้ จดจำจากประสบการณ์ต่างๆ และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ หรือความรู้นั้น โดยการแปลความหมาย การตีความ การขยายความ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้

การวัดระดับความรู้ความเข้าใจ

                        ชวาล  แพรัตกุล (2516: 201-205) ได้กล่าวเกี่ยวกับการวัดระดับความรู้ความเข้าใจว่า เป็นการวัดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เคยมีประสบการณ์ หรือเคยพบเห็น และทำมาก่อนแล้วทั้งสิ้น เป็นการวัดความจำ สามารถสร้างคำถามวัดสมรรถภาพได้หลายลักษณะด้วยกัน ลักษณะของคำถามจะแตกต่างกันออกไปตามชนิดของความรู้ ความจำ และเรื่องราวที่ได้พบเห็นมา แต่จะมีลักษณะของคำถามร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ เป็นคำถามที่ให้ระลึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา ที่จำได้ ระลึกถึงได้ โดยแบ่งคำถามออกได้ดังนี้

                    1. คำถาม ถามความรู้เกี่ยวกับศัพท์ และนิยาม ได้แก่ โจทย์คำถาม ที่ถามว่า คำ หรือกลุ่มคำนั้นๆ คืออะไร มีความหมายทั่วไป หรือความหมายเฉพาะอย่างไร และสิ่งนั้นๆ มีคุณสมบัติอะไร

                                    2. คำถาม ถามความรู้เกี่ยวกับกฎ ข้อเท็จจริง และความจริง ได้แก่ โจทย์คำถาม ที่ถามเกี่ยวกับสูตร กฎเกณฑ์ ความจริง ข้อเท็จจริง เรื่องราว ใจความ หรือเนื้อความสำคัญต่างๆ ตามที่ได้พิสูจน์ หรือตกลงยอมรับตามหลักวิชาการ

3. คำถาม ถามความรู้ในวิธีการดำเนินการ ได้แก่ โจทย์คำถาม ที่ถามเรื่องราวนั้นๆ เหตุการณ์นั้นๆ หรือข้อความต่างๆที่ได้รับมานั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ใช้ระเบียบวิธีอะไร และมีการดำเนินการ หรือมีวิธีการขั้นตอนอย่างไร

4. คำถาม ถามความรู้เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน ได้แก่ โจทย์คำถาม ที่ถามถึงระเบียบ แบบแผนแบบฟอร์ม ตามจารีตประเพณี ที่เคยประพฤติปฏิบัติมา

5. คำถาม ถามความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ได้แก่โจทย์คำถาม ที่ถามเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ การวินิจฉัย การตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ในแต่ละเรื่องราวควรจะใช้กฎเกณฑ์ใด หรือหลักการใดในการตัดสินใจ ตรวจสอบ จึงจะเหมาะสม

6. คำถาม ถามความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้น และแนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้แก่ โจทย์คำถาม ที่ถามถึงความเคลื่อนไหว ความโน้มเอียง ความเจริญ หรือความเสื่อมของเหตุการณ์ต่างๆ จะเป็นไปในทิศทางใดตามกาลเวลา และเรื่องต่างๆมีสิ่งใดที่เกิดขึ้น ก่อน หลัง และมีลำดับขั้น และมีลำดับขั้นเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไร

ไพศาล  หวังพานิช (2526: 96 - 104) แบ่งคำถามที่ใช้วัดระดับความรู้ความเข้าใจเป็น 3 ชนิด คือ

1. ถามความรู้ในเนื้อเรื่อง เป็นการถามรายละเอียดของเนื้อหาข้อเท็จจริงต่างๆ ของเรื่องราวทั้งหลาย เช่นศัพท์ นิยาม กฎ และความจริง

2. ถามความรู้ในวิธีการดำเนินการ เป็นการถามวิธีปฏิบัติต่างๆ แบบแผนประเพณี ขั้นตอน ของการปฏิบัติทั้งหลาย เช่น ระเบียบแบบแผน ลำดับขั้น แนวโน้ม การจัดประเภท กฎ ระเบียบ เกณฑ์ หรือวิธีการต่างๆ

3. ถามความรู้รวบยอด เป็นการถามความสามารถในการจดจำข้อสรุป หรือหลักเกณฑ์ของเรื่องที่เกิดขึ้น ของการผสมผสาน หาลักษณะร่วม เพื่อรวบรวม และย่นย่อลงมาเป็นหลัก หรือหัวใจของเนื้อหานั้นๆ เช่น หลักวิชา การขยายหลักวิชา ทฤษฎี และโครงสร้าง

โกวิท  วงศ์สุรวัฒน์ (2546: 22-23) ได้กล่าวถึงการวัดระดับความรู้ความเข้าใจ สามารถวัดระดับความรู้ความเข้าใจได้  6 ระดับ ดังนี้

1. วัดความจำ เป็นการวัดระดับพื้นฐาน

2. วัดความเข้าใจ เพื่อความกระจ่างในสิ่งที่จำได้แล้ว หรือทราบและเข้าใจถึงนิยามของศัพท์ต่างๆ

3. วัดการนำไปประยุกต์ใช้ คือการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ และสามารถพลิกแพลงออกไปจากที่เคยเรียนรู้มาแล้ว และความสามารถในการโยงความสัมพันธ์ กับความรู้ชนิดต่างๆ

4. วัดความสามารถในการวิเคราะห์ คือการทดสอบความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่างๆ

5. วัดความสามารถในการสังเคราะห์ คือการทดสอบความสามารถในการใช้จินตนาการ

6. วัดความสามารถในการประเมินผล คือการประเมินคุณค่าของสิ่งต่างๆ ว่าเป็นเช่นใด     การประเมินนี้ต้องใช้ความสามารถในการจดจำ การเรียนรู้ ความเข้าใจ การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้     การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ นำมารวมกัน จึงจะสามารถทำการประเมินสิ่งต่างๆได้ การวัดความสามารถทางการประเมินนี้ ถือเป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจในระดับสูงสุด

 

แนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสาร

การรับรู้ข่าวสาร เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเกิดพฤติกรรม อันนำไปสู่ความเข้าใจของพฤติกรรมมนุษย์ การรับรู้ข่าวสารของมนุษย์ไม่ใช่การลอกเลียนแบบสิ่งที่อยู่รอบๆตัว อย่างตรงไปตรงมา แต่มีความซับซ้อนยุ่งยาก ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาเล็กซึ่งเป็นปัญหาส่วนบุคคล และปัญหาใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติ หรือระดับสากล

ความหมายของการรับรู้

รัชนี   นพเกตุ (2539: 1) กล่าวว่า การรับรู้ หมายถึง ขบวนการของการประมวล และการตีความ การแปลความหมายของข้อมูลต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเรา ที่ได้รับจากความรู้สึก ส่วนความรู้สึกที่เกิดจากการกระตุ้นอวัยวะรับความรู้สึก ซึ่งมีอยู่ 5 ชนิด คือ ตา หู ลิ้น จมูก และผิวหนัง ความรู้สึกจึงถือเป็นขบวนการแรก หรือขบวนการพื้นฐานก่อนที่จะเกิดการรับรู้ ซึ่งการรับรู้จะขึ้นอยู่กับอวัยวะรับความรู้สึกแต่ละชนิดที่จะคอบจับตัวกระตุ้นเฉพาะ เมื่อมีการกระตุ้นอวัยวะรับความรู้สึกเกิดขึ้น เช่นมีแสงมากระทบนัยน์ตา หรือมีเสียงมากระทบหู ทำให้เกิดการมองเห็น หรือเกิดการได้ยิน ความรู้สึกจึงมีลักษณะง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการรับรู้ ประสบการณ์แรงจูงใจ อารมณ์ ฯลฯ ส่วนการรับรู้ จะเป็นขบวนการต่อไปจากความรู้สึก คือก่อนการรับรู้จะต้องมีความรู้สึกมาก่อนและเมื่อเกิดความรู้สึกจากการกระตุ้นอวัยวะทั้ง 5 ก็จะทำการตีความสิ่งที่ได้รับจากการรู้สึกออกมาให้มีความหมาย การรับรู้จึงมีเรื่องของจิตวิทยา คือการเรียนรู้ ประสบการณ์ แรงจูงใจ อารมณ์ ฯลฯ เข้ามามีบทบาทร่วมอยู่ด้วย

สุชา  จันทร์เอม (2540: 119) ได้กล่าวว่า การรับรู้ หมายถึง ขบวนการที่มีระดับตั้งแต่ง่ายสุด จนถึงซับซ้อนที่สุดจนยากแก่การเข้าใจ ซึ่งการรับรู้มีความหมายแตกต่าง กันออกไป ดังนี้

1. ในแง่ของการสัมผัส การรับรู้ หมายถึง การตีความจากการสัมผัส (Sensation) ในการรับรู้ไม่เพียงแต่มองเห็น ได้ยิน หรือได้กลิ่นเท่านั้น แต่ต้องรับรู้ได้ว่าวัตถุ หรือสิ่งที่เรารับรู้ คืออะไร มีรูปแบบอย่างไร เป็นต้น

2. ในแง่พฤติกรรม การรับรู้ หมายถึง ขบวนการที่แทรกอยู่ระหว่าง สิ่งเร้า และการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ดังนี้

                สิ่งเร้า                                     การรับรู้                                 การตอบสนอง

ธาวิน  อินทร์จำนงค์ (2550: 48) กล่าวไว้ว่า การรับรู้ หมายถึง ขบวนการที่คนเรามีประสบการณ์กับวัตถุ เหตุการณ์ ต่างๆในอดีตโดยอาศัย อวัยวะสัมผัส

                ดังนั้น สรุปได้ว่า การรับรู้ หมายถึง การได้รับทราบความจริงจากประสาทสัมผัส ทั้ง 6 ชนิด คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีการตีความและแปลความหมายจากการสัมผัสเป็นความรู้

สื่อในการเปิดรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

                ลักขณา  สริวัฒน์ (2544: 187-188)  กล่าวว่า สื่อที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสาร สื่อที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารนั้นมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของสื่อนั้นๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

                1. ภาษาพูด เป็นสื่อที่ใช้ง่าย สะดวก ประหยัดและรวดเร็ว นอกจากนี้ภาษาพูดจะช่วยสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร

                2. ภาษาเขียนเป็นสื่อที่ใช้ภาษาเขียนหรือบันทึกให้เห็นเป็นลายลักษณ์อักษรได้ เป็นสื่อที่สามารถเก็บไว้เป็นหลักฐานได้

                3. ภาษาท่าทาง เป็นสื่อที่ใช้ท่าทางกายแสดงถึงความหมาย เช่น การพยักหน้า ส่ายหน้า

                4. ภาษามือ เป็นสื่อสำหรับผู้พิการทางหูใช้สื่อสาร โดยใช้นิ้วมือเป็นอุปกรณ์ในการแสดงลักษณะต่างๆ ซึ่งจะมีความหมายในตัวเอง

5. รูปภาพ เป็นสื่อที่แสดงด้วยภาพ เป็นการสื่อสารที่เข้าใจง่ายในเวลาอันรวดเร็วที่สุดชนิดหนึ่ง

 

                6. สัญลักษณ์ เป็นสื่อที่แสดงด้วยเครื่องหมายต่างๆ เช่น นกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสาร เป็นต้น

                7. สื่อมวลชน มีทั้งในรูปของสิ่งตีพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ และสิ่งที่ไม่ได้ตีพิมพ์ เช่นวิทยุ โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต เป็นต้น สื่อเหล่านี้ช่วยให้การติดต่อสื่อสารสะดวก รวดเร็ว

ธาวิน  อินทร์จำนงค์ (2550: 49) กล่าวไว้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสาร ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของข่าวสาร ซึ่งได้แก่สื่อต่างๆ เนื้อหาข่าวสาร คือ ข่าวสารที่เป็นรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ข้อมูลที่เกิดขึ้นที่เป็นที่น่าสนใจ และผู้รับข่าวสาร คือ ผู้บริโภคข่าวสารจากสื่อที่ได้รับ

                        จากข้างต้น สรุปได้ว่า การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร เกิดจากตัวสาร ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร โดยอาศัยสื่อเป็นตัวกลางในการส่งข้อมูลข่าวสารนั้น

ความผิดพลาดของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

                กันยา  สุวรรณแสง (2532: 143-148) ความผิดพลาดของการรับรู้เกิดได้จาก สภาวะบางประการของสิ่งเร้า ความเชื่อผิดๆ ความไม่สมบูรณ์ของประสาทสัมผัสและอวัยวะสัมผัส อุปทานของตนเอง การแปลสัมผัสผิด บุคลิกภาพ อุปนิสัย และเจตคติ ความต้องการ อารมณ์ ความใส่ใจ วัฒนธรรม มองในแง่มุม ทิศทาง บรรยากาศต่างกันการรับรู้ข่าวสารก็จะเห็นต่างกัน

 

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข่าวสาร

ธาวิน  อินทร์จำนงค์ (2550: 50) กล่าวไว้ว่า การที่บุคคลที่ต้องการทำการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน มีความต้องการที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากสื่อหนึ่งสื่อใด ในรูปแบบหนึ่งรูปแบบใดนั้น จะขึ้นอยู่กับความคิด ทัศนคติ ค่านิยม ประสบการณ์ และแรงจูงใจในตัวบุคคล จึงทำให้บุคคลนั้นมีความจำเป็นต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้พิจารณาแยกแยะข้อมูลข่าวสารที่มีคุณประโยชน์ต่อตนเอง และสร้างความพึงพอใจให้กับตนเอง และพร้อมที่จะรับข้อมูลข่าวสารนั้นๆ

                สรุปได้ว่า ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข่าวสาร เกิดจากความต้องการของผู้รับสาร เพื่อการตอบสนองที่เป็นประโยชน์ มีความเห็นความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม ต่อตนเอง จากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นๆ

แนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของประชาชนชายไทย

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542: 1, 247) ได้ให้ความหมายของคำว่า หน้าที่ หมายถึง กิจที่จะต้องทำด้วยความรับผิดชอบ

หน้าที่ของชนชาวไทย หมายถึง ภาระและความรับผิดชอบของประชาชนชาวไทยทุกคน ซึ่งต้องยึดถือปฏิบัติ ในฐานะเป็นพลเมืองของประเทศภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสองสถานะ คือ

1. ฐานะผู้ปกครองรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้อำนายอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองเป็นของปวงชนชาวไทยและประชาชนสามารถใช้อำนาจดังกล่าวผ่านการเลือกผู้แทนของตน อันได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภาแทนตน

2. ฐานะผู้อยู่ภายใต้การปกครองรัฐธรรมนูญนอกจากจะมีบทบัญญัติในเรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพไว้อย่างชัดเจนแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่บางประการควบคู่ไปด้วยกล่าวคือ เมื่อรัฐได้ให้หลักประกันในสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนแล้ว ประชาชนก็มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อรัฐด้วย

              รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (2550: 24–25) ได้กำหนดหน้าที่ของประชาชนไว้ในหมวดที่ 4  ว่าด้วย หน้าที่ของชนชาวไทย สรุปได้ดังนี้

1. บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2. บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

              3. บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

               4. บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ

5. บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหาร

6. บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากร

               7. บุคคลมีหน้าที่ช่วยเหลือราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ

              8. บุคคลมีหน้าที่รับการศึกษาอบรมตามที่กฎหมายบัญญัติ

9. บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์ ปกป้อง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

             10. บุคคลมีหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่กฎหมายบัญญัติ

               พระราชบัญญัติรับราชการทหาร (2497: 5–9) ได้กำหนดหน้าที่ของชายไทย เกี่ยวกับการรับราชการทหาร ไว้ดังนี้ คือ

1. การลงบัญชีทหารกองเกิน หรือการขึ้นทะเบียนทหาร ชายไทยเมื่ออายุย่างเข้า 18 ปี (17 ปีบริบูรณ์) ให้ไปแสดงตนเพื่อขึ้นทะเบียนทหารภายในปี พ.ศ.นั้น

2. การรับหมายเรียกหรือการรับหมายเกณฑ์ ทหารกองเกินทุกคนเมื่อมีอายุย่างเข้า 21 ปี (20 ปี บริบูรณ์) ใน พ.ศ. ใดต้องไปแสดงตน เพื่อรับหมายเรียกที่อำเภอท้องที่ ที่เป็นภูมิลำเนาทหารของตน ภายใน พ.ศ.นั้น

3. การเข้ารับการตรวจเลือกหรือการเข้าเกณฑ์ทหาร ทหารกองเกินเมื่อได้รับหมายเรียกแล้ว จะต้องไปเกณฑ์ทหารตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมายเรียก

4. การเข้ารับการเรียกพลของทหารกองหนุน ทหารที่ปลดจากกองประจำการโดยรับราชการในกองประจำการจนครบตามที่กฎหมายกำหนด หรือทหารกองเกินซึ่งสำเร็จการฝึกวิชาทหารตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร และได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้วปลดเป็นทหารกองหนุน  เมื่อมีหมายเรียกพล เพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม จะต้องไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับการฝึก หรือทบทวนวิชาทหาร ให้มีความรู้ความสามารถพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูป----------------------------------------