“การบริโภคด้วยปัญญา” ถือได้ว่าเป็นชุดความคิดที่ผลิตขึ้นมาภายใต้ปัญญาที่ใช้การพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) เป็นไปในลักษณะของการผสมคลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกันของความพอประมาณ ความสมเหตุสมผล ความสมดุลรวมทั้งยังสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการบริโภคได้ด้วย ซึ่งหลักการดังกล่าวก็เข้าหลักของ ความพอเพียง ในการบริโภคคือรู้จักบริหารความต้องการให้พอเหมาะกับสภาพและฐานะแต่ก็มักมีปัญหาตามมาอีกว่า ขอบเขตของความเพียงพออยู่ที่ใด? ซึ่งประเด็นดังกล่าวนั้น การบริโภคด้วยปัญญาเกิดได้หลายด้าน หลายรูปแบบ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว (ยืดหยุ่นได้ตามเหตุปัจจัย) แต่ละคนต้องนำหลักเกณฑ์ไปพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสม ให้เหมาะกับเงื่อนไขและสภาวะที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่
ในปัจจุบันจะพึงสังเกตได้ว่า หากมีการพูดถึง “การบริโภคด้วยปัญญา” คนส่วนใหญ่ในสังคมจะรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นเรื่องของนามธรรมจับต้องไม่ได้ สักแต่พูดกันไปตามกระแสแค่นั้นเอง เกี่ยวเนื่องจาก สังคมหลงยึดติดถือมั่นในกระบวนการความคิดที่สำเร็จรูป มองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน (สูตรสำเร็จให้เดินตาม) ดังนั้น ในการบริโภคด้วยปัญญาในฐานะของกระบวนการที่ต้องอาศัยการฝึกฝนทางความคิดอย่างเป็นระบบและรอบด้านนั้นสิ่งที่พึงทำความเข้าใจในปฐมฐานก่อนก็คือ
๑. เบื้องแรก “การบริโภคด้วยปัญญา” เป็นตัวสภาวะ (ธรรม) ที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับหลักความคิดและหลักการปฏิบัติที่ดำเนินตามทางสายกลาง หรืออริยมรรคที่มีองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ : เห็นชอบ (right view หรือ right understanding) คือ การมีความรู้ตามจริงในเรื่องอริยสัจ ๔ เกี่ยวเนื่องกับ ความรู้ในทุกข์ (ทุกข์) ความรู้ในสาเหตุของความทุกข์ (สมุทัย) ความรู้ในความดับทุกข์ (นิโรธ) และความรู้ในวิธีปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ (มรรค) ดังพุทธพจน์ที่ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิคืออะไร ? ความรู้ทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฐิ”
*** ทิฏฐิ กับ ทิฐิ เป็นคำเดียวกัน
ความเห็นชอบดังกล่าวเป็นไปในลักษณะของการมีวิชชา (ความรู้) ที่ถูกต้องตามจริง เมื่อมองในลักษณะของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมเศรษฐกิจแล้ว สัมมาทิฏฐินี้เป็นความเห็นที่ถูกต้องที่พึงมีต่อการเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับวัตถุ (สินค้าและบริการ) โดยมองที่ประโยชน์ใช้สอยและคุณค่าจำเป็นของวัตถุตามจริงว่า เราจะใช้วัตถุนั้นเพื่ออะไร ใช้อย่างไร ที่ทำให้เกิดประโยชน์ตามจริงสูงสุดรวมทั้งพินิจถึงผลกระทบด้วยเป็นประการสำคัญ ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการใช้สอยสินค้าและบริการที่เล็งเห็นความจำเป็นตามจริง ไม่ใช่ ปล่อยให้ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ทางด้านความอยากอื่น ๆ ที่พอกเสริม (คุณค่าเทียม) มาเบียดบังแย่งชิงพื้นที่ความเห็นที่ถูกต้องนั้น กล่าวคือ ไม่เพ่งพินิจไปที่ความสวยงาม ความโก้หรู ความมีรสนิยม ของวัตถุนั้น (สินค้าและบริการ) เป็นประการสำคัญในเบื้องแรก เพราะถ้ามีความเห็นที่เป็นไปในลักษณะอย่างนั้นก็เท่ากับว่า ถูกอวิชชาครอบงำ หลงผิดเข้าไปยิดติดถือมั่นใน “ลัทธิบริโภคนิยม” ที่สมประโยชน์กับคุณค่าเทียมที่งอกเสริมเพิ่มเติมเข้ามาในสินค้าผ่านช่องทางของการโฆษณาชวนเชื่อนั่นเอง
๒. สัมมาสังกัปปะ : ดำริชอบ (right thought) คือ การมีความนึกคิดในทางที่ถูกต้องตามจริง เป็นไปในลักษณะของการคิดละเว้นจากความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) ความหลง (โมหะ) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน ? เนกขัมมสังกัปป์ (ดำริละกามราคะหรือความโลภ) อพยาบาทสังกัปป์ (ดำริไม่พยาบาทหรือละความโกรธ) อวิหังสาสังกัปป์ (ดำริไม่ให้เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น) นี้ เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ”
การมีความนึกคิดในทางที่ถูกต้องตามจริงนี้ เมื่อมองในลักษณะของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมเศรษฐกิจแล้ว กิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) ถือได้ว่าเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทำให้ความต้องการของมวลมนุษยชาติไม่มีที่สิ้นสุด ทะยานอยากไปตามตัณหานำพามาสู่การเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งก้าวล่วงเข้าไปตักตวง (เบียดเบียน) เอาผลประโยชน์จากธรรมชาติ น้อมนำไปสู่วิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนก่อเกิดจาก การมีความนึกคิดในทางที่ผิด (มิจฉาสังกัปปะ) ดังนั้น หากมวลมนุษยชาติอยู่กันด้วยความนึกคิดในทางที่ถูกต้องตามจริงในเบื้องแรก ก็จะน้อมนำไปสู่การประพฤติ ปฏิบัติที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองและต่อธรรมชาติที่ถูกต้องตามจริงเป็นเบื้องถัดไป เป็นไปในลักษณะของการมีความคิดที่เป็นมิตร เกื้อกูล เอื้อเฟื่อช่วยเหลือกัน ไม่มุ่งเอาชนะทำร้ายทำลายกัน เมื่อมีความคิดที่ถูกต้องดังกล่าวก็จะนำไปสู่จุดสมดุลของความต้องการและการสนองตอบในทางปฏิบัติที่ถูกต้องโดยมีสินค้าและบริการที่มีคุณค่าแท้ตามจริงเข้ามาแทนที่สินค้าและบริการที่มอมเมาผู้บริโภคและไม่มีประโยชน์ในสังคมเศรษฐกิจ
๓. สัมมาวาจา : วาจาชอบ (right speech) คือ การงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจา เป็นไฉน ? นี้เรียกว่าสัมมาวาจา คือ มุสาวาทา เวรมณี (เจตนางดเว้นการพูดเท็จ) ปิสุณาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากวาจาส่อเสียด) ผรุสายา วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากวาจาหยาบคาย) สมฺผปฺปลาปา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ)”
การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดหยาบคาย และการพูดเพ้อเจ้อ ถือได้ว่า เป็นเสมือนปฐมฐานของการก้าวล้ำนำไปสู่การกระทำผิดอื่น ๆ เป็นเบื้องถัดไป ในทางเศรษฐกิจนั้นจะพึงสังเกตว่า สินค้าและบริการหลาย ๆ อย่างมีลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ อธิบายถึงสรรพคุณและประสิทธิภาพการใช้งานที่เกินจริง เช่น กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีรัฐบาลหลาย ๆ ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) ได้ซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดยี่ห้อหนึ่งมาใช้งาน ซึ่งถูกบริษัทผู้ผลิตโฆษณาสรรพคุณเพื่อที่จะตีตราประทับรับรองสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวสินค้า แต่ปรากฏว่าเมื่อซื้อมาใช้งานแล้วประสิทธิภาพต่ำกว่าที่โฆษณาเอาไว้มาก กลับกลายเป็นว่าต้องจ่ายมูลค่าสินค้าสูงกว่าประสิทธิภาพใช้งานตามจริง และที่สำคัญสินค้านั้นเป็นเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่มีผลต่อความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อคุณภาพของสินค้าดังกล่าวต่ำเพียงใดก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงภัยของชีวิตและทรัพย์สินสูงมากขึ้นเท่านั้น เป็นต้น
การโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง (พูดเท็จ) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยอดขายให้กับสินค้าถือได้ว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าในระยะแรกจะสร้างผลกำไรมากมาย แต่ท้ายที่สุดเมื่อความจริงปรากฏก็จะส่งผลเสียต่อธุรกิจนั้นโดยตรง ซึ่งถ้าหากว่าเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และมีเครือข่ายเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่น ๆ ก็จะกระทบถึงกันเป็นลูกโซ่ สร้างมูลค่าความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโดยรวม
๔. สัมมากัมมันตะ : กระทำชอบ (right action) คือ การงดเว้นจากการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นไปในลักษณะของการเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นและสัตว์ รวมทั้งสิ่งแวดล้อม เป็นต้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน ? นี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ คือ
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการตัดรอนชีวิต
๒. อทินฺนาทานา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย”
การกระทำที่ชอบและถูกต้องตามจริงนั้น เมื่อกระทำสิ่งใด ๆ ไปแล้วก็เกิดความสุขทั้งผู้ทำและบุคคลรอบข้าง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าหากว่ามนุษย์ในสังคมเศรษฐกิจมีการกระทำต่อกันไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะของการกระทำที่ก้าวล้ำเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นรวมถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายก้าวไปสู่หายนะในด้านต่าง ๆ รวมทั้งเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขโมยทรัพย์สินต่าง ๆ ดังกรณีที่เป็นข่าวเรื่องการโจรกรรมข้อมูลทางการเงินของธนาคาร นำไปสู่การยักยอกเงินในรูปแบบต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก รวมทั้งการกระทำที่ล่วงละเมิดทางเพศที่นำพาไปสู่ปัญหาทางสังคมที่ต้องรักษาเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจ สร้างความเสียหายทางด้านทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกำลังแรงงานสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ
๕. สัมมาอาชีวะ : เลี้ยงชีพชอบ (right livelihood) คือ การหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต เป็นไปในลักษณะของการประกอบอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายและถูกต้องตามศีลธรรม ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รวมทั้งไม่เบียดเบียนธรรมชาติ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน ? นี้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ คือ อริยสาวกละมิจฉาอาชีวะเสีย หาเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ”
การทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต เป็นสิ่งที่พึงมีในสังคมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าหลักพระพุทธศาสนาไม่ได้มีข้อห้ามในการสร้างความร่ำรวยและมั่งคั่ง (หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ ๔) ดังที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่การได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงินทองและความร่ำรวยมั่งคั่งนั้น ต้องเป็นไปในลักษณะของการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ได้ไปคดโกง ไม่ได้ไปหลอกลวง ไม่ได้ไปใช้เล่ห์กลหรือบังคับขู่เข็ญ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากว่าประกอบอาชีพที่ไม่สุจริตก็จะส่งผลกระทบและทำให้เกิดความเสียหายในสังคมเศรษฐกิจโดยรวม ดังเช่นกรณีที่เราคงจะเคยได้ยินหรือเห็นตามข่าวสารทั่วไปที่มีแก๊งค์ต้มตุ๋นไปหลอกลวงชาวบ้านในรูปแบบต่าง ๆทั้ง แชร์ลูกโซ่ การตกทอง หลอกขายล็อตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นถือเป็นการประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต (มิจฉาอาชีวะ) ใช้ช่องทางและวิธีการที่ผิด ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และท้ายที่สุดก็นำพาให้ชีวิตของตัวเองเดือดร้อน (ติดคุก) จากการกระทำดังกล่าว
********************************************************************************************************************
การบริโภคด้วยปัญญา ....ที่มีทั้งอิ่ม..อร่อย..รสชาดดี....มีคุณภาพ...ครบทุกรส...สดและสะอาดมากค่ะ....
ขอบคุณบทความดีดีมีคุณภาพนี้ค่ะ
ขอบพระคุณ อาจารย์ P'Ple มากครับที่แวะมาให้กำลังใจและข้อคิดดี ๆ เสมอ...
ขอบพระคุณ อาจารย์Sila มากครับ...เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ...
ขอบพระคุณทุกท่านที่มอบกำลังใจให้ครับ...