วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้านี้ตื่นขึ้นมาตีห้ากว่าจากที่เมื่อคืนได้รับ SMS จากครูก็เริ่มถามตนเอง “จะทำยังไงกับราคะ”

แว๊บนึกถึง น้องภัสและ ดร.เอ๋ บอกไว้ว่า เมื่อวานหลวงปู่เทศน์เรื่องราคะ

แล้วท่านก็ให้พิจารณาอาการ 32 โดยแยกเป็นกอง ๆ เอาผมมากอง เอาฟันมากอง อันไหนมันเป็นเรา อันไหนมันน่าพอใจ

ให้น้องภัสไล่จนจะครบ  แล้วก็กราบพระทำวัตรเช้าแล้วก็ลงมาเดินจงกรม ได้เวลาจึงออกไปขัดห้องน้ำ ขัดกระจก ภาพสะท้อนที่กระจกทำให้นึกถึงคำที่ครูชี้

“ราคะขึ้นหน้า”

ซึ่งก็รู้สึกเหมือนกันเจ้าค่ะ แต่เหมือนยังไม่รู้จะแก้ยังไง เป็นการอดทนแบบโง่ ๆ อึดแบบโง่ๆ

แล้วก็เข้ามาอาบน้ำทำดีท๊อกรู้สึกสบายตัว แล้วก็ก็นึกถึงคำ ๆ หนึ่งอยู่ในหัวว่า

“อยู่อย่างต่ำ แต่นึกไม่ออกว่าอะไรสูง”

เหมือนติดอยู่ข้างใน พออาบน้ำเสร็จได้ยินเสียงระฆัง ครูค่ะนิสัย ช้า ชอบมาสายของหนู ยังไม่ได้แก้ไข เบียดเบียนน้องและอาจารย์เอ๋ที่ต้องรอ ศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย พอออกมาตอนแรกอาจารย์เอ๋บอกว่า “จะปิดวาจา งดอาหาร”

จึงอำนวยความสะดวกให้ท่าน ตามต้องการคือ นำน้ำสิงค์ไปให้ พอนั่งลงรับข้าวเห็นครูมาแม้จะมีความรู้สึกกลัวแต่ก็เป็นความรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาสลับกันเจ้าค่ะ ตอนตักอาหารหันไปเห็นพี่สัดทันไม่ได้มานั่งรับลุกไปยกหมูอาหารคอยส่ง หนูเอ๊ะกับตนเอง รึท่านจะอด แต่ก็เหมือนไม่ได้บอกอะไร จึงจัดกับข้าวไว้ให้หนึ่งถ้วย แล้วก็ถามตนเองว่า

“ทำด้วยเมตตาหรือราคะ”

แว๊บที่ครูสอนถ้าคือ ความเมตตาจะทำให้กับทุกคน ไม่มีเลือก ภาพการจัดกับข้าวให้ครู ให้เด็ก ๆ จัดให้โบโซ่ ไหลเข้ามา นี่คือ สิ่งที่ครูบ่มเพาะที่สำคัญ หากจัดไว้แล้วท่านไม่รับก็สามรถให้ผู้อื่นได้ จึงจัดไว้ก่อน พอถึงเวลาท่านก็หาที่ทานจริง ๆ หนูเห็นข้อบกพร่องของตนเองที่ไม่ได้บอกท่านก่อนว่า “ธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างไร” จึงตั้งใจแก้ไข ซึ่งตอนเย็นก็ได้บอกท่านอย่างที่ตั้งใจ

                ระหว่างรับข้าว ตั้งใจเจริญสติกับตนเองพิจารณาอาหารที่เคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย ระลึกถึงหนังสือ อินเดียจาริกภายในตอนที่ อาจารย์ประมวลก้มลงเอามือตักแม่น้ำคงคามาล้างหน้าและดื่มว่า จากน้ำ พอดื่มเข้าไปน้ำก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเรา

หนูระลึกขึ้นมากับตนเองว่า “เอาหารพอเข้าไปก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับร่างกาย มันก็เป็นเพียงธาตุ ดิน น้ำ ลมไฟ รับรู้ว่าเป็นเพียงระดับการคิด ที่ดึงเอาความรู้เดิมที่เคยอ่านมาหลอกล่อการพิจารณาอาหารกับตนเองเจ้าค่ะ วันนี้ตักอาหารแต่น้อย แค่พอได้ทานกับตนเอง ตักไก่ย่างของครู กับแกงฟัก แกงเห็ด ทานไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ พิจารณาจับความรู้สึกขณะที่อาหารไหลลงคอ เห็นความรู้สึกพอใจที่ได้ทานไก่ย่างเจ้าค่ะ ทานจดหมดก้มลงกราบมีความรู้สึกเบาข้างในตนเอง เดินมาเรื่อย ๆ ถามตนเอง

“ทำไงดีกับเจ้าราคะนี่ ไม่อยากตกเป็นทาสของมันอีกแล้ว”

จ้องเข้าไปข้างในตนเอง อย่างรู้สึกเคียดแค้นราคะ เจ้าค่ะ บอกไม่ถูกแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาระหว่างเดินเข้าสำนักชี

หนูเดินเข้ามามองไม่เห็นอาจารย์เอ๋ที่นัดกันตัดเย็บผ้ารองนั่ง เลยกะว่าจะเดินจงกรมรอ หนูรู้สึกกับตนเองว่า

“หลังรับข้าวถ้าได้เดินจงกรมข้างในจะแน่วสติดี”

พอล้างบาตรเสร็จอาจารย์เอ๋มาพอดี เราจึงช่วยกันตัดผ้าแบบไม่คุยกัน แล้วก็เย็บของใครของมัน หนูหันหน้าไปทางหนองไคร้ตั้งสติหายใจกับพุทโธแล้วก็ค่อย ๆ เย็บ แว๊บหนึงขึ้นมากับตนเองว่า

“หนูจะทำยังไงดีเจ้าค่ะ จึงจะศรัทธาในครูมากขึ้น หนูไม่อยากทุกข์อีกแล้ว”

แล้วก็เหมือนน้ำตาจะไหลกับตนเอง แล้วหายใจแล้วเย็บผ้าไปเรื่อย ๆ การได้เย็บผ้ารู้สึกผ่อนคลายเจ้าค่ะ

สักพักได้ยินเสียงบีบแตรหลวงปู่และพ่อน้อยเข้ามาที่สำนักแม่ชี ท่านเมตตาเอาของเข้ามาให้ เราจึงชวนกันไปกราบ

หลวงปู่คุยกับแม่ชีหญิงและคุณยายเรื่องกุฏิ ท่านเล่าว่า ทางกรุงเทพโทรมาเร่งให้รีบสร้าง  

พอหนูและอาจารย์เอ๋เข้าไปกราบ สักพักหลวงปู่เมตตาหันมาหาอาจารย์เอ๋แล้วถามว่า

“อดเหรอ”

ท่านตอบหลวงปู่ว่า “เจ้าค่ะ”

แล้วหลวงปู่ก็ชี้นิ้วมาที่หนูแล้วบอกว่า “แล้วนี่หล่ะ”

หนูเอ่ยขึ้นทันควันเจ้าค่ะว่า “หนูไม่ได้อดเจ้าค่ะหลวงปู่”

กิเลสมันเร็วมาเลยเจ้าค่ะครู หลวงปู่เมตตาหัวเราะทุกคนก็ขำ แล้วท่านก็หันมาหาหนูกับ อาจารย์เอ๋แล้วก็ชี้สองนิ้วส่ายไปมาว่า “ให้ช่วยกัน” จึงเอ่ยสาธุรับคำท่าน เจ้าค่ะ

หลวงปู่ท่านเอ่ยเรื่องการต่อเติมศาลาที่แม่ชีท่านกางเต้นท์นอนว่า ให้ต่อเติมออกมาข้างหน้า และข้าง ๆ ขนของออกก็จะได้เพิ่มอีกห้องหนึ่ง

                แล้วมีช่วงหนึ่งหลวงปู่ท่านชี้ ๆว่าจะเอาอะไรให้ไว้ที่สำนักแม่ชีบ้างหนูก็จะได้ยินเสียงคุณยายแสดงความคิดเห็น ทำให้หนูนึกย้อนถึงตนเองตอนที่ดื้อกับครู ทำให้พลาดในหลาย ๆครั้ง ก่อนหลวงปู่จะออกไปท่านก็บอกว่า

“ให้แบ่งกัน”

พี่เอ๋ได้เทียน ผ้าและสบู่ หนูหยิบผ้าเช็ดบาตร ชาโออิชิและกระดาษชำระมาเจ้าค่ะ พอมานั่งลงคุยกันรู้สึกปีติที่หลวงปู่เมตตา แล้วก็เลยเล่าให้ท่านฟังถึงความสงสัยว่า “รึหลวงปู่จะให้หนูอดข้าว ใช่ไหมค่ะ”

แต่ก็ไม่ลงใจเจ้าค่ะ แต่คุยๆไปภาพที่หนูปฏิเสธแบบซื่อ ๆ ทำให้ได้ขำ เหมือนตอนที่หลวงปู่หันมาถามหนูว่า

“หนูไม่ไปใต้ด้วยกันเหรอ” แล้วหนูก็ตอบท่านว่า “ไม่เจ้าค่ะ”

แต่สุดท้ายครูก็เมตตาไขปริศนาให้ว่า นั่นคือ ท่านเมตตา แล้วก็ได้ไป ครั้งนี้ก็เช่นกัน ครูได้มาไขปริศนาให้ตอนเย็น รวมถึงชี้ให้ อาจารย์เอ๋ ถือเนสันชิกด้วย ไปๆมา ๆ คืนนี้ทั้งหนูและอาจารย์เอ๋ก็เลยตั้งใจว่า

“ภาวนาเป็นเพื่อนกันเจ้าค่ะ ไม่นอนก็ไม่นอนด้วยกัน อดก็อดกัน เหมือนที่หลวงปู่เมตตาว่าให้ช่วยกัน”  

บ่าย ๆ สายครูโทรเข้าปฏิเสธไม่ได้ว่า มีรู้สึกกังวลเจ้าค่ะ ตอนแรกฟังไม่ออกพอรู้ว่าเป็นโบโซ่เลยแว๊บว่า ครูเมตตามาพาโบโซ่ไปทำงานด้วยแน่ๆเลย

แล้วครูก็เมตตาให้ซื้อทับทิมและแก้วปานะมาให้ทำ ตอนแรกก็คิดว่า “ช่วยกันทำ” พอทำ ๆ ไปหนูแว๊บกับตนเองว่า “ครูส่งให้มาเรียนการทำน้ำทับทิมนี่เอง เหมือนที่พาไปเรียนนวด”

พอเอาไปถวายหลวงปู่ก็รู้สึก ความกลัวเบาลง กลับมาหาครูครานี้ลมหายใจชัด นั่งดูลมหายใจระหว่างรอครูคุยกับอาจารย์เอ๋ ระลึกของให้ครูได้รับการรักษาจนหาย พอท่านพูดถึงคอร์สของโฮมิโอพาตี ว่าเภสัชจะเรียนไดดี อยู่ดี ๆ ก็แว๊บกับตนเองว่า

“รึเราควรจะไปเรียนสาขานี้”

แล้วก็เงียบไป บอกตนเองว่า “ภาวนาให้รอดก่อน ค่อยว่ากัน”

พอเข้ามาหนูก็มาเปิดหางานเพราะที่ทำงานให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินขั้นหายังไงก็ไม่เจอเจ้าค่ะ รู้สึกมีกังวล สักพักคุณยายเดินมา อาจารย์เอ๋มีเรื่องถามเกี่ยวกับว่า “ทำไมนมถึงเป็นอาหาร”

คุณยายตอบว่า “เพราะนมเลี้ยงเด็กก็โต แต่ปานะไม่โต”

ดูเหมือนท่านเข้าใจ แต่ส่วนหนูไม่ค่อยรู้สึกนักเจ้าค่ะ  แล้วท่านก็นั่งคุยสนทนาธรรมด้วยอย่างเบิกบาน มีคุณยาย แม่ชีหญิง อาจารย์เอ๋ หนู และน้องภัส เลยค่อยๆหาโอกาสสรรเสริญครู เล่าเรื่องที่แม้บางทีครูสอน แล้วพวกหนูต้องทำตามทั้งน้ำตา ทำตาม ทำตามทั้งพอใจ ทำตามทั้งโกรธ ๆ ก็มี แต่พอทำตามแล้วก็รู้สึกว่า ตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คุณยายท่านก็เล่าถึงว่าเสียดายที่เข้ามาวัดช้า กว่าจะได้ภาวนาก็แก่แล้ว ใครมีโอกาสก็ให้เร่งเพียรเอา โดยเฉพาะน้องภัสมีบุญที่ได้มาถึงที่นี่และได้บวช ฝึกดี ๆ จะได้เป็นครูบาอาจารย์มาสอนภาวนาที่นี่ได้ แต่ถ้าไม่ฝึกมันไม่มีทาง

“ไม่ว่าคุณหมอท่านจะดุด่าอย่างไร ก็เป็นธรรมไม่ใช่กิเลส ให้ทำตามให้ทำเอาอย่าดื้อ ให้ฟัง”

ดูเหมือนวันนี้ท่านเบิกบายขึ้นเจ้าค่ะ มีพลังในการคุยและสื่อสาร คุยกันจนได้เวลาทำวัตรเย็นแล้วก็ออกไปพร้อม ๆ กัน กลับจากทำวัตร หนูจัดแจงจัดกระเป๋า แล้วก็มานั่งเขียนจดหมาย ซึ่งมาอาจารย์เอ๋นั่งเย็บผ้าอยู่ข้าง ๆ การมีเพื่อนภาวนา การมีกัลยาณมิตรให้ความรู้สึกอุ่นใจดีจังเลยนะคะครู แม้จะรับรู้กับตนเองว่า “เส้นทางนี้ต้องทำใครทำมัน ต้องเดินคนเดียว แต่การที่มีครูคอยเมตตาชี้ทางและมีกัลยาณมิตรอย่างอาจารย์เอ๋ และน้องภัส ช่วยให้หนักแน่นกับตนเองมากขึ้น”

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะครู