ขอบคุณคุณครูที่ทุ่มเทเพื่อเด็กๆ

ทุกเช้าตอนที่ผมอายุได้ซักแปดเก้าขวบ สมัยก่อนเมืองนนท์ยังเป็นพื้นที่ที่สดชื่นมาก ผมชอบออกไปเดินเล่นใกล้ๆบ้านก่อนไปโรงเรียน ถ.กรุงเทพฯ - นนทบุรี มีคลองและต้นไม้สองข้างทาง สวยงาม  ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเด็กตัวเล็กเล็กใส่กางเกงสีน้ำเงินเสื้อสีขาว ถุงเท้าขาว มีแต่รองเท้ากับเข็มขัดที่สีดำ

ถึงเวลาแม่ไปส่งที่โรงเรียนก็สบายๆตอนนั้นนั่งรถแท๊กซี่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ เบาะรถหุ้มด้วยพลาสติกใสกันเปื้อน รถก็ไม่ติด คุยกับแม่ไปเรื่อยเปื่อยในรถตอนไปโรงเรียนสนุกดี แต่ทุกครั้งแม่จะต้องจบประโยคพูดคุยระหว่างเราสองคนก่อนลงรถว่า ตั้งใจเรียนนะลูก

ผมไม่ได้ตั้งใจอย่างที่แม่พูดทุกวันหรอก อยากเล่นมากกว่า แต่เรื่องเรียนก็มีบ้างนะ ชอบที่สุดคือวิชาประวัติศาสตร์ ชอบเรื่องราวแบบพจญภัยตอนนั้นไม่ชอบพม่าเอาเลยเพราะหนังสือประวัติศาสตร์สมัยนั้นพุ่งไปที่เรื่องที่กรุงศรีอยุธยาที่มีเรื่องกับพม่าเป็นหลัก รักพระนเรศวรมากๆ

ส่วนวิชาอื่นที่ชอบคือ เลขคณิต แต่เรียนไม่ค่อยรอดเพราะชอบสงสัยว่าทำไมโจทย์หรืออะไๆที่ครูสอนถึงต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น อยากถามมากๆแต่ไม่กล้าถามเพราะครูดุ คนที่เรียนเก่งสำหรับครูเขาไม่ค่อยจะถามกันหรอกเพราะเขารู้หมดแล้ว เราเรียนไม่เก่งและมีทีท่าว่าไม่น่าจะรอดก็เพราะเรื่องของความช่างสงสัยอยากถามนี่แหละ

แม่พูดบ่อยว่าเราทำคณิตศาสตร์ได้ดี "ที่จริงต้นทำเลขได้ดีนะเนียะ" แต่ต้องต่อด้วยคำนี้เกือบทุกครั้ง "ทำไมครูบอกตลอดว่าเธอไม่ได้เรื่องนะ แปลก" ผมก็ไม่รู้เหมือนกันรู้แต่ว่าครูบอกว่าไม่ได้เรื่องเราก็คิดอย่างนั้นไปด้วยเพราะครูบอกอย่างนั้น

ในที่สุดวิชาคณิตศาสตร์ของผมก็ห่วยแตกจริงๆ พอเรียนจบมัธยมปลายก็พยายามหาทางเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ทั้งที่ตัวเองก็รู้ว่าเราไม่ฉลาดเพราะครูบอกอย่างนั้น ซึ่งที่จริงครูใช้คำว่า เราโง่

มองที่เดียวเลย จุฬาฯ...!!!เท่านั้น เพราะพ่อกับปู่ผมจบที่นี่ก็มีเหตุผลดีแต่ครูและญาติๆในครอบครัวบอกว่าผมบ้าไปแล้ว

ผมเป็นบัณฑิตจุฬาฯปี 33 พ่อยิ้มไม่หุบวันรับพระราชธานปริญญาบัตร ก็ดีใจกันหลายคน ตอนเรียนจบนั้นเมืองนนท์ก็เริ่มเปลี่ยนไปมากแล้วเดินเล่นไม่ค่อยได้แล้วถ้าอยากเดินเล่นต้องไปเซนทรัล วงศ์สว่าง หรือเดอะมอลล์งามวงศ์วานก็ได้ มีแอร์แต่ไม่มีต้นไม้ 

ตอนนี้เป็นครู ทำโรงเรียนเล็กๆของตัวเองมีนักเรียนอยู่ร้อยกว่าคน มีภรรยาหนึ่งคน ลูกสองคน ไม่ให้ลูกเรียนหนังสือในโรงเรียนแต่จดทะเบียน การศึกษาตามอัธยาศัย หรือที่เรียกว่า บ้านเรียน เพราะกลัวครูบอกว่าลูกโง่แบบเดียวกับผม เพราะกว่าจะรู้ว่าผมไม่ได้โง่อย่างครูบอกก็เกือบแย่

ประโยคคลาสสิคที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผมคือ  " คืออย่างนี้นะค๊ะคุณพ่อ น้องแกสมาธิสั้น ซนและก็ไม่ค่อยตั้งใจเรียน อย่างนี้คุณครูว่า...." เป็นประโยคแพ๊กเกจที่ผมคิดว่าสิ้นคิด ไม่รับผิดชอบ และไร้ความสามารถเอามากๆ รวมทั้งเห็นแกตัวอย่างสุดๆ แต่ใช้ได้ทุกสถานที่ที่ครูต้องเอาตัวรอดจากผลการเรียนที่ไม่น่าพอใจของเด็กๆ  " คือแกสมาธิสั้น ซน แล้วไม่ค่อยตั้งใจเรียนน่ะครับ.."จำไว้แม่นๆอีกครั้งหนึ่งสำหรับเพ๊กเกจนรกแตก

ถ้าผู้ปกครองที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของพัฒนาการเด็ก ไม่รู้ในเรื่องของวงการศึกษา สรุปว่าเชื่อครูอย่างเดียว  ฟังแล้วจบเลยลูกฉันเพราะครูบอกอย่างนั้นทั้งๆที่ตัวครูเองยังแยกแยะไม่ได้เลยว่าเด็กสมาธิสั้นหรือเด็กที่ชอบเรียนรู้นั้นต่างกันตรงไหน

ตอนนี้เมืองนนท์แทบอยู่ไม่ได้เลยผมนั่งรถแท๊กซี่ปรับอากาศแช่อยู่บนถนนนานมาก การก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าทำเอารถติดมากๆ ควันเต็มถนนไปหมดคิดว่าไม่น่าอยู่เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว นานๆทีผมถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านที่ไม่สวยเหมือนตอนเด็กๆแต่ก็ยังเป็นที่เดียวที่รู้สึกถึงวัยเด็กได้

ขอบคุณคุณครูที่ทุ่มเทเพื่อเด็กๆ เพราะถ้าไม่มีครูที่ ทุ่มเท และพยายามอดทนต่อความไม่เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างในตัวเด็ก เด็กๆหลายคนก็จะถูกคำพูดจากคนที่เขารักและเชื่อถือฝังเขาไว้ทั้งเป็น

เรารอดเพราะครู และ ที่เกือบจะไม่รอดก็เพราะครู ทั้งหมดนี่คือ ครูคิดกับเด็กอย่างไร เด็กๆก็มักจะเป็นอย่างนั้นล่ะครับ

สวัสดี