การเขียนสอนกันไม่ได้ แต่...สามารถเรียนรู้ได้
มีหลายคนบอกว่า การเขียนสอนกันไม่ได้ แต่...สามารถเรียนรู้ได้ การเขียนไม่ใช่พรสวรรค์แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะการจะลงมือเขียนเรื่องราวใดๆก็ตามเราต้องสร้างมโนภาพเพื่อที่จะชักจูงให้คนอยากอ่าน แล้วถ่ายทอดโดยการเขียนด้วยถ้อยคำที่สื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจและคล้อยตาม การเขียนเรื่องเล่าก็เช่นกัน เป็นการเขียนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดเรื่องจริง ประสบการณ์ตรงที่มีจุดเด่น มีความสำคัญที่อยากจะนำเสนอ แล้วนำมาร้อยเรียงให้น่าอ่าน ด้วยภาษาและสไตล์การเขียนของแต่ละคน
จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ก่อนที่จะมาลงมือเขียนเรื่องราวต่างๆใน G2K นี้ ก็ไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจหลักการเขียนมาก่อน แต่เขียนโดยใช้ข้อมูลจริงที่เห็น ดังบันทึก เรื่องเดิม..บนเส้นทางสายเดิมๆ ซึ่งเป็นบันทึกแรกที่ผู้เขียนเขียน เขียนด้วยถ้อยคำง่ายๆ เล่าสิ่งที่เห็น ใส่ข้อคิดเล็กน้อย แล้วสะท้อนความรู้สึกของเราออกมาเป็นตัวหนังสือ
ต่อมาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองชอบเขียนบันทึก ก็พยายามอ่านทำความเข้าใจเรื่องหลักการเขียน พร้อมๆกับอ่านรูปแบบที่นักเขียนอื่นๆที่เราชื่นชอบให้มากขึ้น เมื่อพอจะเข้าใจบ้างก็พยายามฝึกฝน โดยการเขียนให้บ่อยๆซึ่งไม่ได้มีกฏเกณฑ์ตายตัว โดยทั่วไปก่อนเขียนเรื่องเล่าใดๆ ผู้เขียนจะทำ mind map ก่อน โดยให้หัวใจของเรื่อง/ชื่อเรื่องเป็นจุดกลางของแผนที่ แล้วค่อยๆหาประเด็นที่เกี่ยวข้องมาร้อยเรียงตามลำดับก่อนหลัง และเรื่องเล่าที่ดีที่ชวนให้น่าอ่านต้องมีความยาวไม่น้อยเกินครึ่งหน้า หรือมากเกิน 2 หน้ากระดาษ A4 ค่ะ
ภาพแผนที่ความคิดของผู้เขียน
จากภาพข้างบน ลองอ่านดูความหมายประเด็นต่างๆที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้นนะคะ

อันดับที่ 1 ก่อนที่ผู้เขียนจะเขียนเรื่องเล่าใดๆ จะต้องพยายามศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวที่จะเขียนให้มากที่สุด แล้วจึงเรียบเรียงเขียนจากความเข้าใจของตนเอง ค่อยๆเล่าตามลำดับขั้นตอนของเรื่องราว เช่น
e-learning กับการพัฒนาตนเอง
อันดับที่ 2 บทเกริ่นนำ หมายถึงข้อความที่จะโยงใยหรือปูพื้นเข้าหาเนื้อเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่า เรื่องที่กำลังจะได้อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร สำหรับผู้เขียนถือเป็นส่วนที่ยากที่สุด แต่ถ้าสามารถเริ่มต้นได้ดีจะส่งผลให้สามารถเขียนเรื่องเล่าได้ลื่นไหลและสมบูรณ์ตามมาด้วย เช่น
สร้างสรรงานศิลป์...ด้วยภาพนิ่ง
อับดับที่ 3 ชื่อเรื่อง เปรียบเป็นหัวใจหลักของเรื่องที่กำลังจะเล่า อาจจะตั้งชื่อออกมาในแนวแรงบันดาลใจ การเปรียบเปรย ความดีความชอบ หรือแม้แต่ความผิดหวัง และชื่อนั้นต้องส่งผลกระทบในวงกว้าง... เช่น
เด็ดดอกไม้เพียงหนึ่ง..สะเทือนถึงดวงดาวจริงๆ
อับดับที่ 4 วัตถุประสงค์ของการเขียน ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เขียนเพื่ออะไร เพราะวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน การเขียนก็จะเติมเต็มเนื้อหาที่ต่างกันออกไปด้วย เช่น เขียนเพื่อบอกต่อหรือให้ผู้อ่านนำไปปฏิบัติตาม ก็ต้องสอดแทรกเนื้อหาความรู้และวิธีการทำให้เข้าใจ ถ้าต้องมีการอ้างอิงก็ต้องระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจน แต่กรณีเขียนเพื่ออ่านสบายๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลในส่วนของความรู้มาก เช่น
เด็ดดอกไม้เพียงหนึ่ง..สะเทือนถึงดวงดาวจริงๆ
อับดับที่ 5 เขียนให้ใครอ่าน อันนี้สำคัญ เพราะเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ ถ้าเราไม่จำกัดกลุ่มผู้อ่านต้องใช้ภาษาที่อ่านและเข้าใจง่ายๆ น่าติดตาม เช่น
ฝึกให้คิด..จากการฝึกเย็บกระเป๋า
อับดับที่ 6 เนื้อเรื่อง เขียนถึงผู้ที่เป็นตัวเอกของเรื่อง หรือผู้ที่ดำเนินเรื่องราว เราต้องถ่ายทอดให้ชัดเจนว่า เขาเป็นใคร เขามีแนวคิดอย่างไรกับเรื่องเล่านั้นๆ ลำดับเหตุการณ์ก่อน-หลังให้ดี เขียนให้เห็นความก้าวหน้าของเรื่องเล่าของแต่ละย่อหน้า เมื่อจะเริ่มประเด็นใหม่ต้องขึ้นย่อหน้าใหม่ แต่ต้องเขียนให้เห็นความเชื่อมโยงของแต่ละย่อหน้า ว่าเขาคิดอย่างไร ทำอย่างไร และ เขาได้ผลลัพท์อย่างไรในเรื่องนั้นๆ เช่น
เครื่องฉายแสงไร้สาย
ในการเขียนอาจเพิ่มบทสนทนาในเนื้อเรื่องได้ เพื่อเน้นสถานการณ์ จุดสำคัญของเรื่อง ใครพูดอะไร กับใคร เพื่อให้เรื่องราวน่าอ่านยิ่งขึ้น อาจสอดแทรกใส่ความเป็นตัวเราลงไปบ้าง เกี่ยวกับแนวคิด ความรู้สึก เพื่อให้เรื่องราวดูแตกต่าง ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมกับเรา เช่น
รื้อฟื้นดนตรีล้านนาศูนย์อนามัยที่ 10
อับดับที่ 7 บทสรุป ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะบทเกริ่นนำในย่อหน้าแรกเขียนไว้อย่างไร บทสรุปต้องล้อตามกัน และเพื่อให้เรื่องเล่าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนจบควรฝากข้อคิด ฝากคำถามให้สอดคล้องกันกับเรื่องราว จะทำให้ผู้อ่านเห็นประเด็นชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น บันทึกนี้ค่ะ
ส่วนหนึ่งของคนที่เคยมาเล่าเรื่องให้ผู้เขียนได้เขียนเรื่องเล่า


จะเห็นว่าการเขียนสอนกันไม่ได้ก็จริง แต่ถ้าได้ฝึกฝนและหมั่นเขียนบ่อยๆ ก็จะเกิดทักษะได้ค่ะ ผู้อ่านท่านใดอยากเป็นนักเขียนเรื่องเล่าที่น่าติดตาม ลองนำประสบการณ์นี้ไปต่อยอดฝึกฝนดูนะคะ เรามาช่วยกันคิดช่วยกันเขียนให้เกิดสิ่งดีๆ เพื่อบอกต่อๆกับคนรุ่นหลังกันเถอะค่ะ

ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ :)
เก่งมาก ครับ...เรื่องนี้ รู้สึกจะไม่ค่อยสอนกัน ในสถาบันผลิตครู..ทั้งที่มันเป็นเรื่องดี
หรือถ้ามีสอน ก็ใช้ทฤษฎี ที่เข้าใจยาก (เจอมาแล้ว)
อยากให้ผู้ที่ทำงานด้านพัฒนาการศึกษา งานการเรียนการสอน และนิเทศ
เข้ามาศึกษา และ นำไปใช้ จะได้เขียนเรื่องเล่า..เร้าพลัง ได้อย่างแท้จริงเสียที
ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ.. ได้เรียนรู้มากมาย
นัดพบความสุข เชิญนะคะ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/501219
อ่านบันทึกนี้อีกครั้งเพื่อความต่อเนื่อง หลังจากอ่านบันทึกใหม่ นะคะ พี่เขี้ยว คิดถึงเสมอค่ะ
แม้บทความนี้จะเขียนไว้นานแล้ว...แต่ยังมีคุณค่า สดใหม่ เป็นอกาลิโก (ไม่ล้าสมัย) ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่ทำให้เรียนรู้ได้ง่าย เข้าใจได้เร็ว ที่สำคัญก็คือผู้แนะนำมีรางวัลสุดคณึงยืนยัน การันตีให้มั่นใจว่าของแท้...(ต้องมีน้ำลายไหล 2หยด....***๕๕๕๕) อยากขอร้อง ให้ท่านนำประสบการณ์หลังเษียณมาให้เราได้เรียนรู้ เพราะคงมีอิสระและมีเวลามากขึ้น จะได้เจอกันในG2Kได้สม่ำเสมอ นะครับ
ผมขอเสริมอีกนิดหนึ่งครับว่า จะขึ้นต้นที่ดีน่าสนใจน่าจะเป็นแบบ...1พาดหัวข่าว 2กล่าวเป็นคำถาม 3ทำให้ผู้อ่านเกิดความสงสัย 4ปลุกใจให้ร่าเริง หรือ 5ใช้เชิงกวี เปิดประเด็น ก็จะทำให้งานที่เขียน มีสีสันเพิ่มขึ้นอีกนะครับ ซ๊าาาาาธุ
แถมให้อีกนิดครับ....ตอนท้ายผมอ่านถึงการสรุปที่ดี ขอเสริมว่านอกจากจะทำให้คล้องจองแล้วควรให้จับใจผู้อ่านด้วยคือ....1สรุปความ 2ตามคมปาก 3ฝากให้คิด และ4สะกิดชักชวน ก็จะทำให้คนอ่าน ม่วนอกม่วนใจ๋เนอเจ้าเน้อ......