ตามที่ดิฉันได้เคยแจ้งไว้ว่าในช่วง 2 เดือนนี้ที่ มน. มีกิจกรรม KM Workshop หลายกิจกรรม <รายละเอียด> ซึ่งในช่วงนี้กิจกรรมที่จัดจะมีเจ้าภาพจากหน่วยงานอื่นดำเนินการจัดกิจกรรมและประสานมายัง QAU เพื่อติดต่อวิทยากรและฟาน้อย เพื่อไปจัด Workshop ซึ่งกระบวนการและระยะจะอยู่ในบริบทที่เราคิดว่าเหมาะสมหรือพอจะสามารถทำได้
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (9 ก.ย.) เราได้ไปทำ Workshop ในโครงการศึกษาดูงานและสัมมนาคณะกรรมการกิจการนิสิต ประจำปี 2549 โดยมีกองกิจการนิสิต มน. เป็นแม่งานโดยมีผู้เข้าร่วมที่ตั้งไว้ในโครงการ คือ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิตจากทุกคณะวิชาใน มน. คณะกรรมการฝ่าย และหัวหน้างานในกองกิจการนิสิต เราตั้งเป้าให้ผู้บริหารด้านกิจการนิสิตได้มีความรู้ความเข้าใจใน KM เพื่อไปส่งเสริมให้นิสิตภายในคณะได้ทำ KM อย่างราบรื่น มีความสุข และไม่โดดเดี่ยว รวมทั้งเพื่อให้ท่านอาจารย์ที่เข้าร่วมได้นำ KM ไปใช้ในงานในชีวิตประจำวันได้ตามบริบทที่เค้าพึงใช้ โครงการจัดขึ้น 2 วัน โดยในวันแรกจัดเป็น KM Workshop ส่วนวันที่สอง เป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานด้านกิจการนิสิตของแต่ละคณะวิชา โดยการเดินทางเริ่มขึ้นในช่วงเช้าเพื่อเดินทางไปยังเขาค้อ เมื่อไปถึงสถานที่จัดงาน (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. ถึงเวลาประมาณ 10.30 น.) ผู้เข้าร่วมประชุมมีเวลาซักพักในการเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน ก่อนที่จะทานอาหารกลางวันและเริ่ม KM Workshop เวลา 13.00 น.
ซึ่งทีมฟาน้อย ฟาใหญ่ขลุกอยู่ในห้องประชุมเพื่อเตรียมการทั้งด้านห้องประชุม และด้านอุปกรณ์โสตฯ ที่ค่อนข้างไม่ค่อยเป็นไปตามที่เราประสานไว้ตั้งแต่ต้นอาจเพราะด้วยการประสานงานหลายทอดเราไม่ได้จัดหรือประสานกับทางผู้จัดสถานที่ (โรงแรม) ด้วยตนเอง ทำให้ข้อความหล่นหายไประหว่างทางบ้าง ซึ่งจุดนี้ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์เคยติงเราว่าอาจเป็นเพราะมาตรฐานของเรามีสูงเกินไปแต่เรายังไม่สามารถแก้ไขตัวเองตรงจุดนี้ได้เพราะเราหวังผลในจากความรู้สึกในทางบวกมากในการจัดทุกโครงการ และหลังจากรับประทานอาหารเสร็จผู้เข้าร่วมประชุมทยอยเข้ามาในห้องประชุมโดยมีจำนวนไม่มากเท่าที่เจ้าภาพได้แจ้งกับเราไว้ แต่ก็เกินครึ่งพอสมควร (ประมาณ 30 ท่านรวมหัวหน้างานของกองกิจฯ ด้วย) แต่ทุกอย่างก็ยังต้องดำเนินต่อไปเนื่องจากเราเองก็สัมผัสได้ว่าผู้ที่มาเข้าร่วมเป็นกลุ่มที่มีความสนใจใฝ่รู้ใน KM จริงๆ และเราเองก็ไม่อยากให้เค้าผิดหวังเพราะในการจัด KM ในทุกครั้งเรามุ่งหวังให้ทุกคนที่ได้รู้จัก KM ประทับใจอาจไม่ถึงขั้นศรัทธาเข้าเส้นเลือดแบบเราเพียงแค่อยากนำไปใช้หลังจากเข้าร่วมฯ เราก็สุขใจเกินพอ กิจกรรมดำเนินโดยบรรยากาศค่อนข้างดีถึงแม้วิทยากรและผู้เข้าร่วมอาจเหนื่อยจากการเดินทางไปบ้าง เพราะท่านอาจารย์วิบูลย์เองก็เดินทางมาจากใต้เพื่อมาเป็นวิทยกรในโครงการนี้โดยเฉพาะและเมื่อเสร็จโครงการประมาณ 22.00 น. ทีมเราก็จะต้องเดินทางกลับพิษณุโลกก่อนผู้ประชุมเนื่องจากท่านอาจารย์วิบูลย์จะต้องกลับลงไปที่ใต้อีกครั้งเพื่อทำหน้าที่ต่อ
สิ่งที่ดิฉันสังเกต และรับรู้ได้อย่างหนึ่ง คือ เดี๋ยวนี้จัด KM Workshop ให้กับบุคลกรใน มน. ถึงแม้ผู้เข้าจะเป็นกลุ่มที่เราใช้ KM ทำความรู้จักกันเป็นครั้งแรกแต่ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นมากขึ้นอาจเป็นเพราะ
1.กิตติศัพท์ในแง่ดีที่เค้าอาจเคยได้รับรู้เกี่ยวกับ KM ใน มน. (ปากต่อปาก)
2.ความสนใจที่บริสุทธิ์และใจที่พร้อมเปิดรับ
3.ความสงสัยในบางแง่มุมของผู้เข้าร่วมที่ควรจะได้รับคำตอบที่เข้าใจง่าย และประทับใจ (โดยเฉพาะ KM คืออะไร ...)
4.ที่สำคัญมีคนบางกลุ่มที่เคยได้รู้จักกับ KM มาก่อนจาก Workshop ที่เราเคยจัดและเค้าได้มาเข้าอีกครั้งโดยแฝงตัวเป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มซึ่งถึงจะเป็นจำนวนน้อยมากแต่มีพลังและช่วยดำเนินการในกลุ่มทำให้อะไรง่ายขึ้นมาก (ฟาน้อยทำงานน้อยมาก) คือ ในมน.เรามีคนที่พูดศัพท์ KM กันได้อย่างรู้เรื่อง ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นชนกลุ่มน้อยเหมือนแต่ก่อน
ในระหว่างประชุมดิฉันขออนุญาตใช้ความรู้สึกของตัวเองวัดว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างมีความสุข
1.ทุกคนมีเรื่องเล่าหลากหลายแง่มุมที่สร้างความสุขให้ทั้งกับคนเล่าและคนฟัง
2.ผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่คนที่เกี่ยวข้องกับกิจการนิสิตตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตนักศึกษา และมาเป็นผู้บริหารในปัจุบันใช้ประสบการณ์ตั้งแต่ตอนเป็นนิสิตมาแก้ไขปัญหา บางท่านเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อไม่ถึงเดือนได้มารับฟังและนำไปปรับใช้กับงานของตนเอง
3.บวกกับความมีจริตที่เข้ากันได้ดีกับ KM ของรองฝ่ายกิจการนิสิต
ช่วงเวลาที่น่าประทับใจในวันนั้นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ดิฉันประทับใจ คือ ช่วง AAR (น่าประทับใจอย่างไม่น่าเชื่อเพราะเวลาของ AAR ของเราล่วงเลยมาเป็น 21.30 – 22.30 น.) ทั้งๆ ที่กำหนดการตั้งไว้ให้โครงการในวันแรกจบที่ 22.00 น. ในตอนแรกทุกคนค่อนข้างอิดออดกับกำหนดการ) ช่วง AAR ด้วยการนั่งล้อมวงเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกกันทุกคน เราได้รับรู้ว่าหลายๆ ท่านมีงานที่ค่อนข้างสำคัญแต่ตัดสินใจมาเพราะคำว่า KM บางท่านโทรถามกันว่ามาดีมั้ยเค้าให้มาทำอะไรก็ได้คำตอบจากเพื่อนต่างคณะว่าไม่รู้ เค้าว่าให้มาทำ KM จนตอนเช้าขึ้นรถมาถามกันไปถามกันมาบนรถก็รู้แต่ว่าให้มาทำ KM และอาจารย์บางท่านสนใจ KM มานานแล้วอ่านหนังสือมาหลายเล่มแต่ไม่เข้าใจว่าตกลงจะเอาไปใช้ได้อย่างไร ฯลฯ (ทีมเราขึ้นรถตู้มาก่อนจึงไม่ทราบว่าบนรถบัสของผู้เข้าร่วมคุยอะไรกันบ้าง)
อาจารย์ท่านนั้นยังเล่าต่อว่า เมื่อมาถึงในห้องประชุมเห็นคน 3 คนใส้เสื้อเทาคอแสดเดินไปเดินมาก่อนเริ่ม Workshop ถามออกมาลอยๆ ว่า 3 คนนั้นมาทำอะไร มีเสียงคนกองกิจตอบว่า “คุณอำนวย” ท่านอาจารย์ก็มองซ้ำอีกรอบ มั่นในว่า 2 คนแรก ชื่อ "ตา" มาจากบัณฑิตวิทยาลัย ส่วนอีกคนมาจากหน่วยประกันฯ แล้วคนไหนชื่ออำนวย ???
ดิฉันยังเชื่อว่าถ้าเป็นไปได้ในการทำ KM Workshop จำนวนคนประมาณ 40 คนกำลังดี การทำ AAR ถ้าได้ทำด้วยการถ่ายทอดออกมาทุกคนดีกว่าการสุ่ม (ในกรณีคนเยอะ)
โดยหลังจาก AAR ท่านอาจารย์วิบูลย์ยังทิ้งท้ายว่า "กลับไปที่มหาวิทยาลัยถ้าท่านสนใจอยากทำ KM ท่านจะไม่โดดเดี่ยวเพราะมีบุคลากรทั้งในระดับผู้บริหารคณะ อาจารย์ และนิสิตในคณะวิชาของท่านที่เป็นกลุ่มคนที่เคยได้ใช้กระบวนการและเครื่องมือ KM เหมือนกับท่านในวันนี้แล้วเหมือนกัน"
หลังจากกลับมาดิฉันได้ทบทวนการจัด KM Workshop ในระยะนี้ของ QAU ที่จัดโดยมีหน่วยงานอื่นเป็นแม่งานแล้วทีมเราเข้าไปดำเนินกระบวนการ Workshop ดิฉันคิดว่าเราน่าจะทบทวนเกี่ยวกับความเหมาะสมของระยะเวลา สถานที่ การเดินทาง และวัตถุประสงค์ที่ผู้จัดตั้งไว้ว่าเข้ากับวัตถุประสงค์ของเรามากน้อยแค่ไหน หากไม่ตรงกันแต่ต่างฝ่ายตามบรรรลุก็น่าจะจัด แต่ถ้าไม่เราควรจัดด้วยตัวเองทั้งหมด เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับผู้เข้าร่วม KM Workshop ของเราทุกคนทุกโครงการค่อนข้างมาก เราอยากให้ทุกคนเข้าใจ รู้จัก และอยากนำกลับไปใช้ต่อ เราไม่เน้นจำนวนคนจำนวนผลงาน เราจะไม่ทำ KM Workshop ให้กับเจ้าภาพที่ทำเพราะ KM เป็นกระแสที่มาแรง จัดเพื่อให้ได้ชื่อว่าได้จัด หรือใช้ KM เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดเด็ดขาด ถึงแม้ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยต้องเจอะเจอกับความล้มเหลวแม้เพียงเล็กน้อย แต่เราจะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเราควรป้องกัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศรัทธาที่เรามีต่อ KM ในความรู้สึกของคนรุ่นต่อๆ ไปที่จะได้เข้ามารู้จักและนำไปใช้ต่อไป
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (9 ก.ย.) เราได้ไปทำ Workshop ในโครงการศึกษาดูงานและสัมมนาคณะกรรมการกิจการนิสิต ประจำปี 2549 โดยมีกองกิจการนิสิต มน. เป็นแม่งานโดยมีผู้เข้าร่วมที่ตั้งไว้ในโครงการ คือ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิตจากทุกคณะวิชาใน มน. คณะกรรมการฝ่าย และหัวหน้างานในกองกิจการนิสิต เราตั้งเป้าให้ผู้บริหารด้านกิจการนิสิตได้มีความรู้ความเข้าใจใน KM เพื่อไปส่งเสริมให้นิสิตภายในคณะได้ทำ KM อย่างราบรื่น มีความสุข และไม่โดดเดี่ยว รวมทั้งเพื่อให้ท่านอาจารย์ที่เข้าร่วมได้นำ KM ไปใช้ในงานในชีวิตประจำวันได้ตามบริบทที่เค้าพึงใช้ โครงการจัดขึ้น 2 วัน โดยในวันแรกจัดเป็น KM Workshop ส่วนวันที่สอง เป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานด้านกิจการนิสิตของแต่ละคณะวิชา โดยการเดินทางเริ่มขึ้นในช่วงเช้าเพื่อเดินทางไปยังเขาค้อ เมื่อไปถึงสถานที่จัดงาน (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. ถึงเวลาประมาณ 10.30 น.) ผู้เข้าร่วมประชุมมีเวลาซักพักในการเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน ก่อนที่จะทานอาหารกลางวันและเริ่ม KM Workshop เวลา 13.00 น.
ซึ่งทีมฟาน้อย ฟาใหญ่ขลุกอยู่ในห้องประชุมเพื่อเตรียมการทั้งด้านห้องประชุม และด้านอุปกรณ์โสตฯ ที่ค่อนข้างไม่ค่อยเป็นไปตามที่เราประสานไว้ตั้งแต่ต้นอาจเพราะด้วยการประสานงานหลายทอดเราไม่ได้จัดหรือประสานกับทางผู้จัดสถานที่ (โรงแรม) ด้วยตนเอง ทำให้ข้อความหล่นหายไประหว่างทางบ้าง ซึ่งจุดนี้ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์เคยติงเราว่าอาจเป็นเพราะมาตรฐานของเรามีสูงเกินไปแต่เรายังไม่สามารถแก้ไขตัวเองตรงจุดนี้ได้เพราะเราหวังผลในจากความรู้สึกในทางบวกมากในการจัดทุกโครงการ และหลังจากรับประทานอาหารเสร็จผู้เข้าร่วมประชุมทยอยเข้ามาในห้องประชุมโดยมีจำนวนไม่มากเท่าที่เจ้าภาพได้แจ้งกับเราไว้ แต่ก็เกินครึ่งพอสมควร (ประมาณ 30 ท่านรวมหัวหน้างานของกองกิจฯ ด้วย) แต่ทุกอย่างก็ยังต้องดำเนินต่อไปเนื่องจากเราเองก็สัมผัสได้ว่าผู้ที่มาเข้าร่วมเป็นกลุ่มที่มีความสนใจใฝ่รู้ใน KM จริงๆ และเราเองก็ไม่อยากให้เค้าผิดหวังเพราะในการจัด KM ในทุกครั้งเรามุ่งหวังให้ทุกคนที่ได้รู้จัก KM ประทับใจอาจไม่ถึงขั้นศรัทธาเข้าเส้นเลือดแบบเราเพียงแค่อยากนำไปใช้หลังจากเข้าร่วมฯ เราก็สุขใจเกินพอ กิจกรรมดำเนินโดยบรรยากาศค่อนข้างดีถึงแม้วิทยากรและผู้เข้าร่วมอาจเหนื่อยจากการเดินทางไปบ้าง เพราะท่านอาจารย์วิบูลย์เองก็เดินทางมาจากใต้เพื่อมาเป็นวิทยกรในโครงการนี้โดยเฉพาะและเมื่อเสร็จโครงการประมาณ 22.00 น. ทีมเราก็จะต้องเดินทางกลับพิษณุโลกก่อนผู้ประชุมเนื่องจากท่านอาจารย์วิบูลย์จะต้องกลับลงไปที่ใต้อีกครั้งเพื่อทำหน้าที่ต่อ
สิ่งที่ดิฉันสังเกต และรับรู้ได้อย่างหนึ่ง คือ เดี๋ยวนี้จัด KM Workshop ให้กับบุคลกรใน มน. ถึงแม้ผู้เข้าจะเป็นกลุ่มที่เราใช้ KM ทำความรู้จักกันเป็นครั้งแรกแต่ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นมากขึ้นอาจเป็นเพราะ
1.กิตติศัพท์ในแง่ดีที่เค้าอาจเคยได้รับรู้เกี่ยวกับ KM ใน มน. (ปากต่อปาก)
2.ความสนใจที่บริสุทธิ์และใจที่พร้อมเปิดรับ
3.ความสงสัยในบางแง่มุมของผู้เข้าร่วมที่ควรจะได้รับคำตอบที่เข้าใจง่าย และประทับใจ (โดยเฉพาะ KM คืออะไร ...)
4.ที่สำคัญมีคนบางกลุ่มที่เคยได้รู้จักกับ KM มาก่อนจาก Workshop ที่เราเคยจัดและเค้าได้มาเข้าอีกครั้งโดยแฝงตัวเป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มซึ่งถึงจะเป็นจำนวนน้อยมากแต่มีพลังและช่วยดำเนินการในกลุ่มทำให้อะไรง่ายขึ้นมาก (ฟาน้อยทำงานน้อยมาก) คือ ในมน.เรามีคนที่พูดศัพท์ KM กันได้อย่างรู้เรื่อง ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นชนกลุ่มน้อยเหมือนแต่ก่อน
ในระหว่างประชุมดิฉันขออนุญาตใช้ความรู้สึกของตัวเองวัดว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างมีความสุข
1.ทุกคนมีเรื่องเล่าหลากหลายแง่มุมที่สร้างความสุขให้ทั้งกับคนเล่าและคนฟัง
2.ผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่คนที่เกี่ยวข้องกับกิจการนิสิตตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตนักศึกษา และมาเป็นผู้บริหารในปัจุบันใช้ประสบการณ์ตั้งแต่ตอนเป็นนิสิตมาแก้ไขปัญหา บางท่านเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อไม่ถึงเดือนได้มารับฟังและนำไปปรับใช้กับงานของตนเอง
3.บวกกับความมีจริตที่เข้ากันได้ดีกับ KM ของรองฝ่ายกิจการนิสิต
ช่วงเวลาที่น่าประทับใจในวันนั้นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ดิฉันประทับใจ คือ ช่วง AAR (น่าประทับใจอย่างไม่น่าเชื่อเพราะเวลาของ AAR ของเราล่วงเลยมาเป็น 21.30 – 22.30 น.) ทั้งๆ ที่กำหนดการตั้งไว้ให้โครงการในวันแรกจบที่ 22.00 น. ในตอนแรกทุกคนค่อนข้างอิดออดกับกำหนดการ) ช่วง AAR ด้วยการนั่งล้อมวงเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกกันทุกคน เราได้รับรู้ว่าหลายๆ ท่านมีงานที่ค่อนข้างสำคัญแต่ตัดสินใจมาเพราะคำว่า KM บางท่านโทรถามกันว่ามาดีมั้ยเค้าให้มาทำอะไรก็ได้คำตอบจากเพื่อนต่างคณะว่าไม่รู้ เค้าว่าให้มาทำ KM จนตอนเช้าขึ้นรถมาถามกันไปถามกันมาบนรถก็รู้แต่ว่าให้มาทำ KM และอาจารย์บางท่านสนใจ KM มานานแล้วอ่านหนังสือมาหลายเล่มแต่ไม่เข้าใจว่าตกลงจะเอาไปใช้ได้อย่างไร ฯลฯ (ทีมเราขึ้นรถตู้มาก่อนจึงไม่ทราบว่าบนรถบัสของผู้เข้าร่วมคุยอะไรกันบ้าง)
อาจารย์ท่านนั้นยังเล่าต่อว่า เมื่อมาถึงในห้องประชุมเห็นคน 3 คนใส้เสื้อเทาคอแสดเดินไปเดินมาก่อนเริ่ม Workshop ถามออกมาลอยๆ ว่า 3 คนนั้นมาทำอะไร มีเสียงคนกองกิจตอบว่า “คุณอำนวย” ท่านอาจารย์ก็มองซ้ำอีกรอบ มั่นในว่า 2 คนแรก ชื่อ "ตา" มาจากบัณฑิตวิทยาลัย ส่วนอีกคนมาจากหน่วยประกันฯ แล้วคนไหนชื่ออำนวย ???
ดิฉันยังเชื่อว่าถ้าเป็นไปได้ในการทำ KM Workshop จำนวนคนประมาณ 40 คนกำลังดี การทำ AAR ถ้าได้ทำด้วยการถ่ายทอดออกมาทุกคนดีกว่าการสุ่ม (ในกรณีคนเยอะ)
โดยหลังจาก AAR ท่านอาจารย์วิบูลย์ยังทิ้งท้ายว่า "กลับไปที่มหาวิทยาลัยถ้าท่านสนใจอยากทำ KM ท่านจะไม่โดดเดี่ยวเพราะมีบุคลากรทั้งในระดับผู้บริหารคณะ อาจารย์ และนิสิตในคณะวิชาของท่านที่เป็นกลุ่มคนที่เคยได้ใช้กระบวนการและเครื่องมือ KM เหมือนกับท่านในวันนี้แล้วเหมือนกัน"
หลังจากกลับมาดิฉันได้ทบทวนการจัด KM Workshop ในระยะนี้ของ QAU ที่จัดโดยมีหน่วยงานอื่นเป็นแม่งานแล้วทีมเราเข้าไปดำเนินกระบวนการ Workshop ดิฉันคิดว่าเราน่าจะทบทวนเกี่ยวกับความเหมาะสมของระยะเวลา สถานที่ การเดินทาง และวัตถุประสงค์ที่ผู้จัดตั้งไว้ว่าเข้ากับวัตถุประสงค์ของเรามากน้อยแค่ไหน หากไม่ตรงกันแต่ต่างฝ่ายตามบรรรลุก็น่าจะจัด แต่ถ้าไม่เราควรจัดด้วยตัวเองทั้งหมด เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับผู้เข้าร่วม KM Workshop ของเราทุกคนทุกโครงการค่อนข้างมาก เราอยากให้ทุกคนเข้าใจ รู้จัก และอยากนำกลับไปใช้ต่อ เราไม่เน้นจำนวนคนจำนวนผลงาน เราจะไม่ทำ KM Workshop ให้กับเจ้าภาพที่ทำเพราะ KM เป็นกระแสที่มาแรง จัดเพื่อให้ได้ชื่อว่าได้จัด หรือใช้ KM เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดเด็ดขาด ถึงแม้ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยต้องเจอะเจอกับความล้มเหลวแม้เพียงเล็กน้อย แต่เราจะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเราควรป้องกัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศรัทธาที่เรามีต่อ KM ในความรู้สึกของคนรุ่นต่อๆ ไปที่จะได้เข้ามารู้จักและนำไปใช้ต่อไป