เท่าที่ผมสังเกตในกลุ่มเพื่อนๆ ในระบบตลาดพระเครื่องเมืองขอนแก่น จังหวัดใกล้เคียง และทั่วประเทศไทย
ผมได้พบว่า คนที่ผมคุยด้วย ส่วนใหญ่ อธิบายเชิงความรู้และความเข้าใจของตนเอง
ผ่าน
- ความคิด ความฝัน
- จิตนาการ และ
- ความเชื่อ ของตนเอง
บางทีก็ถอดแบบกรอบความคิด มาจากตำราที่ตัวเองเคยได้ยินหรือเคยอ่านมาบ้าง
ในลักษณะของ
- นิยาย
- ว่าตามบทละคร ภาพยนตร์ หรือ
- นิทาน ทั้งปัจจุบัน หรือนิทานปรัมปรา ที่เล่าต่อๆกันมานาน
- จนบางครั้งเป็นนิทานพื้นบ้านไปเลย ใครๆก็รู้
ในที่สุด ความรู้ลักษณะนั้น ก็อาจพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ เป็น
- ตำนาน หรือ
- พงศาวดาร เช่น พระร่วง พระขุนแผน พระขุนไกรฯลฯ
และอาจนำไปสู่ การสร้างเป็น
- วรรณคดี และ
- สารคดี หรือ
- แม้กระทั่งสร้างสถานที่ให้สอดคล้องกับวรรณคดี
- ตั้งชื่อพระ หรือสถานที่ให้สอดคล้องกับชื่อต่างๆ ในวรรณคดี
จนกระทั่งมีคนเริ่มเชื่อว่า วรรณคดีเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่ง หรือ อิงประวัติศาสตร์
และมีความเชื่อผสมกันระหว่างตำนานกับประวัติศาสตร์
และนำข้อมูลไปปนกัน จนไม่รู้ว่าอะไรคือ นิยาย นิทาน โบราณคดี หรือประวัติศาสตร์
- และในปัจจุบันมีการสร้างภาพยนตร์ ละคร พอคนดูก็ฝังใจไปเชื่อมเป็น
- ประวัติศาสตร์ และ
- ความรู้เสมือน
ทั้งๆที่แทบจะไม่เกี่ยวกันเลย
ดังนั้น การศึกษาและการใช้ความรู้ ควรอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์
นำมาพิจารณาประกอบกับ
- ความน่าจะเป็นทางประวัติศาสตร์
- สภาพภูมิศาสตร์ ชาติพันธุ์ วิถีชีวิตที่หลากหลาย
- เชื่อมโยงกับสภาพทางสังคม ดุลอำนาจด้านต่างๆ
- ตามระดับภูมิปัญญา ความรู้ การเมือง การปกครอง
- ภายใต้กรอบของประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา
- ที่ชักนำให้เกิดความเชื่อ และการปฏิบัติ
ที่ทำให้มีแรงบันดาลใจในการสร้างพระในรูปแบบต่างๆ
ตามระดับภูมิปัญญา ทรัพยากร และแรงงานที่จำเป็นต้องมี
ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน