“เศรษฐธรรม” ประกอบไปด้วยคำสองคำคือ “เศรษฐและธรรม”

                “เศรษฐ” สามารถพิจารณาได้ ๒ นัยคือ

                              นัยที่หนึ่ง : เศรษฐ คือ เศรษฐกิจที่คนส่วนใหญ่เข้าใจในปัจจุบัน

                              นัยที่สอง : เศรษฐ คือ เสฏฺฐ หรือ เสรษฐ แปลว่า ประเสริฐที่สุดหรือดีที่สุด

                “ธรรม”๑ คือ ธรรมชาติหรือ กฎธรรมชาติ

 

         ประเสริฐสุดหรือดีที่สุด ก็คือ เป็นการจัดสรรทรัพยากร (ที่มีอยู่อย่างจำกัด) เพื่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นที่แท้จริงของมนุษย์ ไม่ใช่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการหรือกิเลสที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดของมนุษย์เฉกเช่นปัจจุบัน

         หากมองในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ที่กำเนินขึ้นเป็นศาสตร์เมื่อกว่า ๒ ศตวรรษที่ผ่านมา (อดัม สมิท : Adam Smith ค.ศ. ๑๗๒๓ – ๑๗๙๐ : ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์และเป็นบุคคลแรกที่วางรากฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหรือเศรษฐศาสตร์ระบบทุนนิยม) จากการรังสรรค์ของวิชาการทางตะวันตก ที่ปกคลุมภูมิปัญญาไปทั่วพื้นพิภพโลกอยู่ในขณะนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า

 

               ๑. มุมมองในการเลือกใช้ทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปใช้ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงนั้น กระบวนการทางด้านเศรษฐศาสตร์โดยระบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยใช้ “กลไกตลาด” สอบตกอย่างชัดเจน เกี่ยวเนื่องจาก ผลิตผลทางสินค้าและบริการในปัจจุบันนั้น ล้วนแล้วแต่สนองตอบต่อความอยาก (กิเลส) ของมวลมนุษยชาติเพียงอย่างเดียว หาใช่ ความจำเป็นไม่ สินค้าและบริการส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางมอมเมาเพื่อสนองตอบต่อลัทธิบริโภคนิยม ทรัพยากร (ที่มีอย่างจำกัด) โดยส่วนใหญ่ถูกโอนถ่ายไปสู่กระบวนการผลิตเพื่อสนองตอบต่อกิเลสเป็นเป้าหมายหลัก

 

              ๒. มุมมองในความต้องการของมนุษย์ที่มีอย่างไม่จำกัด ความต้องการ (ความอยาก) ในสินค้าและบริการเมื่อบรรจบกับการสนองตอบที่ได้รับ ถูกมองว่านำพามาซึ่งความสุข ความรื่นเริงบันเทิงใจของมวลมนุษยชาติ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันความต้องการที่มีอย่างไม่จำกัดนี้ คือ แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมที่เหยียบคันเร่งไล่กวดกับการสนองตอบต่อความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุด

 

“กระบวนการทางเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันนั้นเป็นการจัดสรรทรัพยากร (ที่มีอยู่อย่างจำกัด) เพื่อไล่กวดตอบสนองต่อความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดของมวลมนุษยชาติ”

      

           ถึงแม้ว่า เศรษฐศาสตร์ในทัศนะของวิชาการกับแง่มุมในทางเศรษฐธรรมจะมีวงโคจรของอุดมคติเดียวกัน ในด้านของการจัดสรรทรัพยากร (ที่มีอยู่อย่างจำกัด) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด (เทียบเคียงได้กับนัยทาง “เสฏฺฐ” ในพระพุทธศาสนาที่ว่า เป็นวิชาที่ประเสริฐที่สุดหรือดีที่สุด) แต่จะแตกต่างกันตรงที่

 

                - ประโยชน์สูงสุดในทัศนะของวิชาการทางเศรษฐศาสตร์นั้น มุ่งเน้นที่การสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์เป็นเป้าหมายสำคัญในเบื้องแรก นัยก็คือ ให้ความสำคัญทางด้านวัตถุวิสัยและจิตวิสัยที่เกินความจำเป็นตามจริง ก้าวกระโดดเข้าสู่กับดักแห่งลัทธิบริโภคนิยม

 

                 - ประโยชน์สูงสุดในทัศนะของเศรษฐธรรมนั้น มุ่งเน้นที่การสนองตอบต่อความจำเป็นที่แท้จริงของมนุษย์เป็นเป้าหมายสำคัญในเบื้องแรก นัยก็คือ ให้ความสำคัญทางด้านวัตถุวิสัยและจิตวิสัยที่พอเพียงต่อความจำเป็นในการดำเนินชีวิตตามจริง       

 

       “เศรษฐธรรม” พึงเพ่งพิจารณาได้ ๒ นัย คือ

           ๑. กระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับหลักการหรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ (กฎธรรมชาติ)

           ๒. กระบวนการของสิ่งที่ดีที่สุดหรือประเสริฐสุด ที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับหลักการหรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ (กฎธรรมชาติ)

 

    จากนัยของ “เศรษฐธรรม” ทั้งสองความหมาย ให้พึงมีข้อสังเกตต่อไปได้ว่า

 

             ประการที่หนึ่ง : เศรษฐธรรมนัยแรก จะเป็นไปในลักษณะของกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่พุ่งเป้าหมายปลายทางมุ่งไปสู่การศึกษา ค้นคว้า พัฒนาการทางด้านทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์ เพื่อต่อยอดชุดความรู้มุ่งสู่การอรรถาธิบายขยายความถึงซึ่งการวิวัฒน์ทางเศรษฐกิจ การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ เป็นต้น โดยที่กระบวนการวิวัฒน์ทางด้านองค์ความรู้ดังกล่าวต้องสอดคล้องกับสภาวะ (ธรรม) ตามจริง

 

             ประการที่สอง : เศรษฐธรรมนัยที่สอง จะเป็นไปในลักษณะของกระแสสายธารแห่งการดำเนินชีวิตโดยองค์รวมที่รวมทั้งมิติทางความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเศรษฐกิจ มนุษย์กับการเมือง มนุษย์กับสังคม รวมถึงมนุษย์กับธรรมชาติ โดยมองว่ามิติต่าง ๆ ไม่สามารถตัดขาดหรือแยกออกจากกันเป็นเอกเทศได้ ทุกมิติเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงซึ่งกันและกันสัมพันธ์กันไปตลอดทั้งสาย โดยการศึกษา ค้นคว้า พัฒนาตามนัยนี้ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีที่สุดหรือประเสริฐที่สุดในกระแสสายธารแห่งการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับสภาวะ (ธรรม) ตามจริง

 

             ประการที่สาม : การศึกษา ค้นคว้าตามนัยที่สองนั้น มีขอบเขตของการกินลึกลงไปในทุกมิติที่ถูกมองว่ามีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าหากแบ่งแยกการศึกษา พัฒนาเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเป็นเอกเทศ ก็จะทำให้ความเข้าใจในสภาวะ (ธรรม) ที่แท้จริงถูกบิดเบือน ปนเปื้อนไปในทางที่เสพติดและอิงแอบแนบชิดในผลประโยชน์แห่งศาสตร์นั้น ๆ เพียงอย่างเดียว ละทิ้งปฐมฐานของกระบวนการแห่งสภาวะ (ธรรม) ตามจริง ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปตลอดทั้งสายในทุกมิติ

         

             ประการที่สี่ : ในการศึกษา ค้นคว้า จะพึงยึดการทำความเข้าใจในสภาวะ (ธรรม) ที่แท้จริงเป็นปฐมฐานของการดำเนินชีวิต เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดหรือประเสริฐที่สุด เมื่อพิจารณาที่ตัวสภาวะ (ธรรม) ที่แท้จริง กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เป็นกระบวนการที่อิงแอบแนบชิดอยู่ในสภาวะนี้ ดังนั้น จึงมุ่งเป้าเล็งลูกธนูให้มุ่งสู่ใจกลางของเป้าหมายในตัวสภาวะ (ธรรม) แล้วน้อมนำไปสู่การวิเคราะห์เชื่อมโยงทางกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายในเบื้องถัดไป

 

             ประการที่ห้า : นัยที่หนึ่งและสองของกระแสสายธารการเดินทางมาบรรจบพบกันในความสัมพันธ์ที่มีความสอดคล้องกับหลักการหรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ นั่นเอง ซึ่งในประเด็นดังกล่าว เมื่อกล่าวถึงตัวสภาวะ (ธรรม) ที่แท้จริง ที่อิงเป็นแก่นกลางในทางศึกษา ค้นคว้า ก็มิพักสงสัยในความเป็นเนื้อเดียวกันแห่ง “กฎธรรมชาติ” ในเบื้องแรกนั่นเอง

 

          สรุปสาระสำคัญอาจจะให้กรอบของคำนิยาม “เศรษฐธรรม” ได้ว่า :

 

         “เศรษฐธรรม เป็นการศึกษาที่ว่าด้วยการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ผูกติดและสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ เพื่อสามารถบรรลุสู่จุดร่วมที่ดีที่สุดของมนุษย์กับธรรมชาติบนโลกแห่งวัตถุตามจริง ภายใต้สิ่งบังคับ บีบคั้นของการมีทรัพยากรที่จำกัด”

 

           จากนัยของความหมายดังกล่าวจะพึงสังเกตได้ว่า สิ่งสำคัญจากนิยามของ “เศรษฐธรรม” จะมีจุดเน้นอยู่ที่ “การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผูกติดและสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ” และ “การบรรลุสู่จุดร่วมที่ดีที่สุดของมนุษย์กับธรรมชาติ” โดยที่มีเงื่อนไขมาบังคับ บีบคั้นของกระบวนการคือความจำกัดของทรัพยากร ซึ่งกระบวนการของการดำเนินกิจกรรรมทางเศรษฐกิจที่ผูกติดและสอดคล้องกับกฎธรรมชาตินั้น ถือเป็นหัวใจหลักสำคัญในการทำความเข้าใจในเบื้องแรก ซึ่งเปรียบเสมือนเหตุ โดยที่มีการบรรลุสู่จุดร่วมที่ดีที่สุดของมนุษย์กับธรรมชาติเป็นเบื้องปลายซึ่งเปรียบเสมือนผล

             กระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจถูกผูกติดไว้กับกฎธรรมชาติอย่างมิพักสงสัย เกี่ยวเนื่องจาก ทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของปัจจัยในการผลิต มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอันอุดมไปด้วยความหลากหลายแต่มีกลไกหนึ่งซึ่งจะทำให้เกิดความสงบสุขและสมดุลได้ในสังคมก็คือ กฎ ระเบียบ ที่เป็นผลผลิตจากมนุษย์ด้วยกันเอง หากมีการกระทำที่ไปละเมิดระหว่างกันขึ้น ก็จะต้องถูกลงโทษโดยกฎ ระเบียบดังกล่าว จึงถือได้ว่ากฎ ระเบียบนั้น เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ไม่ทำให้สังคมที่แตกต่างกันหลากหลายของมนุษย์วุ่นวายและเกิดวิกฤติรวมถึงความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น เฉกเช่นเดียวกันในธรรมชาติก็จะมีกลไกในการปรับสมดุลหรือจัดระเบียบในตัวของมันเองซึ่งเรียกว่า “กฎธรรมชาติ” แต่ต่างกันตรงที่ เป็นกฎที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่มีใคร สิ่งใดหรืออะไรมาบันดาลและกำกับการแสดง เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัยกันและกันในการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อเกิดการกระทำที่ไปล่วงล้ำ ละเมิดธรรมชาติ กฎธรรมชาติก็จะทำหน้าที่ของมันอย่างเที่ยงตรงและซื่อสัตย์ เป็นไปตามเหตุปัจจัยในการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันตามจริงเพื่อจัดดุลยภาพหรือระเบียบของธรรมชาติใหม่ภายหลังจากการถูกละเมิด ซึ่งก็จะสะท้อนออกมาในลักษณะที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน เช่น ภาวะโลกร้อน น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว เป็นต้น ดังนั้น กระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงมิพึงคำนึงถึงเฉพาะผลได้ที่ สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับมนุษย์ เป็นเป้าหมายหลักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตระหนักถึงผลกระทบจากกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวที่เข้าไปเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ โดยการเรียนรู้ให้เข้าถึงและเข้าใจในธรรมชาติตามจริงเพื่อ “การบรรลุสู่จุดร่วมกันที่ดีที่สุดของมนุษย์กับธรรมชาติ” หรือเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเป็นเป้าหมายในเบื้องปลายท้ายสุด  

       

             “เศรษฐธรรม” ถือได้ว่าเป็นกระบวนการกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผูกติดเชื่อมโยงไว้ภายใต้กฎธรรมชาติ ที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ การที่จะทำให้สังคมเศรษฐกิจพัฒนาบรรลุไปสู่เป้าหมายปลายทางเป็นสังคมแห่งเศรษฐธรรมได้นั้น และสิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจในเบื้องแรกก็คือ “กฎธรรมชาติ” นั่นเอง

 

********************************************************************************************************************

 

   ธรรม คือ สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ, สภาวธรรม, สัจธรรม, ความจริง, เหตุ, ต้นเหตุ, สิ่ง, ปรากฏการณ์, ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจคิด, คุณธรรม, ความดี, ความถูกต้อง, ความประพฤติชอบ, หลักการ, แบบแผน, ธรรมเนียม, หน้าที่, ความชอบ, ความยุติธรรม, พระธรรม, คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น  

ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) . หน้า ๑๔๑.