บ่อเกิดแห่งความคิดของมนุษย์

ศฺรีภควานุวาจ-----

                   กาม  เอษ   โกฺรธ   เอษ                      รโชคุณสมุทฺภวะ

                   มหาศโน  มหาปาปฺมา                       วิทฺเธฺยนมิห   ไวริณมฺ

พระกฤษณะตรัสเฉลย---

                   มันเป็นกาม   มันเป็นโกรธ     อันเกิดจากคุณคือรชะ

                   กินจุ  บาปหนาท่านจงทราบเถิดว่ามันเป็นศัตรูในเรื่องนี้

               

                คำว่า  “กาม”   หมายถึง   ความกระหายหรือความยาก   ที่เกิดจากสิ่งที่กระตุ้นให้คนเรากระทำชั่ว (รชะ)   โดยมันจะแปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น   เมื่อไม่ได้สมอยากในทันที    สิ่งนี้   นี่เองมันถึงเป็นศัตรูของความดี  และความกระหายอยากนั้น   (กาม)    ย่อมที่จะเข้าไปหุ้มห่อจิตใจของคนเราให้เศร้าหมองมืดมัว    จนเป็นเหตุให้เราไม่อาจประจักษ์แจ้งซึ่งสัจจะและปัญญาได้      เพราะกามทั้งหลายไม่ทำให้บุคคลอิ่มในกามได้เลย    เหมือนกระดูกสัตว์ที่ไม่มีเนื้อติดอยู่   เปื้อนเลือดอยู่เพียงเล็กน้อย    ก็ไม่สามารถทำให้สุนัขตัวที่แทะกระดูกนั้นอิ่มได้    สุนัขนั้นก็เหนื่อยเปล่า    กามทั้งหลายแม้มีรสอร่อยน้อย    แต่มีโทษมาก   มีทุกข์มาก    มีความคับแค้นมาก   เมื่อเราเห็นโทษของกามอย่างนี้แล้ว    เราก็ควรทำจิตใจให้วางเฉยและละกามทั้งหลายที่มีอยู่ภายในจิตใจ     ภูมิใจในอาตมันของตนเอง     เราย่อมถึงซึ่งความสันโดษและการตั้งมั่นในปัญญาได้       ดังใน ศรีมัทภควัทคีตา     อัธยายที่   2  โศลกที่  55   ที่พระกฤษณะได้ตรัสกะอรชุนว่า

 

            ปฺรชหาติ  ยถา  กามานฺ            สรฺวานฺ  ปารฺถ   มโนคตานฺ

            อาตฺมนฺเยวาตฺมนา  ตุษฺฏะ         สฺถิตปฺรชฺญสฺตโทจฺยเต   ..  55 ..

            ดูกรปรารถ   เมื่อบุคคลละกามทั้งปวงที่มีอยู่ในใจเสียได้  ย่อมมีความ                

           สันโดษ     ภูมิใจในอาตมันด้วยตนเอง   เรียกกันว่า  สถิตปรัชญา    

            แปลว่า  ผู้ตั้งมั่นในปัญญา

                               

         เมื่อเป็นเช่นนี้    เราก็ควรที่จะละกามทั้งหลายที่มีอยู่ในใจเสีย     เพราะอำนาจของกามย่อมที่จะครอบงำจิตใจของคนเราให้ไม่รู้จักพอและก็ครอบงำการรู้แจ้งซึ่งสัจจะและปัญญาของเรา     สุดท้ายคนเราก็ย่อมที่จะหลงทางไม่อาจเข้าถึงอาตมันได้   ฉะนั้นเราก็จงควบคุมความรู้สึกเอาไว้ให้มั่น ไม่ปรารถนา   ไม่ใคร่   ไม่มีความกำหนัด   เมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบ   และเราก็จงพยายามขจัดบาปอันเป็นสิ่งปิดกั้นการรู้แจ้งออกไปจากจิตใจของเรา    และเมื่อประจักษ์ชัดอย่างนี้ว่า    ความทะยานอยากอันเกิดจากกาม  เป็นศัตรูของการเข้าหาความดีแล้ว   เราก็ควรขจัดบาปนั้นด้วยอำนาจแห่งปัญญาเสีย   เมื่อใจไม่มีความทุกข์ร้อน  ในความทะเยอทะยานอยากได้   ปราศจากกาม   และโกรธ    เวลานั้นเราก็ได้ชื่อว่าเป็นมุนีผู้มีปัญญาตั้งมั่น   เราก็สามารถที่จะข่มอินทรีย์เหล่านั้นได้ทั้งหมด  ต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นในอารมณ์เหล่านั้น   อารมณ์เหล่านั้นย่อมจืดจางลง  คือ  ไม่มีความกำหนัด  ไม่ปรารถนา   ไม่ใคร่ ไม่อยากไปเอง    ถึงแม้กำลังพยายามอยู่และใจของเขาก็ประกอบกับวิเวก    

       โดยที่เขาก็ยังถูกอินทรีย์ครอบงำอยู่     แต่เมื่อได้ประสบปรมัตถ์ธรรมเข้าแล้ว    โดยพิจารณาอย่างสม่ำเสมอด้วยปัญญา    ด้วยความแยบคา  ก็จะเห็นว่าร่างกายนี้     ไม่สวยงามเลย   ไม่สะอาดหมดจด    แต่เป็นร่างกายที่สกปรก     มีความไม่สวยไม่งามซ่อนเร้นอยู่    ในขณะที่ยังมีชิวตอยู่ก็ยังเป็นอย่างนี้      ในขณะที่ตายไป   ยิ่งสกปรก    ยิ่งน่าเกลียด  น่ากลัวขึ้นไปใหญ่   ก็ย่อมที่จะดับสนิท    ไม่มีอารมณ์ใด  ๆ  อีกต่อไป   เช่น   ความความอยาก     ความใคร่      ถ้าเราไม่ข่มอินทรีย์เหล่านั้น     จิตใจของเราก็ย่อมที่จะจดจ่อต่ออารมณ์    

    เมื่อเราจดจ่อต่ออารมณ์มาก  ๆ    ก็ย่อมเกิดความรักขึ้นในอารมณ์เหล่านั้น   จากสิ่งนี้เอง  จึงเกิดกามขึ้น   จากกามจึงเกิดโกรธขึ้น และจากโกรธจึงเกิดสิ่งอื่น  ๆ  ตามมาผลสุดท้าย   จึงได้รับแต่ความพินาศ  ดังในศรีมัทภควัทคีตา    อัธยายที่   2    โศลกที่   62    และโศลกที่   63   ว่า

 

               ธฺยายโต  วิษยานฺปํสะ              สงฺคสฺเตษูปชายเต

               สงฺคาตฺสํชายเต   กามะ            กามาตฺโกฺรธ’ภิชายเต     ..  62 ..

               ผู้ที่มีใจจดจ่อต่ออารมณ์     ย่อมเกิดความรักขึ้นในอารมณ์เหล่านั้น

               จากความรักจึงเกิดกาม   และจากกามจึงเกิดโกรธขึ้น

และ

               โกฺรธาทฺภวติ  สํโมหะ             สํโมหาตฺสฺมฺฤวิภฺรมะ

              สฺมฺฤติภฺรํศาทฺพุทฺธินาโศ          พุทฺธินาศาตฺปฺรณศฺยติ      ..  63 ..         

               จากโกรธ   เกิดโมหะ   จากโมหะ   เกิดลืมสติ   จากการลืมสติ  

             เกิดการเสื่อมเสียพุทธิ    จากการเสื่อมพุทธิจึงได้รับแต่ความพินาศ

 

            ฉะนั้นเราก็คงประจักษ์ชัดแล้วว่า     กามนั้นมีแต่โทษมากกว่าคุณ   และความปรารถนา   ความใคร่   ความกำหนัดอันเกิดจากกามยังทำให้บุคคลนั้นต้องร้อนใจและทำให้ผู้ที่มีมัน  (กาม)  ต้องประสบแต่สิ่งที่ไม่ดี  ตั้งแต่การโกรธ     การหลง    การลืมสติ    การเสื่อมเสียพุทธิ    ตลอดจนถึงความพินาศไปนั้นเอง     และไม่สามารถทำให้ผู้ที่มีมัน  (กาม)   มีความสุข หรือความสงบไปได้   แต่พอเราละกามได้เราย่อมได้รับการประจักษ์แจ้งซึ่งสัจจะและปัญญาในที่สุด

 

 สรุปว่า                 

                กามนั้นเป็นบ่อเกิดของสิ่งทั้งหลายต่าง ๆ   และสิ่งที่เกิดจากกามนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดี  มีโทษซ่อนอยู่  มีความทุกข์ซ่อนอยู่ เปรียบกับระเบิดเวลาที่จะระเบิดขึ้นมาเวลาไหนเราก็ไม่รู้     เราจึงต้องควบคุมความรู้สึกไม่ให้หวั่นไหว   เมื่อกระแสอารมณ์ถั่งโถมเข้ามาหาเรา   และเราก็ต้องไม่มีมมังการ   อหังการ   ไม่ว่าในเวลาใด  ๆ  ก็ตาม    ถ้าเราทำได้เช่นนี้   จิตก็หลุดพ้นจากความเป็นทาสของกาม   เราก็จะบรรลุถึงความสงบสุขแห่งใจ    ดำรงอยู่ในธรรมชาติที่มีอยู่ในพรหมนี้ แล้วย่อมได้รับนิรวาณอันเป็นพรหม  แม้ในเวลาที่ใกล้จะตาย  โดยผลจากการละกามทั้งหลายสิ่งนั้นก็คือ  ศานติ