* ศ. นพ. ประเวศ เห็นว่า มหาวิทยาลัยมหิดลต้องไปร่วมมือกับฐานราก คือประชาชนส่วนที่เป็นประชาสังคม และชุมชน พื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทยผ่านเครือข่ายประชาสังคม เครือข่ายชุมชน เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเวลานี้มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นในหลากหลายพื้นที่ มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปทำงาน และเรียนรู้ร่วมกันกับกลไกพัฒนาที่ฐานรากอย่างเป็นภาคีเครือข่ายกัน * ศ. ดร. อมร เห็นว่า มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปทำงานวิชาการเพื่อเปลี่ยนกติกาของบ้านเมือง คือทำงานที่ส่วนบนสุดของบ้านเมือง หรือที่ศูนย์กลาง เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ไม่เปิดช่องให้เงินเข้ามาครอบงำการเมืองไทย เป็นเผด็จการของผู้มีอำนาจเงินอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อวันที่ ๒๗ ก.ค. ๕๕ ระหว่างการทำหน้าที่ “คุณอำนวย” แก่การประชุม จัดทำแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.๒๕๕๖ - ๒๕๕๙ ที่ชะอำ ผมได้ความคิดว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอย่างมหิดล ต้องไม่ใช่วางยุทธศาสตร์ภายใต้ความเชื่อว่าบ้านเมืองจะอยู่ในสภาพคล้ายๆ ปัจจุบัน (ซึ่งเป็น best case scenario) เท่านั้น ต้องวางยุทธศาสตร์ภายใต้ความเชื่อว่าในไม่ช้าประเทศไทยจะเข้าสู่ยุค failed state เพราะการเมืองใช้นโยบายประชานิยมสุดขั้วและคอรัปชั่นจากการใช้เงินตามนโยบายนั้น คู่ขนานกันไปด้วย เป็นยุทธศาสตร์สองฉากอนาคต
เพราะว่าเราเห็นกันอยู่จะจะ ว่าการเมืองที่ผ่านมาในหลายประเทศในยุโรป ที่ใช้นโยบายประชานิยมสุดขั้ว นักการเมืองที่ได้อำนาจรัฐใช้จ่ายเงินภาครัฐเพื่อเอาใจประชาชนแบบสุดขั้ว ในที่สุดก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้คนตกงานเดือดร้อนทั่วไป ดังเห็นในประเทศกรีซ แม้ในสหรัฐอเมริกา ก็ใช้เงินภาครัฐมากเกินกำลังเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน และกำลังเผชิญความยากลำบากในอีกรูปแบบหนึ่ง
ร่างแผนยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายบริหารร่วมกันยกร่างมานั้น ค่อนไปทางมองสถานการณ์อนาคตว่าอยู่ในสภาพคล้ายปัจจุบัน แผนยุทธศาสตร์จึงมีเป้าหมายปรับปรุงให้ดีกว่าสภาพที่เป็นอยู่ มีสมมติฐานว่าทรัพยากรที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐจะคล้ายๆ เดิม แต่หากอนาคตเป็นไปตามฉากด้านร้าย มหาวิทยาลัยไทย (ที่เป็นของรัฐ) จะไม่ได้ทรัพยากรสนับสนุนอย่างเดิม และในขณะเดียวกัน ก็มีภาระกู้ชาติจากหายนะทางเศรษฐกิจและการเมือง
ผมตีความจากที่เห็นในการประชุมว่า ผู้เข้าร่วมประชุมยังงงๆ กันอยู่ ว่าหากสถานการณ์บ้านเมืองค่อยๆ สุกงอมจนเกิดหายนะจริงๆ เราจะทำอย่างไร หรือให้ดีกว่านั้น มหาวิทยาลัยมหิดลจะมีบทบาทป้องกันหายนะไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้ใหญ่ในที่ประชุมมีความเห็นด้าน action แตกต่างสุดขั้วออกเป็น ๒ แนวทาง คือแนวทางของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี กับแนวทางของ ศ. ดร. อมร จันทรสมบูรณ์
ศ. นพ. ประเวศ เห็นว่า มหาวิทยาลัยมหิดลต้องไปร่วมมือกับฐานราก คือประชาชนส่วนที่เป็นประชาสังคม และชุมชน พื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทยผ่านเครือข่ายประชาสังคม เครือข่ายชุมชน เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเวลานี้มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นในหลากหลายพื้นที่ มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปทำงาน และเรียนรู้ร่วมกันกับกลไกพัฒนาที่ฐานรากอย่างเป็นภาคีเครือข่ายกัน
ศ. ดร. อมร เห็นว่า มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปทำงานวิชาการเพื่อเปลี่ยนกติกาของบ้านเมือง คือทำงานที่ส่วนบนสุดของบ้านเมือง หรือที่ศูนย์กลาง เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ไม่เปิดช่องให้เงินเข้ามาครอบงำการเมืองไทย เป็นเผด็จการของผู้มีอำนาจเงินอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ผมตีความว่า มหาวิทยาลัยมหิดลต้องมียุทธศาสตร์ 2x2 คือต้องไม่เลือกฉากอนาคตแบบใดแบบหนึ่ง แต่ต้องมียุธศาสตร์ที่คลุมทั้ง ๒ ฉากอนาคต และในขณะเดียวกันก็วางยุทธศาสตร์ดำเนินการทั้ง ๒ แนว คือแนวประเวศ กับแนวอมร
ผมคิดอย่างนี้ เป็นวิธีคิดที่ทำได้จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ ถ้ากำหนดยุทธศาสตร์แบบนี้ จะทำให้เป็นยุทธศาสตร์แบบไม่มียุทธศาสตร์หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ
เอามาบันทึกไว้ เพื่อเตือนสติสังคม ว่าอย่าฝันหวานว่าอนาคตของบ้านเมืองเราจะราบรื่นเราต้องขวนขวายเตรียมเผชิญหายนะอย่างมีสติ
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ก.ค. ๕๕
ชะอำ
ศ. นพ. ประเวศ ... เห็นว่า มหาวิทยาลัยมหิดลต้องไปร่วมมือกับฐานราก คือ
- ประชาชนส่วนที่เป็นประชาสังคม
- ชุมชน
- พื้นที่
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ร่วมกันสร้าง...ความเข้มแข็ง...ของสังคมไทย ...ผ่านเครือข่ายประชาสังคม เครือข่ายชุมชน เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ต้อนนี้รพ. บ้านลาด ได้ร่วงมกับ อบต. ท่าช้าง
"ทำตำบลนมแม่...ตำบลต้นแบบ" อยู่ค่ะ ... ใน Concept...
"ชุมชนเข็มแข็ง...หนุนเสริมแรงจากท้องถิ่น"
อ่านวิธ๊คิด แนวคิดการทำงานของอาจารย์แล้ว อดภูมิใจในตนเองไม่ได้ว่า โชคดีที่มีโอกาสได้เป็นศิษย์เก่ามหิดล อิจฉาเพื่อนๆ น้องๆที่มีโอกาสเป็นอาจารย์ที่ม.มหิดล เพราะมีทุนทางสังคมที่ดี เพราะสังคมมัวัฒนธรรมองค์กรที่ทันต่อการเปลี่ยนแปล อย่างไรก็ตาม แม้นจะมีโอกาสทำงานด้านบริหารในระยะเวลาสั้น แต่ภูมิใจว่าได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว สมกับเป็นศิษย์มหิดล