ช่วงนี้เข้าพรรษา การเข้าวัดทุกวันพระยังเป็นไปตามปกติ (ข้าพเจ้าถือปฏิบัติไปวัดทุกวันพระ ตอนเย็น เพื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็น ยกเว้นแต่ติดธุระไม่อยู่ในพื้นที่) แต่ที่วัดก็มีกิจกรรมเพิ่มอีกอย่างคือมีพระอาจารย์ขึ้นเทศน์ (ปกตินอกพรรษา ไม่มีพระเทศน์) ไปมาหลายปี แต่ไม่เคยได้ศึกษาเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของพระสงฆ์เลยก็ว่าได้ อันไหนที่ทำได้ ทำไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่เคยรู้ รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิงต้องไม่อยู่กับพระสองต่อสอง จะถ่ายภาพก็ต้องมีผู้ชายอยู่ด้วย ไม่นั่งใกล้พระ กราบพระสงฆ์กราบสามครั้งถือว่าเป็นตัวแทนพระพุทธศาสนา เวลาจะพูดคุยสนทนากับพระจะต้องนั่งลง พนมมือไหว้ ตอนเย็นถวายน้ำปานะ และปรมัตได้ (รู้ตอนเข้าวัดเห็นคุณยายพาทำ ใช้ให้เอาไปประเคนให้พระ) เรื่องน้ำปานะคุณยายเค้าเคยบอกว่าใช้ผลไม้อะไรได้บ้าง ทำอย่างไรบ้างก็แค่พอรู้ ส่วนปรมัตก็รู้แค่ว่าไม่ให้มีสัตว์เป็นส่วนผสม วันก่อนน้องเอส เค้าบอกว่าที่บ้านมีบักแซว (มะกอกน้ำ) เยอะ ข้าพเข้าก็บอกว่าเอามาสิจะเอาไปให้คุณยายที่วัดทำปรมัต น้องก็รีบเอาให้ พอเอาไปให้คุณยายที่วัด บอกว่าไม่ได้ บักแซวใช้ทำปรมัตไม่ได้เค้าถือกัน ข้าพเจ้าก็เลยต้องถือกลับ สงสัยมากๆๆว่าทำไมไม่ได้ ก็เคยได้กินอยู่น่ะที่วัด แล้วทำไม สมอ มะขามป้อม ถึงทำได้
น้ำปานะ ค้นในเน็ต
เรื่องของน้ำปานะ
|
1. น้ำมะม่วง
|
2. น้ำลูกหว้า
|
|
3. น้ำกล้วยมีเมล็ด
|
4. น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด
|
|
5. น้ำมะทราง
|
6. น้ำลูกจันทน์หรือน้ำองุ่น
|
|
7. น้ำเง่าบัว
|
8. น้ำมะปรางหรือน้ำลิ้นจี่
|
ถ้านับเรียงชนิดก็เป็น 10 ชนิด แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้แยะ เพราะทรงอนุญาตเพิ่มเติมไว้อีก ดังนี้ ทรงอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก ทรงอนุญาตน้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะทราง ทรงอนุญาตน้ำอ้อยสด
ถ้าจะพิจารณากันตามพระพุธานุญาตในตอนท้ายนี้แล้ว ก็น่าจะตีความได้กว้างขวางมาก กล่าวคือ ถ้าเว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือกและน้ำดอกมะทรางแล้ว อย่างอื่น ๆ ก็น่าจะฉันได้หมด
|
1. น้ำผลสะคร้อ
|
2. น้ำผลเล็บเหยี่ยว
|
|
3. น้ำผลพุทรา
|
4. น้ำมัน (งา)
|
|
5. น้ำเปรียง
|
6. น้ำข้าวยาคู (รสเปรี้ยว)
|
|
7. น้ำนม
|
8. น้ำปานะที่ทำด้วยรส (ผักหรือผักดอง)
|
ความรู้ ที่(P'Ple)ได้รู้... คือ...น้ำปานะ ...คือของที่พระ...ฉันได้หลังเที่ยงไปแล้ว
ขอบคุณความรู้ดีดีนี้ค่ะ