ประวัติศาสตร์การจัดระบบบริการสุขภาพประเทศอังกฤษ
ระบบบริการสุขภาพของประเทศผู้ดีอังกฤษ
ระบบบริการสุขภาพของประเทศอังกฤษ หรือNHS(National Health Service) เกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 5 กรกฏาคม ปี 1948 เพื่อทำให้ระบบบริการของโรงพยาบาลดีขึ้น เป็นระบบสวัสดิการที่พลเมืองทุกคนได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมกันหมดและไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ภายใต้การดูแลของ Department of Health และกฎหมาย National Health Service Act 2006
โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลจะได้รับงบประมาณเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือเล็ก จากภาษีของประชาชน
ระบบบริการจะประกอบไปด้วย Community Healthcare , Primary Healthcare และ Tertiary care Community Healthcare คือ การที่แพทย์และพยาบาลออกไปรักษาผู้ป่วยตามที่พักอาศัยของผู้ป่วยโดยตรง Primary Healthcare คือ ศูนย์บริการสาธารณสุขตามเขตพื้นที่ชุมชนต่างๆ มีหมอทั่วไป พยาบาล ประจำการอยู่ Tertiary Care คือ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเตียงหลายพันเตียง สามารถรองรับผู้ป่วยได้หลายคน มีหมอทั่วไป หมอเฉพาะทาง พยาบาล และยังมีหมอฟันอยู่อีกต่างหาก
พลเมืองที่ประเทศอังกฤษแม้กระทั่งนักเรียนต่างประเทศที่เรียนหลักสูตรมากกว่า 6 เดือน ต้องมีการขึ้นทะเบียนเพื่อขอสิทธิ์ในการรักษา สามารถทำได้ที่ศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้านของตน เมื่อลงทะเบียนเสร็จจะได้บัตรประจำตัว ในบัตรประจำตัวจะมีเขียนไว้ว่า หมอประจำตัวของเราคือใคร ในกรณีที่เจ็บป่วยผู้ป่วยจะต้องผ่านหมอประจำตัวหรือหมอประจำบ้านเป็นคนแรก และหมอประจำบ้านจะเป็นผู้พิจารณาว่าต้องส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางหรือไม่ ซึ่งการโทรนัดหมอประจำบ้านจะต้องทำก่อนเวลา 9 โมงเช้า ถ้าโทรนัดหลังจากนั้นผู้ป่วยจะได้รับการตรวจในวันถัดไป เมื่อตรวจเสร็จแพทย์ให้เขียนใบสั่งยาให้ผู้ป่วยไปซื้อยาที่ร้านขายยาเองโดยมีเภสัชกรเป็นผู้จ่ายยา ถ้าเป็นคนที่ไม่มีรายได้ เช่น นักเรียน คนว่างงาน คนชรา เป็นต้น จะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อยาอีกด้วย ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินก็สามารถโทร 999 ให้รถพยาบาลมารับไปที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลได้ทันที ในกรณีที่มีการนอนที่โรงพยาบาล ทุกคนจะได้รับบริการที่เท่าเทียมกัน ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แม้มีการผ่าตัดก็ตาม จะไม่มีห้องพิเศษมีแต่ห้องรวมเท่านั้น เมื่อแพทย์เห็นว่าอาการดีขึ้น แพทย์ก็ส่งตัวกลับบ้าน ถ้าเป็นโรคเรื้อรังก็จะมีแพทย์ชุมชนคอยติดตามดูอยู่ตลอด
![]()
ประวัติความเป็นมาระบบบริการสุขภาพของประเทศอังกฤษ
ในยุคก่อนอุตสหกรรม ระบบบริการสุขภาพดำเนินงานโดยโบสถ์ของศาสนาคริสต์ โดยการจัดตั้งสถานที่ที่เรียกว่า Place of resort ซึ่งเป็นความหมายดั้งเดิมของโรงพยาบาล


ภาพ โรงพยาบาลเพื่อการกุศล(voluntary hospitals)
ระบบบริการสุขภาพสมัยใหม่ (Modern Health Care) เริ่มต้นในศตวรรษที่ 18 แต่ก็ยังไม่มีแพทย์ที่ให้บริการภายในโรงพยาบาล เพราะแพทย์ยังสนใจในเรื่องเงินค่าตอบแทนเป็นส่วนใหญ่ จึงรักษาเฉพาะคนมีฐานะ ต่อมาก็มีการตั้งโรงพยาบาลเพื่อการกุศล(voluntary hospitals) ซึ่งมีทุนมาจากคนรวยใจบุญในสมัยนั้น ทำให้มีการรักษาโดยไม่คิดค่าตอบแทน ทำให้แพทย์ทำงานโดยมองคนไข้เป็นเพียงภววิสัย คือมองคนไข้เป็นเพียงผู้ถูกรักษา ไม่กังวล หรือมีเหตุผลทางจิตใจมาเกี่ยวข้อง กล้ารักษาอย่างตรงไปตรงมา มีเวชปฏิบัติมากขึ้น และถือเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนแพทย์อีกด้วย

ภาพ Nursing Home
ในต้นศตวรรษที่ 19 การแพทย์เริ่มเปลี่ยนแปลงจากระบบเอกชน เป็นระบบรัฐ
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 การแพทย์มีการพัฒนาให้เจริญมากขึ้น เริ่มแยกจากระบบศาสนาหรือโบสถ์ และเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
ในปี ค.ศ. 1946 สามารถผลักดันกฎหมาย National Health Service (NHS)ได้สำเร็จ และสามารถจัดการเรื่องผลประโยชน์ได้อย่างเป็นที่พึงพอใจในทุกฝ่าย

องค์ประกอบของ NHS
NHS ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มที่อยู่ในการบริการระดับปฐมภูมิ (Primary Care) คือ GPs หรือแพทย์ประจำบ้าน ทันตแพทย์ เภสัชกร ซึ่งทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น
2.แพทย์ในโรงพยาบาล
3.เทศบาลท้องถิ่น ซึ่งในขณะนั้นดูแลการบริการสุขภาพในชมชนเชน Health Visitors, Antenatal Care, การฉีดวัคซิน และอื่นๆทั้ง 3 ส่วนเป็นอิสระต่อกันและขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
Structure of NHS 1948-74
หลักการของ NHS คือ การจัดระบบสุขภาพที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ NHSปรับปรุงตามระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ทำงานได้อย่างประสิทธิภาพ นับว่าเป็นเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดแห่งนึงของโลก
ในทศวรรษที่ 1950 NHS ได้ตอบสนองความต้องการใช้บริการโดยใช้กลไกสองอย่างคือ
- ให้แพทย์ตัดสืนว่าใครสมควรจะได้รับการรักษาหรือไม่
- ระบบคอย (Waiting List) วิธีนี้มีมาตั้งแต่เริ่มต้น NHS แต่ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในทศวรรษที่ 1980s

การปฏิรูปโครงสร้างในปี 1974
ในปี 1974 รัฐบาลได้ออกกฎหมายปฏิรูป NHS โดยมีการจัดตั้ง และดำเนินงานต่างๆดังนี้
- Regional Health Authority (RHA) 14 หน่วย มีหน้าที่วางแผนการเงิน
- Area Health Authority 90 หน่วย ภายใต้การควบคุมของ RHA
- Family Practitioner Committees (FPC) อยู่ภายใต้การกำกับของ Area Health Authority มีหน้าที่บริหารจัดการ GPs, ทันตแพทย์, เภสัชกร และนักตัดแว่น
- มีการโอน Local Community Health Care Services จากเทศบาลท้องถิ่น มาสู่ NHS
- ภายใต้ Area Health Authority มี District Management Team (DMT) และมี Community Health Councils ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นเวทีให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น แต่บทบาทขององค์กรนี้ไม่ค่อยเด่นนัก
หัวใจสำคัญในการปฏิรูปครั้งนี้คือ “การวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ (Strategic Planning)” สามารถเขียนโครงสร้างคร่าวๆได้ดังนี้

การปฏิรูปโครงสร้าง NHS ปี 1982
ปี 1979 รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมของนางแทตเชอร์ประกาศนโยบาย White Paper : Patient first เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของ NHS โดยมีการดำเนินงานต่างๆได้แก่ การยกเลิก Area Health Authority แล้วตั้ง District Health Authority กระจายทั่วประเทศแทนเพื่อลดความล่าช้าในการทำงานของระบบราชการ จุดเด่นของการปฏิรูปครั้งนี้จึงเป็น “การกระจายอำนาจ” สามารถเขียนโครงสร้างคร่าวๆได้ดังนี้

ในปี 1983 รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมได้นำเอานักธุรกิจมาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Sir Roy Griffiths ผู้บริหารของซุเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของอังกฤษ รัฐบาลได้มอบหมายให้เขาตรวจสอบการทำงานนของ NHS เพราะในช่วงนั้นมักมีข่าวร้องเรียนว่า NHS ได้รับงบประมาณไม่เพียงพอ และให้บริการไม่ดี ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าเป็นเพราะการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยรายงานของเขาได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มีการนำนักบริหารเข้ามาในระบบ
จนกระทั่งปี 1988 นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้จัดทำนโยบาย White Paper 1989 : Working For Patients ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูประบบบริการสุขภาพอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและออกกฎหมาย National Health Community Act 1990
ปี 1997 พรรคแรงงานเข้ามาบริหารแผ่นดิน ได้ดำเนินนโยบาย ยกเลิก GP Fundholding และเน้นการให้ความร่วมมือกันแทนที่จะแข่งขันด้านการตลาด
นโยบายและการควบคุม
คุณภาพของสุขภาพเป็นสิ่งที่สหราชอาณาจักรบริการสุขภาพแห่งชาติเน้น ซึ่งการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยของการบริการสุขภาพและสังคมก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายขององค์กรนี้ ผู้ให้บริการสาธารณะเป็นผู้กำหนดโครงสร้างการควบคุมและประเมินคุณภาพการให้บริการด้านสุขภาพอย่างมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เกี่ยวของกับการประเมินผู้ให้บริการสาธารณะ การตรวจสอบของแต่ละประเด็นซึ่งถูกร่างขึ้นเป็นจุดสนใจของโครงสร้างการควบคุม และ การพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อที่จะแนะนำวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ทั้งสามอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ได้ถูกรวมไปเป็น Care Quality Commission ในปี ค.ศ.2008 คุณภาพของการให้บริการสุขภาพไมได้ถูกควบคุมโดยโครงสร้างการควบคุมข้างต้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกควบคุมโดยองค์กรสุขภาพอีกด้วย
ปี ค.ศ.1998 องค์กรสุขภาพได้มีการพัฒนาเครือข่ายการบริการสากล เพื่อที่จะพัฒนาขอบข่ายของการบริการ เช่น การอุดตันของเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ, โรคมะเร็ง, สุขภาพจิต โรคเบาหวาน และอื่นๆ ขอบข่ายมาตรฐานสากลและการเปลี่ยนแปลงที่มีการบ่งชี้ซึ่งต้องการสร้างขึ้นเพื่อนสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ดูแลสุขภาพ เช่น การอุดตันของเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ, โรคมะเร็ง, สุขภาพจิต โรคเบาหวาน
สหราชอาณาจักรได้รับคุณภาพและผลของขอบข่ายการบริการ ซึ่งวัดคุณภาพของการดูแลรักษาที่จัดทำโดยผู้ปฏิบัติทั่วไป
สิ่งเหล่านี้ถูกเผยแพร่ใน ค.ศ.2004 และอยู่ในกิจการในธุรกิจในปี ค.ศ.2005 ขอบข่ายงานนี้ได้ให้แรงกระตุ้นเพื่อนพัฒนาคุณภาพ ถ้าการบริการพิเศษถูกจัดหาให้ และรู้ว่าการจัดการเกี่ยวกับโรคเรื้อรังทั่วไปเช่น หอบหืด และโรคเบาหวานดีอย่างไร ผู้ปฏิบัติจะถูกให้รางวัลอย่างไรจะขึ้นอยู่กับกระบวนการนั้นๆถูกจัดการได้ดีอย่างไร ผู้ป่วยเห็นถึงประสบการณ์การผ่าตัดอย่างไร

แนวโน้มการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศอังกฤษในอนาคต
จะมีการเพิ่มขีดความสามารถและข้อมูลข่าวสารเพื่อคนไข้ โดยมีโรงพยาบาล แพทย์ และพยาบาลมากขึ้น ทั้งนี้การเพิ่มกำลังคนด้านแพทย์ในอนาคตอาจทำได้โดยการเปิดรับแพทย์จากนอกประเทศให้มากขึ้น เพิ่มและขยายโรงเรียนแพทย์ หรือรับนักศึกษาแพทย์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการรอนัดหมายสั้นลงมีการพัฒนาการดูแลจากสาธารณสุขเพื่อผู้ป่วยสูงอายุ
ข้อเสียของระบบบริการสุขภาพอังกฤษ
มีปัญหาในระยะยาวอยู่หลายประการ เช่น รัฐบาลจะมีเงินเกื้อหนุนไปได้อีกนานแค่ไหน กำไรของสถานพยาบาลจะมากเพียงพอที่จะมาปรับปรุงสถานที่ต่างๆให้ดีขึ้นได้หรือไม่ บุคลากรทางการแพทย์จะมีเพียงพอหรือไม่ เป็นต้น
เป็นระบบบริการที่เบ็ดเสร็จจนเกินไปไม่สามารถยืดหยุ่นได้มีกรอบมีระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้แน่นอนเช่นหากผู้ป่วยจะไปพบแพทย์ต้องไปพบ แพทย์ประจำบ้านก่อนแล้วค่อยไปพบแพทย์เชี่ยวชาญหรือแพทย์ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆได้ตามลำดับซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ล่าช้าหรือหากแพทย์ประจำบ้านวินิจฉัยโรคผิดก็จะทำให้ผู้ป่วยขาดโอกาสในการรักษาในแนวทางที่ถูกต้อง
ประเทศผู้ดี VS ประเทศอื่นๆ
ข้อแตกต่างระหว่างระบบบริการสุขภาพของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
|
อังกฤษ |
สหรัฐอเมริกา |
|
|
ข้อแตกต่างระหว่างประกันสุขภาพในประเทศอังกฤษ และไทย
ในข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือ ระบบ “GP” ในสหราชอาณาจักร เมื่อเปรียบเทียบกับ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในประเทศไทยในสหราชอาณาจักร ถ้าคุณป่วยในกรณีที่ไม่ฉุกเฉิน จะถูกแนะนำให้ไปหา GP ของคุณหรือแพทย์รักษาโรคทั่วไป แพทย์นี้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลคุณในช่วงเวลาที่คุณอยู่ในสหราชอาณาจักร (ยกเว้นคุณตัดสินใจที่จะเปลี่ยน) ดังนั้นควรตระหนักถึงปัญหาทางสุขภาพของคุณที่เคยเป็นในอดีต ถ้าหากการรักษาของคุณต้องการผู้เชี่ยวชาญ GP ของคุณจะติดต่อผู้เชี่ยวชาญให้และกำหนดการนัดหมายให้คุณ สำนักงานแพทย์ทั่วไปโดยส่วนใหญ่จะตั้งอยู่นอกโรงพยาบาล แตกต่างกับในประเทศไทยที่คุณจะไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลก่อนเป็นลำดับแรก
ในสหราชอาณาจักร ระยะเวลาการรอในโรงพยาบาลจะนานกว่าในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ คนส่วนใหญ่จึงไปหา GP ของพวกเขาก่อนเป็นลำดับแรกถ้าเป็นปัญหาที่ไม่เร่งด่วนมากนัก
ในกรณีฉุกเฉิน แนะนำให้ไปโรงพยาบาลเลย เช่นเดียวกับในประเทศไทยยาที่ต้องการใบสั่งยาจากแพทย์ในสหราชอาณาจักรมีมากกว่าในประเทศไทย ยารักษาโรคที่คุณได้รับจากร้านขายยา เช่น ในประเทศไทย อาจต้องการใบสั่งยาจากแพทย์เมื่อไปซื้อในสหราชอาณาจักร ถ้าคุณต้องใช้ยารักษาเป็นประจำ ให้ขอใบสั่งยาเป็นภาษาอังกฤษจากแพทย์ในประเทศไทย ก่อนไปสหราชอาณาจักร ใบสั่งยาในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่ราคา 7.40 ปอนด์

ระบบการดูแลทางด้านสุขภาพในส่วนภูมิภาคต่างๆในสหราชอาณาจักร
ประเทศไอร์แลนด์เหนือ
สำหรับการดูแลทางด้านสุขภาพส่วนใหญ่นั้นจะได้รับจากการดูแลทางด้านสังคมและด้านสุขภาพ แม้ว่าการบริการนี้จะไม่เรียกองค์กรของตัวเองว่า"การบริการทางด้านสุขภาพ"แต่ในบางครั้งก็ยังหมายถึง การบริการทางด้านสุขภาพอยู่ดี
ประเทศสก็อตแลนด์
การดูแลทางด้านสุขภาพส่วนใหญ่นั้นจะได้รับจากการบริการทางด้านสุขภาพของประเทศสก็อตแลนด์ซึ่งการบริการทางด้านสุขภาพของสกอตแลนด์ในปัจจุบันนั้นได้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ.1948 ในเวลาเดียวกันกับการบริการทางด้านสุขภาพของประเทศไอร์แลนด์เหนือ อังกฤษและเวลส์ซึ่งได้รวมกลุ่มเข้าด้วยกันและขยายบริการที่ให้โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป เช่นเดียวกันกับสถาบันส่วนตัวและสถาบันการกุศลทั้งหลาย แต่ตอนนี้การบริการทางด้านสุขภาพของสก็อตแลนด์ได้แยกตัวออกจากบริการสุขภาพสาธารณะอื่นๆในสหราชอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าคนไข้จะไม่เข้าใจถึงเรื่องการรักษาข้ามประเทศหรือการดูแลฉุกเฉินซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกันอยู่นั้นเพราะระดับของความร่วมมือกันและการประสานงานร่วมกัน ซึ่งในกรณีที่ชัดเจนในกรณีที่คนไข้จะต้องถูกส่งตัวกลับไปยังโรงพยาบาลในประเทศของตนเองเพื่อรับการรักษาที่สำคัญ แต่คนไข้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยวิธีที่ไม่ใช่รถพยาบาลเพราะมีอาการหนักเกินไปจะต้องใช้บริการรถพยาบาลของสก็อตแลนด์ในการเคลื่ิอนย้าย
ประเทศเวลส์
การดูแลทางด้านสุขภาพในประเทศเวลส์จะมีการบริการทางด้านสุขภาพของประเทศเวลส์คอยให้บริการซึ่งโครงสร้างจะเป็นแบบเดียวกันกับประเทศอังกฤษแต่อำนาจและคาวมรับผิดชอบของการบริการสุขภาพของประเทศเวลส์นั้นถูกส่งไปยังกลุ่มคนในรัฐบาลเวลส์ภายใต้การกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาคในปีค.ศ.1999

คณะผู้จัดทำ
553070023-7 นายณฐกิจ ศรชัย
553070054-6 นายพชรพล ตัณไชยศรีนคร
553070003-3 นางสาวกมลวรรณ มุลาลินน์
553070026-1 นางสาวดลยา ศรีขจรเกียรติ
553070061-9 นางสาวภัทราภรณ์ นีละกาญจน์
553070080-5 นายอนวัช รัชธร
553070215-8 นายโสภณัฐ อรรคไกรสีห์
553070147-9 นายธัญวิชญ์ เรืองรัตน์
553070121-7 นางสาวฐิติรัตน์ จิรฐิติวงศ์
553070164-9 นายปุณยวัจน์ บุญเรือง
553070182-7 นายพุทธพร สุรฉัตร
553070185-1 นางสาวภัทริกาญจน์ มานะยิ่ง
553070180-1 นายพีรกานต์ สุขสิงห์
553070150-0 นายธีธัช เมืองโคตร
553070162-3 นายปิยังกูร จำบุญ
553070195-8 นายวรมินทร์ อรัญเวศ
553070247-5 นายกำชัย จันทินมาธร
553070260-3 นายภูมิสิริ เกิดมาลี
553070234-4 นางสาววรรษมล อินทร์ยู่
บรรณานุกรม
ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์. การปฏิรูประบบสุขภาพ : กรณีศึกษาประเทศอังกฤษ(ฉบับรวม). [ออนไลน์]
เข้าถึงได้จาก : http://ce.columbia.edu/files/ce/pdf/actu/actu-uk.pdf (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555)
ศันสนีย์ เมฆรุ่งเรืองวงศ์. ระบบบริการสุขภาพประเทศสหราชอาณาจักร (อังกฤษ). [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : http://www.health.nu.ac.th/journal/68.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555).
Chang Josh, Peysakhovich Felix, Wang Weimin & Zhu Jin. The UK Health Care System. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : http://ce.columbia.edu/files/ce/pdf/actu/actu-uk.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555).
Harrell Eben. Is Britain's Health-Care System Really That Bad?. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก:http://www.time.com/time/health/article/0,8599,1916570,00.html. (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555).
London medicalcentre. History of Healthcare in the UK. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.londonmedicalcentre.co.uk/history-of-healthcare-in-the-UK.html. (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555).
Stewart John. History of British Healthcare. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :http:// www.intute.ac.uk/themes/historical/healthcare.html. (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555).
Wikipedia. Healthcare in the United Kingdom. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :http://en.wikipedia.org/wiki/Healthcare_in_the_United_Kingdom. (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555).
Wikipedia. National Health Service (England). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :http://ce.columbia.edu/files/ce/pdf/actu/actu-uk.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555).
Wikipedia. National Insurance Act 1911. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://en.wikipedia.org/wiki/National_Insurance_Act_1911. (วันที่ค้นข้อมูล : 8 สิงหาคม 2555).
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้น และการเยี่ยมเยียนจ้าา :))
ระบบของประเทศเค้าเจ๋งจริงๆ > <b
น่าสนใจมากเลย เห็นความแตกต่างของแต่ละประเทศ จะได้นำเอาส่วนดีเขามาปรับใช้บ้าง ^^
น่าสนใจมากครับ ^^
มีสิ่งที่ยังไม่รู้เยอะแยะเลยครับ
ชอบตรงทุกคนได้รับการรักษาที่เท่าเทียมกันนี่แหละ เพราะประเทศเราความเหลื่อมล้ำมันเยอะมากจริงๆ จากปัจจัยหลายๆด้าน ควรนำมาปรับปรุงใช้มั่งเนอะ :)
trust me , i'm a doctor
เนื้อหามีประโยชน์มากมาย>< ทำให้เห็นข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบดีอะ^~
ระบบบริการสุขภาพประเทศเขาน่าสนใจมากๆอ่ะ
เจ๋งจริงๆ ก็ยังดีที่เราไม่ทุนนิยมเท่าอเมริกา
น่าสนใจมากคับ :D ชอบคำว่า "ประเทศผู้ดี" = = ฮ่าๆๆๆ
ระบบบริการสุขภาพที่ดีก็ทำให้ปรชาชนในประเทศมีสุขภาพที่ดีด้วนะ โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมคนป่วยค่อนข้างบ่อย : D
น่าสนใจมาก
สุดยอดมาก ๆๆๆๆ เลย ^^
เยี่ยมมากกก