ผมได้รับอีเมล์ จาก อ. พญ. นงลักษณ์ คณิตทรัพย์ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มธ. ดังนี้
เรียน ท่านอาจารย์วิจารณ์ที่เคารพ
หนูเป็นอาจารย์แพทย์ที่คณะแพทย์ ม.ธรรมศาสตร์นะคะอยู่สาขาโลหิตวิทยา อายุรศาสตร์ จบแพทย์ปี 2537 ค่ะ
ขออนุญาตรบกวนอาจารย์ค่ะเนื่องจากหนูได้เข้าถูกมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลการสอนวิชา ethic ของนศพ.ปี4-5 ที่คณะรวมทั้งมีอาจารย์ในคณะและศูนย์แพทย์ให้ความเห็นว่าอยากให้มีการอบรมเพื่อให้อาจารย์ทราบกระบวนการหรือแนวทางการสอนจริยธรรมให้แก่นศพ.รวมทั้งกระตุ้นให้อาจารย์พยายามสอดแทรกการสอนจริยธรรมเข้าไปให้นักศึกษาเสมอๆ
หนูลองค้นหาทาง internet พบบทความอาจารย์จึงสนใจอย่างยิ่งค่ะ
อยากรบกวนเรียนเชิญอาจารย์เพื่อเผยแพร่ความรู้ และสร้างแนวคิดให้อาจารย์ในสถาบันแต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าลักษณะใดดี ต้องใช้เวลาเท่าใด อาจารย์จะสะดวกหรือไม่หรือในช่วงเวลาใดค่ะ
จึงต้องขออภัย รบกวนสอบถามอาจารย์ด้วยนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ
ผมได้ตอบ อีเมล์ ดังนี้
เรียน อ. หมอนงลักษณ์ ที่นับถือ
ลองอ่าน http://www.gotoknow.org/blogs/posts/448964
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/381871
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/190558
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/186373
แล้วอาจารย์ลองออกแบบการเรียนรู้ของ นศพ. ให้ได้ทักษะด้านคุณธรรมจริยธรรม ขอย้ำว่าต้องเน้นที่การเรียนรู้ของ นศ. ไม่ใช่ที่การสอน ของอาจารย์ และอาจารย์ต้องไม่เน้นสอน แต่เน้น facilitate การเรียนรู้ของ นศ.
น่าจะเริ่มโดย เปิดวง email loop ในกลุ่ม อจ. ที่สนใจ (คนไม่สนใจไม่น่าไปกวนเขา) โดยผู้มอบหมายหน้าที่ให้อาจารย์ต้องเข้ามาเป็นหัวขบวนเริ่มที่การช่วยกันระดมความคิด ใน e-mail ว่า นศพ. ควรได้เรียนรู้จริยธรรมด้านใดบ้าง จริยธรรมเหล่านั้นพอมีกรณีตัวอย่าง/กรณีศึกษาบ้างไหม รวบรวมเอาไว้
แล้วจึงประชุมหารือกันว่า จะจัดการเรียนรู้แบบ case-based learning อย่างไร เพื่อให้ นศ. ได้ซึมซับเรียนรู้เองโดยไม่ต้องสอน และ อจ. จะฝึกทักษะการ facilitate โดยเน้นที่การทำ reflection หลังการเรียนรู้จาก case เพื่อให้ นศ. ได้เรียนรู้เชิงลึก และเชิงทฤษฎีด้วย
คนที่น่าจะช่วยเป็นวิทยากรฝึกอาจารย์เก่งที่สุดคือ นพ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ครับ ควรจัดเป็น workshop นอกสถานที่ อย่างน้อย ๒ วัน ๑ คืน
วิจารณ์
การติดต่อทาง อีเมล์ นี้ ดำเนินการต่อมาหลายครั้ง จนทาง มธ. กำหนดวันสัมมนานอกสถานที่ ในวันที่ ๘ - ๙ ส.ค. ๕๕ โดยมี นพ. โกมาตร เป็นวิทยากรหลัก ซึ่งผมไปร่วมไม่ได้ จึงมีการตกลงกันว่าในวันที่ ๑ ส.ค. บ่าย ผมจะไปจัดกระบวนการให้อาจารย์ได้ทำความเข้าใจเรื่องการเรียนรู้จริยธรรมทางการแพทย์
แล้วก็มามีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น โดยผมเกิดเป็นโรคเลือดออกในวุ้นตาขึ้นมากระทันหัน ต้องพักยาว จึงต้องของดกิจกรรมในวันที่ ๑ ส.ค.
แต่ผมก็ยังสะกิดใจจากหนังสือเชิญ “เป็นวิทยากรบรรยาย” ที่แนบ “แผนยุทธศาสตร์ : การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและคุณธรรมเพื่อสังคม, กลยุทธ์ : พัฒนาอาจารย์, ชื่อโครงการ : โครงการฝึกอบรมเรื่อง แนวทางการสอนเวชจริยศาสตร์” ที่ระบุวัตถุประสงค์ ๒ ข้อ ดังนี้
๑. เพื่อให้อาจารย์มีความรู้ความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีของการสอนจริยธรรม
๒. เพื่อให้อาจารย์มีความรู้ความเข้าใจในแนวทาง/ขั้นตอนทางจริยเวชศาสตร์ที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์
ผมจึงคิดทำประโยชน์ให้แก่คณะแพทยศาสตร์ มธ. โดยการเขียนบันทึกนี้ส่งไปให้พิจารณา และขออนุญาตเอาลง บล็อก Gotoknow เพื่อ ลปรร. ในวงกว้างด้วย เพราะผมได้สังเกตว่า มุมมองในเรื่องการเรียนการสอนจริยธรรมของผมไม่สอดคล้องกับที่ยึดถือกันโดยทั่วไป จึงอยากนำมาสะกิดให้คิด และทดลองปฏิบัติกันต่อไป โดยความเชื่อที่แตกต่างของผมพอจะนำมาเสนอเป็นข้อๆ ได้ ดังนี้
-
ต้องเน้นที่การเรียนรู้ของ นศ. ไม่ใช่ที่การสอน ของอาจารย์ และอาจารย์ต้องไม่เน้นสอน แต่เน้น facilitate การเรียนรู้ของ นศ.
-
เป้าหมายของการเรียนรู้ ควรให้น้ำหนัก 80:20 หรือ 70:30 ระหว่างเรียนทักษะในการเรียนรู้(learning skills) ด้านจริยธรรม กับการเรียนสาระหรือข้อถูกผิดทางจริยธรรม ย้ำว่าสิ่งที่สำคัญกว่า หรือควรให้น้ำหนักมากกว่า คือทักษะในการเรียนรู้ ไม่ใช่ตัวสาระหรือเนื้อหา หรือกล่าวให้ไม่สุดโต่งก็คือ ต้องเรียนทั้งสองอย่าง โดยให้น้ำหนักต่อทักษะการเรียนรู้มากกว่า
-
สิ่งที่อาจารย์แพทย์ควรได้เรียนรู้คือ เรียนรู้ทักษะในการเรียนรู้ประเด็นเชิงจริยธรรม ซึ่งต้องเน้นเรียนรู้โดยการฝึกทักษะ ไม่ใช่โดยการฟังการบรรยาย ดังอธิบายได้ด้วย ปิระมิดแห่งการเรียนรู้ ใน บันทึกนี้
-
เมื่ออาจารย์ได้ฝึกทักษะในการเรียนรู้ประเด็นเชิงจริยธรรมด้วยตนเอง และนำไปปฏิบัติในเวชปฏิบัติของตนเอง แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนอาจารย์ หรือเพื่อนแพทย์/คนในวิชาชีพเดียวกัน และต่างวิชาชีพ แล้ว ก็จะพัฒนาวิธีการพัฒนาทักษะในการเรียนรู้เชิงจริยธรรมให้แก่ นศพ. ได้เอง และพัฒนาปรับเปลี่ยนต่อไปได้อีกไม่สิ้นสุด เมื่อค่านิยม และสังคมวัฒนธรรมของบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป
-
การเรียนจริยเวชศาสตร์แบบเรียนเฉพาะสาระ เนื้อหา เน้นสิ่งที่ควรปฏิบัติ สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ สิ่งที่ต้องปฏิบัติ สิ่งที่ห้ามปฏิบัติ จะสร้างกระบวนทัศน์ยึดมั่นถือมั่นตายตัว ขาดทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) ที่จะช่วยให้ปรับเปลี่ยนกติกาเชิงจริยธรรมได้ เมื่อปัจจัยทางสังคมและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป
-
การเรียนรู้สมัยใหม่ ที่เรียกว่า 21st Century Learning เน้นการเรียนที่เลย (beyond) สาระหรือเนื้อหาความรู้ ไปสู่ทักษะในการใช้ความรู้นั้นในชีวิตประจำวัน หรือในการประกอบกิจการงานของตน การเรียนรู้สมัยใหม่จึงต้องเน้นเรียนโดยการปฏิบัติ (learning by doing) ซึ่งก็ตรงกับหลักการตาม learning pyramid
-
การเรียนรู้เวชจริยศาสตร์จึงควรเรียนแบบ Case-Based Learning จากเรื่องจริง โดยกระบวนการเรียนรู้แบบ PBL (Project-Based Learning หรือ Problem-Based Learning) เรียนเป็นกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นในกลุ่ม โดยการประชุมกลุ่มที่ทรงพลังต่อการเรียนรู้จริยธรรม คือการประชุมแบบหมวกหกใบ
-
การเรียนเวชจริยศาสตร์ จะเป็นการเรียนรู้ฝึกฝน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ(critical thinking) ควบคู่กันไปพร้อมกัน
-
ย้ำว่า บทบาทที่สำคัญที่สุดของอาจารย์ ต่อการเรียนรู้เวชจริยศาสตร์ของศิษย์ ก็คืออาจารย์ต้องทำตัวเป็น “นักเรียน” เรียนรู้ทักษะในการเรียนรู้เรื่องเวชจริยศาสตร์ โดยเน้นเรียนจากชีวิตการทำเวชปฏิบัติของตนเอง แล้วนำทักษะนั้นมาจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์
ผมไม่กล้ายืนยันว่าวิธีคิดของผมจะถูกต้อง แต่ก็อยากเสนอไว้ เป็นข้อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงกว้าง
วิจารณ์ พานิช
๒๓ ก.ค. ๕๕