วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

       ก่อนอื่นต้องเอ่ยก่อนว่า “หนูเข้าใจแล้วว่าทำไมที่ผ่านมาครูถึงใช้กุศโลบายในการดุด่าหนูเพราะหนูไม่มีสำนึกในการทำความผิดที่หนักกว่านั้นเวลาถูกทักก็โกรธแล้วก็ยังประมาททำผิดซ้ำ ๆ”

กับวันนี้ที่การเขียนบันทึกให้ล่วงเลย ศีลข้อ  4 ด่างพร้อย สัจจะพร่อง ซึ่งเป็นความผิดมหันต์ด้วยสาเหตุแห่งความประมาท  

       เช้านี้ตื่นขึ้นมาก็ตีห้าครึ่งแล้วทั้ง ๆ ที่ถือว่าเข้านอนเร็วด้วยความล้าในตนเอง ที่ตะบี้ตะบันทำงาน  ด้วยใจที่คึกด้วย ด้วยใจที่บีบคั้นด้วยเจ้าค่ะ  แต่ต้องยอมรับว่าเป็นใจที่นิ่งเย็นเสียส่วนใหญ่ตลอดวันที่ 12 ตื่นขึ้นมาก้มลงกราบทำวัดเช้า ได้ยินเสียงน้อง ๆ แม่ ๆ คุยกันอย่างเบิกบาน เป็นเช้าที่รู้สึกกับตนเองว่า “คึกคักดีจัง” การที่มีพี่อ้อ แม่ แม่กุลและเด็กๆ เข้ามาร่วมภาวนาที่นี่ทำให้ที่นี่มีชีวิตชีวามากขึ้นเจ้าค่ะ ระลึกถึงตรงนี้ใจหนูก็นึกถึงคำอธิษฐานที่ครูให้อธิษฐานกับตนเองว่า

“ขอให้ลูกมีจิตใจอ่อนโยน ไม่หยาบกระด้าง ได้มีโอกาสเห็นธรรมที่พระตถาคตได้เห็นแล้ว”

คำกล่าวนี้ทำให้หนูมีโอกาสได้เห็นใจของตนเองที่อ่อนโยนมากขึ้นเจ้าค่ะ เมื่อไหร่ที่สัมผัสถึงใจที่แข็งกระด้างก็ ย้อนเอาคำนี้มาอธิษฐานกับตนเองก็จะ Soft ลงเจ้าค่ะ

       ตื่นขึ้นมาเก็บกลดแล้วลงมาเจอครู ครูเมตตาให้ช่วยพับมุ้งเต้น ใจระลึกขึ้นมาเลยเจ้าค่ะ

“ดีจังมีพระอริยะให้โอกาสรับใช้แต่ตั้งแต่ตื่นเลย”

นึกย้อนกับตนเอง ถ้าเป็นแต่ก่อนคงหงุดหงิดที่ตนเองตื่นสาย แล้วไม่ทันได้ทำอะไรก็ถูกเรียกใช้ รู้สึกกับตนเองถึง

“ใจที่เปลี่ยนไปในทางเจริญขึ้น แบบที่รู้สึกได้กับตนเองเจ้าค่ะ”

รับรู้เลยว่า “ไม่ใช่ความคิด” แต่การตื่นสายก็คือ ทำให้พลาดหลายอย่างแต่ก็ได้เรียนรู้บนความผิดพลาด พลาดคือ บันทึก 3 บันทึกที่ต้องเขียนทำให้เขียนไม่ทันเพราะมีภารกิจอื่นที่ต้องทำตามห้วงเวลาทำให้เรียนรู้ว่า “ต้องเอาไว้ก่อน” ศีลข้อ 4 ด่างพร้อยเจ้าค่ะ ข้างในใจมีอาการ “ร้อนรน” เมื่อระลึกถึงการละเลยการเขียนบันทึกของตนเอง รู้สึกละลายที่ได้ละเมิดศีลของตนเอง ศีลเศร้าหมองทำให้ใจไม่นิ่ง รับรู้อยู่ภายในว่า “มีอาการกังวล” พอค้นเข้าไปเจอการละเลยการเขียนบันทึกวันที่ 12 เจ้าค่ะ

ที่ประทับใจอีกประการกับตนเองก็คือ ตอนที่เดินออกมาพร้อม ๆ ครูทันว่า “หนูนอนตื่นสาย นอนมากกว่าเด็กๆอีก”

ใจรู้สึกอายขึ้นมา ซึ่งเป็นความอายที่อายจริง ๆ ไม่ได้เสแสร้ง อายแบบยอมรับกับตนเอง เห็นความรู้สึกนี้ก็ได้ความเบิกบานและประหลาดใจกับตนเองว่า “หา เป็นไปได้ยังไง”

ถ้าเป็นเมื่อก่อนถูกครูทักแบบนี้ ต้องโกรธแน่ ๆ โกรธที่ถูกชี้ความผิดโดยเฉพาะต่อหน้าคนหมู่มาก แต่ครานี้เปล่าเลยกับรู้สึกดีเหมือนได้รับโอกาสในการสารภาพรับทราบข้อบกพร่องเพื่อยอมรับกับตนเองไปแก้ไขพัฒนา เหมือนตอนที่หนูค้นหาว่า

“ในหนังสือที่หนูทำยังมีข้อบกพร่องอะไรบ้างเพื่อจะเอาไปแก้ไขในครั้งต่อไป”

ได้รับโอกาสในการเตรียมบาตรให้ทุกคน แล้วครูก็นำพาให้ไปกราบหลวงปู่ พอถึงศาลา 4 หนูไปตามหาแม่กุลในครัวแต่ไม่เจอ เดินออกมาเจอหลวงปู่กับท่านเจ้าคุณ นั่งรถกอล์ฟเข้ามาใกล้ๆจุดที่ครูกับเด็ก ๆ ยืนอยู่ทุกคนน้อมนั่งลงหนูเดินเข้าไปร่วมด้วยใจที่เคารพนอบน้อม แล้วก็มีเสียงข้างในว่า “ดีจังหลวงปู่เมตตา”

คำ ๆ นี้ดังนี้ในใจบ่อย ๆเจ้าค่ะว่า “ดีจัง” เป็นคำที่ครูพูดให้ได้ยินบ่อย ๆ ที่แสดงถึงการอนุโมทนาสาธุ จากตอนแรกหนูแค่ copy แต่ตอนนี้คำๆนี้ถูกน้อมเข้ามาสู่ใจ ดังเองในใจออกมาแบบเป็นธรรมชาติเมื่อถูกเอ่ยจากปากภาพของครูเสียงของครูมี่เอ่ยก็ปรากฏชัดว่า “ได้เรียนรู้สิ่งนี้จากครูเต็มๆเลยเจ้าค่ะ”

การได้กราบหลวงปู่และท่านเจ้าคุณแบบนี้ในระลึกถึงอานิสงส์จากการปฏิบัติภาวนาของครูและหมู่กัลยาณมิตร รวมถึงแม่ที่ได้มีโอกาสซึมซับความงดงามอ่อนโยนและเบิกบานนี้ด้วย รู้สึกดีมากเลยเจ้าค่ะ

       ในตอนท้ายยังมีธรรมบทใหญ่จากญาติโยมที่แสดงบางสิ่งอันที่ใครได้เห็น ได้ยินหรือสัมผัสก็รู้สึกว่า

“ไม่เหมาะสม”

รับรู้ได้ว่าเขาทำด้วยความขาดสติ เรียกร้องความสนใจ แต่เป็นกรรมหนัก

ตอนที่เห็นหนูรู้สึกตกใจ อึ้ง แล้วมีเสียงข้างในว่า “เฮ้ย ทำได้ไง มันไม่สมควร โอ๊ย”

แล้วก็ก้มหน้าสลดใจเจ้าค่ะ มาพิจารณากับตนเอง เป็นธรรมะบทใหญ่จริงๆ ถ้าหนูปล่อยใจตนเองให้คะนอง เหตุการณ์แบบนี้ก็อาจจะเป็นหนูทำสักวัน ถ้าไม่รู้จัก ภาวนาขัดเกลาจิตใจ ให้ความชั่วในใจเบาบาง ตราบใดที่ยังไม่ใช่อริยบุคคลก็ยังพร้อมที่จะพลาดเสมอ

“ขอบคุณ ขอบพระคุณจริง ๆ ที่ให้โอกาสได้ร่วมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้แบบช๊อค ๆก็ตาม”

พอเสร็จเข้าไปจัดที่นั่งจากเดิมน้องจัดไว้แล้ว

ใจหนูรู้สึกว่า “ยังไม่ใช่”

ครูบอกว่า “ให้เด็ก ๆ (อุบาสิกาน้อยๆ) นั่งตรงกลางระหว่างหนูกับน้องภัส”

ตอนที่รับคำสั่งยังมีความสงสัยปรากฏกับตนเองเจ้าค่ะว่า “ทำไมนะ”

แต่พอนั่งลงจัดที่นั่งเลยเงยหน้าเห็นหม้อกับข้าวได้อ๋อกับตนเองว่า “เพราะหม้อข้าวหนัก” การได้อยู่ระหว่างหนูและน้องภัสนอกจากจะได้ดูแลเอาใจใส่น้องๆแล้ว ก็ได้ช่วยประคองหม้อกับข้าวให้เด็กๆด้วย

ในตอนแรกแม่อาจจะต้องนั่งข้างบนจากพื้นที่ ๆ ว่าง มานึกย้อนกับตนเอง ตรงนั่นต้องส่งหม้ออ้อม ซึ่งท่านเองยังไม่คุ้นเคย แต่ถ้าเป็นพี่อ้อ น่าจะพอได้ หรือ อาจจะมีแม่ออกเข้ามาช่วยเหลือ จึงจัดใหม่ ซึ่งเป็นเพียงการจัดที่นั่งแต่ก็รู้สึกกับตนเองว่า “เป็นการฝึกการใช้ปัญญาเจ้าค่ะ ให้รู้จักเอาใจใส่ทุกสิ่งที่ทำ”

ระหว่างรับข้าวก็รู้สึกว่า มีหน้าที่คอยดูแลเด็ก ๆ ซึ่งทั้งน้องบิ๋มและน้องกอ น่ารักและเรียนรู้เร็วมาก ด้วยความเป็นเด็กช่างสงสัยแล้วดูเหมือนเขามีธรรมชาติการค้นหาคำตอบของเขาเอง น้องบิ๋มรู้จักสังเกตแล้วเอามาปฏิบัติตามแม่กระทั่ง

“ท่านั่งการจัดผ้าถุง จัดแก้วน้ำและกระดาษทิชชูของแม่ครู”

หนูเห็นความพยายามของน้องทั้งสองแล้วน้อมอนุโมทนาในใจ กับความฉลาดและช่างเรียนรู้ ทำให้หนูระลึกว่า เราต้องฝึกตนเองให้มีใจแบบน้อง เป็นจิตใจที่อ่อนโยนและพร้อมสำหรับหารเรียนรู้เจ้าค่ะวันนี้ได้เด็ก ๆ เป็นครูอีกคน

ท่าที่ทั้งคู่พยายามลุกนั่งเพื่อจัดผ้าถุงตนเองทำให้ใจหนูรู้สึกเอ็นดูและขอบคุณ จึงยื่นมือเข้าไปช่วยแล้วสอนวิธี เพราะบิ๋มนั่งใกล้พอหนูสอนเสร็จเขาก็หันไปช่วยสอนน้องกอ ซึ่งเป็นอะไรที่ชอบใจเจ้าค่ะ ที่พอตนเองทำได้แล้วสอนเพื่อนเหมือนทำดีได้แล้วบอกต่อ

ถึงตอนรับข้าวแม่รู้สึกกังวลและอายที่จะรับที่ลานธรรม ใจหนูพิจารณา ทำไงดี

“การที่แม่มาที่นี้ก็เพื่อเรา แม่ทำให้มากมายขนาดนี้แล้วหนูทำอะไรให้ท่านบ้าง”

แม่บอกอีกว่า “เอากุญแจรถมา แม่ไปทานในรถก็ได้”

ใจหนูคิด “เฮ้ย ไม่ใช่แล้วหล่ะติ๋ว แม่งดงามและทรางคุณค่ากว่าการที่จะไปนั่งทานในรถ”

ถ้าเป็นเมื่อก่อน หนูคงยกใจเหี้ยม ๆ แล้วก็อ้างว่า

“ยึดปฏิปทาในการทานเข้าที่ศาลาที่ครูชี้ให้ (มันยังอ้างครูอีกเจ้าค่ะ) แล้วก็ปล่อยให้แม่ตัดสินใจเอง”

แต่ครานี้พิจารณามาถึงตรงนี้

“แม่ทำเพื่อหนูมามาก หนูควรจะทำเพื่อแม่ เพื่อความสบายใจของท่าน และจิตอันเป็นกุศลไม่กังวลกับการทานข้าว”

ตกลงใจกับตนเอง “เข้าไปขอโอกาสครู” ตรงนี้ก็เช่นกันเหมือนหนูก้าวผ่านความกลัวบางอย่าง ทั้งการปฏิบัติต่อแม่และปฏิบัติต่อครูเจ้าค่ะ

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้พิจารณาแล้วคงจะมีความกลัวไม่กล้ารายงานครู แล้วก็ทำไปเลยแบบใจกลัว ๆ แต่ครานี้เหมือนใจกล้าหายในการทำสิ่งดี จึงเข้าไปกราบเรียนขอโอกาสจากครู แล้วก็พาแม่เข้ามา เจอแม่กุลท่านบอกว่า

“จะมาร่วมทานด้วย แต่ยังไม่ได้ข้าว จึงฝากถาดกับข้าวเข้ามาก่อน”

หนูกับแม่รอแม่กุลสักพัก แล้วโทรถาม ท่านมีภารกิจจัดกับข้าวให้ญาติโยมเพิ่ม จึงให้ทานก่อนแม่รู้สึกหิวแล้ว เราจึงลงมือทานเจ้าค่ะ

พอทานอยู่ ครูเข้ามาพอดี ตาหนูเห็นครูและเด็กๆ ใจคิด “ครูจะไปรับครู” วางช้อนปุ๊บกระโดดลงไปรับใช้ ครูเมตตาให้พาเด็ก ๆ จัดการสิ่งที่อยู่ในกะละมังข้าวแล้วล้าง ซึ่งเป็นภาพที่น่ารักมากเจ้าค่ะ

วันนี้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย พอลากลับรู้สึกได้ว่า แม่เบิกบาน ระหว่างทางเจอกลุ่มญาติโยมที่ทำสิ่งไม่เหมาะสมกับหลวงปู่เมื่อเช้าที่ปั้มน้ำมันเหมือนอะไรบางอย่างที่ซ้ำเข้ามาในใจถึงคำว่า “อะไรคือความเหมาะสม”

แล้วครูก็โทรเข้ามาพอดี ถามถึงว่า “หนูและแม่คิดเห็นอย่างไร”

จึงได้โอกาสในการบอกว่า “แม่บ่นว่าเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดไม่ควรทำ เพราะจะทำให้ครูบาอาจารย์เสื่อมเสีย มันไม่งาม ถ้าเป็นหลวงปู่ท่านอื่นนี่ไม่ได้เข้าวัดแน่ ส่วนหนูก็กราบเรียนครูตามตรงดังข้างต้นและรู้สึก “อนาจใจ”

ครูเอ่ยด้วยเสียงเมตตาว่า “เขาน่าสงสาร” ใจหนูก็รู้สึกตามเสียงที่ครูเอ่ย แล้วครูก็บอกว่าถ้ามีโอกาสให้เรียนถามหลวงปู่หรือหลวงพี่ เล่าเหตุการณ์นี้แล้วท่าน รู้สึกและคิดเห็นอย่างไร หนูรับคำจากครูแต่ก็ รู้ไม่เท่าทันว่า ควรจะเร่งด่วน

ใจหนึ่งก็อยากแวะวัดหลวงปู่เลยเพราะก็ผ่านตรงทางเข้า ใจหนึ่งก็ยังเอาไว้ก่อน ระหว่างทาง แม่และหนูช่วยกันหาเสื้อขาวและซื้อผ้าที่จะไปตัดผ้าถุงให้น้อง ๆ เพราะหนูไม่มีเวลาแล้ว มีเพียงวันนี้และพรุ่งนี้ต้องเช้าก็ต้องไปทำงานและไปนครศรีธรรมราชกลับมาถึงขอนแก่นก็ประมาณทุ่มกว่า ๆ วันศุกร์ ซึ่งแม่ก็ร่วมด้วยช่วยกัน

มาถึงบ้านขนของลงโทรกลับไปกราบเรียนครูว่า “ถึงบ้านแล้ว” แต่ใจยังเป็นเขินๆอายๆไม่คุ้น ครูไม่รับทีแรกกำลังกดส่ง sms ครูก็โทรกลับมาพอดี แล้วก็วางสายไป

สักพักครูโทรกลับมาอีก เหมือน ครูเมตตาพาถอดบทเรียนสองสามวันมานี้ ที่ไปภาวนา

“หนูรู้สึกโล่งสบาย เหมือนปลดล็อคกับตนเองได้หลายเรื่อง การได้กราบขอขมาหลวงปู่ พระอาจารย์และครู รวมถึงแม่ ทำให้ใจสบายสะดวกกับการยอมรับในตนเองในเส้นทางการปฏิบัติภาวนาขัดเกลา”

ครูให้ร่วมอนุโมทนากับความก้าวในในการภาวนาของท่านในสองสามวันนี้ ท่านบอกว่า

“ไม่รู้อะไร รู้แต่ว่าเจริญขึ้น สะอาดขึ้น ให้ติ๋วร่วมอนุโมทนาด้วย”

“อนุโมทนาสาธุเจ้าค่ะ”

พอวางสายไป

ระลึกอยากเขียนบันทึกให้เสร็จ แล้วก็ระลึกขึ้นมาว่า “ควรไปเก็บดอกไม้ร้อยมาลัยกราบพี่สาวตามที่ครูชี้แนะ”

จึงเดินไปชวนพี่สาวกราบแม่ พ่อ น้าราญด้วยกัน

ก็เหมือนได้นั่งฟังพี่สาว รับรู้รับฟังทุกข์ของท่าน การผ่านทุกข์ของท่าน การได้มีโอกาสไปสวดมนต์วันแม่และได้เจอกัลยาณมิตรได้คุยแล้วใจโล่งสบาย หนูได้ฟังแล้วรู้สึกอนุโมทนากับท่าน แต่ละคนมีหนทางของตนเอง ซึ่งพี่สาวเป็นผู้เสียสละไม่ว่าท่านทำอะไร ทำด้วยใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่นค่ะครู

ระหว่างนั้นก็ตั้งใจกับตนเอง หยิบ ipad ขึ้นมาเขียนบันที่ที่โน้ตไว้ในใจอยู่แล้วว่า ตั้งใจเขียนเรื่อง อานิสงส์การการบขอขมาที่รู้สึกกับตนเอง การเจอสิ่งดีๆแล้วอย่างให้คนที่รักได้มีโอกาสได้เจอด้วย จากหนังสือจาริกด้านใน เหมือนหนูกำหนดเรื่องในใจกับตนตั้งแต่คืนนั้น แต่ด้วยความพลาดพลั้งทำให้ล่วงเลย ศีลด่างพร้อยใจก็หมองก็จะปรากฏเป็นอาการปั่นป่วนกับตนเองเจ้าค่ะ

เขียนได้บันทึกเดียว ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป ไปเก็บดอกไม้กับน้องตั้ม มานั่งร้อยมาลัย แม่แกงหน่อไม้พ่อขายของเก็บของ

ระหว่างนั้นครูก็โทรมาเมตตาให้โอกาสฝึกฝน โทรไปเรียนปรึกษาพระพี่ชาย

สักพักหนึ่งท่านโทรกลับมาแต่เป็นการเอ่ยแบบกระซิบ คุยกันสักพักจึงกราบเรียนท่านว่า “เสร็จงานแล้วค่อยคุยกัน”

พอท่านเสร็จงานโทรกลับมา รู้สึกว่า “ท่านมีพลัง”

พอได้ฟังเรื่องราวและข้อมูลจากหนูท่านก็ให้มุมสะท้อนว่า

“พระเทวทัต และนางอมิตตาลูกสาวของพราหมณ์ที่จะถวายให้เป็นภรรยาของพระพุทธเจ้า พอพ่อแม่ได้ฟังธรรมก็บรรลุอนาคามี แต่ลูกสาวไปมีจิตอาฆาต พระพุทธเจ้าและพระนางสามาวดี สุดท้ายก็ถูกฆ่าตายในสภาพขุดหลุมฝังฆ่าเจ็ดชั่วโคตร เป็นผลกรรมที่ได้รับ ส่วนพระเทวทัตถูกธรณีสูบ แต่สุดท้ายรู้ไหมยังไง ท่านระลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วถวายคาง สุดท้ายก็จะได้กลับมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มันก็เป็นแบบนี้”

“แบบนี้มีทุกที่ ที่วัดนี้ก็มี วัดหลวงปู่ใหญ่ก็มี ทั้งคนในวัด ทั้งพระ แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จะว่าไปคนพวกนี้ก็มีบารมีของเขา แต่เป็นแบบของเขา หากเปรียบเป็นการเดินทางคนปฏิบัติภาวนาเหมือนเดินบนทางแคบ ๆ แบบไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ แบบเอาตัวรอด”

ฟังแล้วใจหนูระลึกเป็นภาพการไต่เขาที่มีบันไดแบบพอตัวเจ้าค่ะครู ท่านก็เอ่ยต่ออีกว่า

“ส่วนพวกนี้ที่มาทำบุญ ถวายทานกับหลวงปู่ เขาก็รับใช้สุดชีวิตเหมือนกัน เต็มกำลังสติปัญญาเหมือนจะไม่ต้องมาเกิดอีก แต่พอเขาโดนจังหวะกิเลสบีบคั้น แล้วเผลอสติกระทำต่อครูบาอาจารย์ โอย ก็เหมือนจะไม่รู้เมื่อไหร่จะได้มาเกิด”

“ใจหนูระลึกถึงการเดินทางปีนป่ายที่มีฐานของบันไดกว้าง แต่ขึ้นได้ยังไม่สูงมากเจ้าค่ะครู แล้วก็รู้สึกเข้าใจในสิ่งที่ท่านเอ่ย

แล้วท่านรู้สึกและคิดเห็นยังไง

ท่านก็เอ่ยว่า

“หลวงพี่ไม่รู้ รู้แต่ว่าจากที่ปฏิบัติภาวนามาอะไรมันเกิดขึ้น ก็จะมาลงที่ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านี้แหละ”

แล้วครูก็โทรแบบสายซ้อนเข้ามา เหมือนหนูก็เร่ง ช่วยกันแลกเปลี่ยนและพิจารณา สุดท้าย กราบขอโอกาสท่านโทรกลับไปหาครูก่อน แล้วค่อยจะโทรมากราบเรียนท่านอีกที รบกวนให้ถือโทรศัพท์ไว้ไม่ไกล ซึ่งท่านก็รับปาก

พอได้โอกาส ส่งการบ้านครูตามที่ได้รับคำชี้แนะ ซึ่งครูก็เมตตาแจงให้หนูเห็นว่า

“เป็นเหมือนงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เก็บข้อมูลจากคนใน เก็บข้อมูลจากคนนอก เพื่อเปรียบเทียบ ลด bias ลดอคติซึ่งข้อมูลตรงกันก็แสดงว่า ใช้ได้”

เป็นสิ่งที่ครูนำพาให้ได้พิจารณา และครูก็เมตตาบอกว่า

“หลวงพี่เราท่านไปได้เยอะแล้วเหมือนกัน”

ใจหนูรู้สึกอนุโมทนา

แล้วครูก็ถามว่ากี่พรรษาแล้ว หนูตอบว่า “ 3 พรรษาเจ้าค่ะ” ข้างในระลึกว่า 3 พรรษา 4 ปี เพราะท่านบวชหลังพรรษาบวชช่วงหลังงานกฐิน แล้วครูก็ฝากบอกท่านว่า “ท่านอนุโมทนาบุญด้วย”

ครูเมตตาชี้อีกว่า “มันก็เป็นเช่นนั้นเอง ใจเรารู้สึกสงสาร อยากให้ภาพนั้นเป็นแค่ภาพฝัน อาจจะเป็นธรรม ที่สอนติ๋ว ให้ยุติการปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์อย่างไร้สติ”

ใจหนูระลึกอนุโมทนา แล้วน้อมเข้ามาตั้งใจกับตนเอง

“หลวงปู่เคยเอ่ยว่า ใจเป็นประธานก็จริง แต่สิ่งที่อยู่เหนือใจคือ สติ ให้มีสติ” ถ้อยคำอาจจะไม่ตรงนักแต่ความหมายที่ใจหนูรับรู้ได้คือประมาณนี้เจ้าค่ะ

พอวางสายจากครูใจโล่งเหมือนปฏิบัติภารกิจเสร็จ

โทรกลับไปหาพระพี่ชายแล้วก็บอกท่านว่า “ครูฝากมาบอกว่า อนุโมทนาสาธุ” และท่านก็ชมว่าไปได้ไกลแล้ว สัมผัสได้ถึงใจที่ยินดีของท่านค่ะครู แล้วก็วางสายไป

 

 พอพี่สาวและพ่อมาพร้อม ๆ กับน้องตั้มซึ่งน้องตาลไม่ยอมมาร่วม ใจก็ระลึกว่า อาจจะยังไม่ใช่เวลาของเขาเราก็บ่มเพาะตามกำลังไม่หักหาญเจ้าค่ะ กราบขอขมาแม่ พ่อและน้าราญ เสร็จแล้วติ๋วและน้องตั้มกราบขอขมาพี่สาว ซึ่งเรียบง่ายแต่ก็รู้สึกสบายใจเจ้าค่ะ

ทานข้าวเสร็จง่วงเจ้าค่ะครู น้ากับแม่อยากให้สอนการใช้จักรเพื่อจะช่วยเย็บ ใจหนูอยากจะเขียนบันทึก เหมือนข้างในสู้กันบนความง่วง ตัดสินใจไปหยิบผ้ามาตัดจะเย็บแต่ต้องแกะก่อนแล้วก็ง่วง เอาหัวลงแล้วก็หลับเจ้าค่ะ

จิตหนูมีธรรมชาติการหนีแบบที่เรียกแบบขำๆกับตนเองว่า

“สภาวะแกล้งตาย”

คือการเจอสภาวะบีบคั้นที่ต้องตัดสินใจเลือก มันจะไม่ยอมเลือกแล้วก็ตัดสินใจลอยคอตามน้ำ มันไม่ดีเจ้าค่ะ แต่มันเป็นแบบนี้นี่เอง หลายครั้งที่ทำงานไม่สำเร็จ จิตมันเข้าไปหลบหนีในสภาวะ แกล้งตาย”

 

ประเมินตนเอง แม้เรื่องดี ๆ และกระบวนการปัญญาจะเกิดขึ้น แต่กิจวัตรของวัตรของตนเองหนูบอกพร่องแบบดูไม่ได้ สัจจะบกพร่องศีลข้อ 4 ขาด ศีลข้อ 5 พร่อง ศีลข้อ 1 ประปราย และเห็นความงามแต่ก็ดูเหมือนเป็นคนละส่วน จึงพอจะให้อภัยกับสิ่งที่เคลื่อนไปเต็ม 10 ให้ตนเองได้ 7 แบบยอมรับว่าวันนี้ “ศีลขาด สัจจะไม่มีเจ้าค่ะ”

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ