สภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยโบราณว่าอยู่ท่ามกลางความอิสระของธรรมชาติโดยจะอยู่ในรูปทรงที่เขาเนรมิตรขึ้นมา แต่คนปัจจุบันไม่มีรูปทรง ไม่สามารถประสานตัวเองเข้ากับธรรมชาติได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือว่าเขาไม่สามารถร้องเพลงประสานเสียงกันได้ ในที่นี้คือการประสานเสียงทางวัฒนธรรมที่จะทำให้เป็นเพลงอมตะ นั่นเพราะเขาขาดครูในทุกรูปแบบ ขาดความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ขาดความริเริ่มสร้างสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และการใช้ชีวิตให้สอดคล้องทั้งธรรมชาติและสิ่งปรุงแต่งที่จะให้สอดคล้องกับธรรมชาติ

“เมื่อเราสร้างกฎ เราเข้าใจตัวเราเองว่าเป็นผู้ที่มีสิทธิและมีข้อจำกัด เมื่อเราสร้างงานศิลปะ  เราอาจจะเห็นตัวเราเองว่าอัจฉริยะหรือไม่ก็ไร้เดียงสา เราไม่สามารถรู้ว่าเราคือใครหรือกลายเป็นอะไร เว้นแต่ว่าเรามองตัวเองในกระจกแห่งวัตถุ ซึ่งเป็นโลกทางประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างโดยผู้คนที่มีชีวิตก่อนพวกเรา โลกที่เราเผชิญอยู่นี้คือวัฒนธรรมทางวัตถุและยังคงดำรงอยู่อย่างมีวิวัฒนาการผ่านตัวเรา”[1]

                                                                                                                 (Miller, 2005)

 

สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ยากที่จะค้นหาชีวิตทางวัฒนธรรม (Cultural Life) ที่ฝังหรือแฝงไว้ เพื่อให้ลูกหลานได้ชื่นชมภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยเรา 

อยุธยา บุรีเทวี ผลงานสถาปัตยกรรม "การสร้างเมือง" โดยท่านอาจารย์ดุลย์พิชัย โกมลวานิช

 

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทอง เขียนงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่งานอันมีชื่อเสียงและยังไม่ได้ตีพิมพ์ แต่เป็นโอกาสทองของตัวเองที่ได้สัมภาษณ์ท่านอาจารย์ดุลย์พิชัย โกมลวานิช นักออกแบบสถาปัตยกรรมและศิลปะโบราณในพระนครศรีอยุธยาและเป็นคนอยุธยาโดยกำเนิด ท่านเป็นคนข้างกายของท่านอาจารย์ ดร. ยุวนุช ทินนะลักษณ์ ผู้รับผิดชอบโครงการสร้างพื้นที่ความสุขร่วมกับข้าพเจ้า

 

ข้าพเจ้าเขียนงานเกี่ยวกับกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และมองเห็นว่าการลงพื้นที่สนามจริง จะทำให้มองเห็นวิธีคิดของนักสถาปัตยกรรมที่มีใจศรัทธาในงานศิลปะโบราณและผสมผสานกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

 

"เห็นทั้งผลงานและเห็นทั้งกระบวนการสร้างงานอย่างมีชีวิต ศิลปะ และความสุข"

                   

ทุกพื้นที่ เหมือนมีชีวิต มีแสง เงา และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์

 

ท่านอาจาย์ดุลย์พิชัยจุดประกายแนวคิด "การสร้างเมือง" ซึ่งบูชาความประณีต งดงาม เป็นธรรมชาติ และเป็นอิสระ ท่านกล่าวว่า

 

 “คนโบราณบูชาความช้า บูชาความยาก บูชาธรรมชาติ ขณะที่คนยุคใหม่บูชาความเร็ว บูชา ความง่าย บูชาของไม่จริง

 

งานสถาปัตยกรรมของท่านส่วนใหญ่จึงพิถีพิถัน โดยวัสดุหลายชิ้นงานทำจากฝีมือแรงงาน มิใช่จากโรงงาน  ได้แก่ กระเบื้อง อิฐ ประตู หน้าต่าง สิ่งประดับตกแต่งที่เป็นองค์ประกอบงดงามลงตัว "มีเสน่ห์และสง่างาม"

 

 

 

อาจารย์ดุลย์พิชัยกล่าวว่าการอนุรักษ์วัสดุดั้งเดิมเป็นสาระสำคัญในการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมแบบไทย ๆ เลยทีเดียว    แนวคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์และส่งเสริมเอกลักษณ์ความเป็นไทยในปัจุบัน อาจารย์ดุลย์พิชัยยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญมาก โรงงานทำกระเบื้อง อิฐ และวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ได้ทำเลียนแบบให้มีรูปร่างลักษณะแบบกระเบื้องและอิฐโบราณมากมาย  ผู้คนในยุคใหม่ฉาบฉวยมองแยกแยะไม่ออกว่ากระเบื้องและอิฐที่รูปลักษณ์ดูโบราณทำมาจากโรงงานนั้นมีส่วนประกอบมาจากวัสดุธรรมชาติ และกรรมวิธีผลิตดั้งเดิมหรือเปล่า หรือจะเรียกว่าไม่สนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ ท่านจึงใส่ใจในรายละเอียดฝีมือแรงงานที่ทำวัสดุแต่ละชิ้นขึ้นมา

 

ผลงานใดที่สร้างด้วยฝีมือ คือการใส่ชีวิตไว้ในวัตถุ หากงานใดทำจากเครื่องจักร อาจจะหาความประณีต ความงดงาม และประวัติ (history) ยากสักหน่อย

 

 

แนวคิดการสร้างเมืองของท่าน มีแม่น้ำไหลผ่าน มีธรรมชาติต้นไม้โอบล้อม มีลม แสงแดดที่เหมาะสมในแต่ละมุม

 

        

 แต่ละพื้นที่ที่เดินผ่าน ท่านมองการณ์ไกลไปถึงว่า "ต้องทำให้ผู้มาเยือนฉุกคิดอย่างมีสติ"

 

                      

  ประตูทางเข้าแต่ละจุดประดับตกแต่งด้วยอิฐทำมือล้อมรอบด้วยต้นไม้

                  

                                   ประตูทางเข้าไปภายใน

                               ที่นั่งสนทนาชั้นบน

 

 

จากชั้นบนมองลงมาเห็นชั้นล่าง มีเจดีย์ประดับงามสง่าริมน้ำ

 

อาจารย์ดุลย์พิชัยอธิบายถึงสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยโบราณว่าอยู่ท่ามกลางความอิสระของธรรมชาติโดยจะอยู่ในรูปทรงที่เขาเนรมิตรขึ้นมา  แต่คนปัจจุบันไม่มีรูปทรง   ไม่สามารถประสานตัวเองเข้ากับธรรมชาติได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือว่าเขาไม่สามารถร้องเพลงประสานเสียงกันได้ ในที่นี้คือการประสานเสียงทางวัฒนธรรมที่จะทำให้เป็นเพลงอมตะ  นั่นเพราะเขาขาดครูในทุกรูปแบบ ขาดความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ขาดความริเริ่มสร้างสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และการใช้ชีวิตให้สอดคล้องทั้งธรรมชาติและสิ่งปรุงแต่งที่จะให้สอดคล้องกับธรรมชาติ หากขาดสามอย่างนี้แล้ว สร้างอะไรมาก็จะเป็นปัจเจกบุคคล เป็นแบบตัวใครตัวมัน เมืองทั้งเมืองที่สร้างกันขึ้นใหม่จึงเละเทะไปหมดแทบจะไม่มีความเป็นไทยโบราณแบบอยุธยาหลงเหลืออยู่  

 

 

   

                                จุดนั่งพักและชมวิวชั้นบน

 

 

                   ที่นั่งระหว่างทางเชื่อมต่อพื้นที่ต่าง ๆ

 

                   

             ที่นั่งสนทนาหารือ จิบน้ำชากาแฟอย่างมีความสุข

 

ภาพบรรยากาศ "อยุธยา บุรีเทวี" สะท้อนแนวคิด "การสร้างเมือง" ในอุดมคติของอาจารย์ดุลย์พิชัย ซึ่งท่านได้นำประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตมาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกของตนเอง หลังจากที่ที่ผ่านมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร สร้างโรงแรมให้กับผู้มีใจใฝ่งานสถาปัตยกรรมเชิงอนุรักษ์หลายต่อหลายท่าน

 

ทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าหวังว่าเราคือสมาชิกชุมชนนักปฏิบัติ "โครงการสร้างพื้นที่ความสุข" และท่านที่สนใจจะมาร่วมสังเกตการณ์ จะได้ไปเยือนด้วยกัน โดยข้าพเจ้าได้ขออนุญาตพี่นุชแล้วที่จะนำเรื่องเล่าและภาพบรรยากาศมาเผยแพร่ค่ะ

 

นอกจากเราจะได้เรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการสร้างพื้นที่ความสุขจากทุกท่าน เรายังได้สัมผัสกับบรรยากาศงานสถาปัตยกรรมกับแนวคิด "การสร้างเมือง" เชิงอนุรักษ์ของอาจารย์ดุลยูพิชัยด้วยค่ะ เวลาที่ข้าพเจ้าเข้าสู่บรรยากาศ "เมืองบุรีเทวี" อดรู้สึกชื่นชมในภูมิปัญญาของอาจารย์ดุลย์พิชัยไม่ได้เลยค่ะ ยังไม่รวมถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่พี่นุชมักมีเมนูดี ๆ มานำเสนอผู้มาเยือนอยู่เนือง ๆ ค่ะ

 

                            ด้วยความรักและปรารถนาดี

 

ปล ภาพบรรยากาศบุรีเทวีจะนำเสนออีกในบันทึกต่อไป ซึ่งเป็นภาพชั้นในสุดค่ะ ได้แก่ ห้องนอน และห้องน้ำ คอยติดตามชมนะคะ


[1]Miller, “Materiality: An Introduction,” Materiality,  p. 8