วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ต้องประชุมที่กรุงเทพ เป็นเหมือนโอกาสสุดท้ายที่จะได้เตรียมการเขียนร่างสรุปโครงการ ตื่นมาทำวัตรเช้า นึกย้อนถึงภารกิจที่ทำไม่สำเร็จ แล้วก็รู้สึกสะเทือนใจ สอบถามพี่ท่านบอกว่า
“ที่ชั้น 5 เซ็นทรัลขอนแก่นน่าจะมี”
แต่ก็หาคนไปดูให้ไม่ได้ สาย ๆ ครูโทรมาให้โอกาสจัดหา “กาแฟดีท๊อก 3 แพ็ค เจล 2 หลอด ผ้าตัดผ้าถุงและมุ้ง”
นั่งพิจารณาว่า ทำไงถึงจะทัน เพราะเช็คตั้งแต่เมื่อวานตั๋วกลับขอนแก่นเต็มหมด ยังไงก็ต้องกลับพร้อมรถตู้แม้จะควบคุมเวลาได้ยาก พอเดินไปถึงหน้าห้องประชุมได้เรียนปรึกษากับผู้บริหารที่ตั้งใจขอความรู้จากท่าน ซึ่งท่านก็เมตตาชี้แนะและยินดีมีส่วนร่วมในการสรุปโครงการ ท่านสะท้อนแนวคิดมุมมองให้เห็นว่า
“การทำงานต้องรู้จักมองภาพรวม ทำความเข้าใจทุกภาคส่วน ลดความเหลื่อมล้ำ”
ประมาณเที่ยงเลิกประชุม คนเดินออกมาจึงได้แยกจากท่านและขอบพระคุณ วิ่งไปเก็บขอเพื่อเตรียมขึ้นรถเดินทางกลับ ขอโอกาสพี่ ๆ ขึ้นคันที่จะกลับมาถึงขอนแก่นเร็วที่สุด พิจารณากับตนเอง
“ยังไงก็ไม่ทันซื้อของเพราะอยู่คนละมุมและน่าจะปิดก่อนหนูไปถึง”
แว๊บขึ้นมาว่า “ให้พี่แม่บ้านไปเอาให้ แล้วโทรไปสั่งที่ร้าน แล้วก็ขอยืมตังค์พี่ที่ฝ่ายเจ้าค่ะครู”
พอคิดได้ โทรไปทดลองดำเนินการสรุปได้ของจากร้านตะวันทองและผ้า รู้สึกดีใจเจ้าค่ะ แม้จะขาดมุ้ง แต่ก็ได้เรียนรู้ว่า
“การปฏิบัติภารกิจ เราจะไม่จำเป็นต้องมองเพียงว่า เราทำเองคนเดียว อาจจะให้ผู้อื่นช่วยได้ตามกำลัง” แล้วก็มอบค่าตอบแทนให้แต่ละท่านไป รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง ระหว่างการเดินทางใจก็ยังพะวงเพราะยังไม่ได้อัพจดหมายที่อยู่ใน iPad เขียนได้ครึ่งๆกลาง แต่ก็ไม่ได้เอาขึ้นมา เสียสัจจะที่ให้ไว้ ศีลข้อ 4 ด่างพร้อย การเดินทางพร้อมๆกันหลายๆคนก้ได้เรียนรู้ความบีบคั้นในใจตนเองและในใจคนอื่นเจ้าค่ะ แต่ละคนก็มีโจทย์เป็นของตนเองแล้วก็ปฏิบัติใช้ไปตามสติกำลัง
พอเย็น ๆ ครูโทรมา ตอนที่พึ่งเริ่มเข้าขอนแก่น ทยอยส่งพี่ ๆ หนูแวะเอารถที่สำนักงาน มีอาการท้องเสียเล็กน้อย จนต้องเข้าห้องน้ำก่อน อาจจะด้วยอาหาร ต้องกลับไปบ้านเก็บเสื้อผ้าเพื่อเดินทางต่อ ระหว่างทางครูโทรมาอีกครั้ง หนูพยายามตั้งสติเพราะเป็นโอกาสทองที่จะได้เรียนกับครู ได้โอกาสเล่าเรื่องราวตอนที่เข้าไปกราบแล้วร้องไห้กับหลวงปู่
สิ่งที่ยากจะรับได้คือ “ความชั่วของตนเองเจ้าค่ะ” แต่ก็รับรู้ว่า ครูพาเดินมาทางนี้ หันหน้าเข้าหาความชั่ว เผชิญมัน อดทน รู้จักมันแล้วก็ละเสีย เพียรทำความดีปฏิบัติตามครู
รู้สึกเหนื่อยมากกับตนเอง นอนน้อยทำงานมาก เดินทางมากใช้ร่างกายเปลือง ปลอบใจตนเองว่า
“ตั้งสตินี่คือ การฝึกฝน”
บางทีหนูก็ถามตนเองเจ้าค่ะว่ากำลังผิดศีลข้อหนึ่งด้วยการเบียดเบียนตนเองไหม เพราะอาทิตย์หน้า หนูก็ต้องไปนครศรีธรรมราชอีก 3-4 วัน แต่ก็หันมองครู ครูพาทำอยู่นะ ทำงานอย่างมีสติและอดทน ทนไม่ได้ก็ต้องทน
หนูรู้สึกง่วงมากเจ้าค่ะ ใกล้ถึงบ้านก็คล้ายๆจะมีอาการหลับใน ประคองสติขับมาถึงบ้าน
เข้าบ้านไหว้แม่ ท่านนอนรออยู่เจ้าค่ะ แล้วก็แยกขึ้นมา ตอนแรกว่าจะไปตั้งสติเขียนการบ้านส่งครูที่ห้องพระ พอกางมุ้งด้วยอาการเผลอสติไปทับน้ำมุ้งเปียกใจขุ่นวูบศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย ตัดสินใจเดินออกมาที่ห้องนอนพ่อแม่ เลยเข้าประจำที่นอนแล้วก็ตั้งโน๊ตบุ๊คพิมพ์การบ้านทั้งง่วง ๆ แล้วก็ต่อเน็ตผ่านมือถือ ระหว่างรออัพโหลด เอาหัววางนาบข้าง ๆ โน๊คบุคแล้วก็หลับไปเลยเจ้าค่ะ ตื่นขึ้นมาทั้งท่านั่งแบบนั้น หน้าจอแสดงสถานะสแตนบาย โลแบทเตอรี่ ขุ่นมัวตนเองศีลข้อหนึ่งด่างพร้อยที่ไม่สามารถเขียนงานส่งครูได้ดั่งใจ ตั้งสติเขียนการบ้านข้อสาม ยิ่งเขียนใจยิ่งเต็มไปด้วยความชั่ว ทั้ง ๆที่หัวเรื่องน่าจะเป็นเรื่องเชิงบวกแง่ดี เขียนเสร็จน้ำตาไหลพรากที่เห็นใจตนเองเต็มไปด้วยความชั่วเหมือนหนูต่อสู้กับตนเองเจ้าค่ะ เป็นอาการเจ็บปวดอยู่ภายใน พยายามเขียนการบ้านให้ครบก่อน ใจข้างในแน่นมากเจ้าค่ะ ขอเพียงอดทนและทำให้ดีที่สุดก่อน แต่หนูก็ไม่อยากหลอกตนเองอีกต่อไปเจ้าค่ะครู หวังกับตนเองว่าการที่ยอมรับความจริงในใจ คือ การเห็นความจริงที่ชั่วในใจเพื่อที่จะก้าวออกจากมันได้ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ