ขอบคุณ Dr. Thomas Osermeer ที่บรรยายถึง Back & Neck Pain ที่จะจัดการตนเองและ/หรือการบำบัดภายใน 3 เดือน แต่สาเหตุหลักที่ควรจัดการด้วยสุขภาพจิตศึกษาคือ ความกลัว
ดร.ป๊อป ได้เรียนรู้มากขึ้นถึง Fear Avoidance Model

มีข้อสังเกตว่า...
- ความเชื่อของคนเรา เมื่อตนเองเกิดบาดเจ็บจะคิดคาดการณ์เกินเหตุ ซึ่งเรียกว่า อารมณ์ความรู้สึกเชิงลบ หรือ Catastrophizing feeling
- ในระยะบาดเจ็บเรื้อรัง จะเพิ่มความตื่นตัว และเพิ่มระดับความรู้สึกที่ไวต่อความเจ็บปวดและความกลัวในปัจจุบันขณะ ตามมาด้วยความวิตกกังวลในอนาคต
- วิธีประเมินเบื้องต้นช้ PCS หรือ Pain Catastrophizing Scale, HAD หรือ Hospital Anxiety and Depression Scale, PHODA หรือ Photograph Series of Daily Activities
- การบำบัดฟื้นฟูด้วยสุขภาพจิตศึกษา ได้แก่ ทางเลือกของคำอธิบายถึงสาเหตุของความเจ็บปวด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงรู้คิดปัญญาถึงแนวทางการจัดการความกลัวจากความเจ็บปวด และทำความเข้าใจถึงความสุขความสามารถเชิงบวกแม้ว่าจะมีความเจ็บปวดก็เบี่ยงเบนด้วยการทำกิจกรรมอื่นๆ ได้
บางท่าน กลัว ใจ ตนเอง อะ
ขอบคุณมากครับท่านอาจารย์ JJ คุณ Sila Phu-Chaya คุณยายธี และพี่ณัฐพัชร์
เรียนถามนิดหนึ่งค่ะ ถ้าเราพบว่าผู้ป่วยมีความกลัว ( เข้าใจว่าประเมินจาก PCS หรือ HADs) แล้วเราจะตัดวงจรไม่ให้ความกลัว ไปทาง Catastrophizing feeling ได้อย่างไรบ้างค่ะ
ขอบคุณมากครับคุณชยันต์ เพชรศรีจันทร์
กลัวเพราะไม่เคย
ขอบคุณมากครับคุณหมอ ป.
คำถามน่าสนใจมากครับ จากที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ Dr.Thomus เราไม่สามารถตัดวงจรไม่ให้กลัวได้ ทุกคนที่บาดเจ็บจะดำเนินเข้าสู่วงจร Catastrophizing feeling เสมอ เพียงแต่ว่าจะค่อยๆ ลดลงเมื่อใช้วิธี Psychoeducation โดยสอนให้ผู้ป่วยคิดและเรียนรู้ว่าปัจจุบันขณะเขามีตัวอย่างในแต่ละองค์ประกอบของ Fear Avoidance Model อย่างไร และคิดทบทวนว่าจะลดความกลัวได้อย่างไร จากงานวิจัยที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่บาดเจ็บนานไม่เกิน 3 เดือน จะลดความกลัวได้เร็วกว่าผู้ป่วยที่บาดเจ็บนานเกิน 3 เดือน
ขอบคุณมากครับท่านวอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
ขอบคุณมากครับคุณปริม
จากการที่อาจารย์ป๊อปได้กล่าวถึงความกลัว
สิ่งที่ผมสามารถนำไปปฎิบัติกับคนเองและผู้รับบริการ คือการเข้าถึงสาเหตุของปัญหาความเจ็บป่วย แล้วร่วมหาแนวทางการแก้ไข้ร่วมกัน เพื่อขจัดความกลัวนั้นออกไป
ซึ่งในความเข้าใจของผม ผมคิดว่าการได้เข้าไปประเมินถึงความกลัวข้องผู้รับบริการร่วมกับการประเมินอย่างอื่นเช่น การประเมินความสุข ความซึมเศร้า หรือการนอนไม่กลับ ในระยะที่ผู้รับบริการเพิ่งได้รับการบาดเจ็บทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ จะส่งผลให้การฟื้นฟูสุขภาพทางจิตของผู้รับบริการเป็นไปได้อย่างเร็วขึ้น
ซึ่งนอกจากแบบประเมินความสามารถต่างๆในการทำกิจกรรมของผู้รับบริการแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการประเมินสภาพจิตใจของผู้รับบริการ
โดยทุกครั้งได้อ่านบทความหรือประสบการณ์ต่างๆในห้องเรียน การที่จะนำไปใช้ได้ต่อการปฎิบัติกับผู้รับบริการจริงในอนาคตทั้งใกล้และไกล
คือการมีสติรอบครอบและให้มองผู้รับบริการอย่างเป็นองค์รวมในทุกบริบทและมองถึงคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขของผู้รับบริการ