เพลงไทยเดิมหลายต่อหลายเพลงที่หาฟังยากและค่อยๆสูญหายไป แต่เพลงราตรีประดับดาวนี้เป็นเพลงอมตะ หาฟังได้ง่ายและนักดนตรีไทยก็ยังนิยมเล่นกันอยู่เสมอ

         คืนเดือนแรม  ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่มืดมิด แต่หากหัวใจของเพลงยังไม่มืดมนไปตามท้องฟ้า ใต้ฟ้าใกล้เขื่อนบางลางในค่ำคืนนี้ ทำให้เพลงคิดถึงเพลงเพลงหนึ่ง.............

                      วันนี้                แสนสุดยินดีพระจันทร์วันเพ็ญ

    ขอเชิญสายใจเจ้าไปนั่งเล่น     ลมพัดเย็นเย็นหอมกลิ่นมาลี    

เพลงนี้ทำให้หัวใจของเพลงชุ่มชื่นและคิดถึงคนที่เพลงรักเสมอ  แม้ว่าจะอยู่ในที่ที่มืดมิด ไม่มีแม้แต่เสี้ยวของแสงสว่าง ไม่ว่าร่างกายจะอ่อนล้าหมดกำลังเพียงใด เพลงนี้ที่ติดหู ตราตรึงใจ จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของเพลงได้เสมอ

           เพลงราตรีประดับดาว หนึ่งในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี   เพลงราตรีประดับดาวนี้ เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ ๗ แห่งพระมหาจักรีบรมวงศ์ กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่งและทรงมีพระปรีชาสามารถในการบรรเลงเครื่องดนตรีไทย โดยเฉพาะการทรงซอ ทรงศึกษาดนตรีไทยจากหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งเป็นครูดนตรีไทยที่มีชื่อเลียงในสมัยนั้น

                               

     พระบามสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซออู้

                            
             ประวัติของเพลงราตรีประดับดาวนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงฟังเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต เพลงนี้เป็นเพลงสำเนียงเป็นมอญ ซึ่งบทร้องที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในตอนชั้นเดียวท่อนสุดท้ายนั้นมีว่า...

“ชื่อแขกมอญบางขุนพรหมนามสมญา ฉันได้มาจากวังบางขุนพรหม” รัชกาลที่ ๗ จึงมีพระราชประสงค์จะทรงแต่งเพลงเถาในสำเนียงมอญอย่างนั้นบ้าง จึงทรงหารือกับครูผู้ใหญ่ในวงการดนตรีไทยในสมัยนั้น

เพลงที่ทรงเลือกมาเพื่อพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นเพลงเถานั้น คือเพลงมอญดูดาว สองชั้น ของเก่า ซึ่งเมื่อทรงพิจารณาเพลงลงไป ทรงเห็นว่า เพลงมอญดูดาวของเดิมใช้หน้าทับมอญ (เทียบได้กับประเภทหน้าทับสองไม้ของไทย) และมีอยู่เพียง ๑๑ จังหวะ

แต่โดยที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชนิพนธ์เพลง โดยใช้หน้าทับเป็นประเภทปรบไก่ ซึ่งความยาวเป็น ๒ เท่าของหน้าทับประเภทสองไม้ ดังนั้นหากทรงคงเนื้อเพลงของเดิม ก็จะได้จำนวนหน้าทับปรบไก่เพียง ๕ จังหวะครึ่ง

แล้วจึงทรงประดิษฐ์ทำนองขยายขึ้นเป็นอัตราสามชั้น และตัดแต่งลงเป็นชั้นเดียวจนครบเป็นเพลงเถา กับทรงพระราชนิพนธ์บทร้องขึ้นสำหรับร้องเป็นประจำโดยเฉพาะว่า...

                     วันนี้                     แสนสุดยินดีพระจันทร์วันเพ็ญ
       ขอเชิญสายใจเจ้าไปเที่ยวเล่น   ลมพัดเย็นเย็น หอมกลิ่นมาลี
       หอมดอกราตรี แม้ไม่สดสี แต่หอมดีน่าดม
       เหมือนงามน้ำใจ แม้ไม่ขำคม     กิริยาน่าชม สมใจจริงเอย
                    ชมแต่ดวงเดือน        ที่ไหนจะเหมือน ได้ชมหน้าน้อง
      พี่อยู่แดเดียว เปลี่ยวใจหม่นหมอง เจ้าอย่าขุ่นข้องจงได้เมตตา
      หอมดอกชำมะนาด                  กลิ่นไม่ฉูดฉาด แต่หอมยวนใจ
       เหมือนน้ำใจดี ปรานีปราศรัย      ผูกจิตสนิทได้ ให้รักจริงเอย
      ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ        เพลงของท่านแต่ใหม่ในวังหลวง
      หอมดอกแก้วยามเย็น                ไม่เห็นใจพี่เสียเลยเอย
      ดวงจันทร์หลั่นลดเกือบหมดดวง   โอ้หนาวทรวงยอดชีวาไม่ปรานี
      หอมมะลิกลีบซ้อน                    อ้อนวอนเจ้าไม่ฟังเอย
      จวนจะรุ่งแล้วนะเจ้าพี่ขอลา         แสงทองส่องฟ้าสง่าศรี
      หอมดอกกระดังงา                    ชิชะช่างน่าเจ็บใจจริงเอย
      หมู่ภมรร่อนหาช่อมาลี                แต่ตัวพี่จำจากพรากไปไกล
      หอมดอกจำปี                          นี่แน่ะพรุ่งนี้จะกลับมาเอย ฯ

คำร้องในบทพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งที่ว่า “ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง” นั้น ก็เพื่อให้เป็นที่หมายรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ เพราะพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน (แม้ความจริงเพลงนี้ จะทรงพระราชนิพนธ์ยังวังไกลกังวล ก็ทรงใช้ว่าวังหลวงตามสัญลักษณ์) และเป็นการเลียนล้อเพลงแขกมอญบางขุนพรหม ที่กล่าวมาแล้วด้วย

เมื่อทรงพระราชนิพนธ์สำเร็จเรียบร้อย ทั้งทำนองดนตรีและบทร้องแล้ว ก็ทรงต่อเพลงนี้พระราชทานแก่ข้าราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง ครั้นซักซ้อมกันเรียบร้อยดีแล้ว ก็ทรงให้นำวงปี่พาทย์ไปบรรเลงถวาย ณ วังสุโขทัย เพื่อทรงฟังตรวจแก้ไขอีก ๒ - ๓ ครั้ง

ในครั้งแรกมีเจ้านายที่ทรงสามารถในการดนตรี อาทิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และกรมหมื่นอนุพงษ์จักรพรรดิ ทรงร่วมฟังด้วย

ในระหว่างนี้ยังมิได้ทรงตั้งชื่อเพลง ที่ทรงแต่งขึ้นใหม่นั้นว่ากระไร เจ้านายหลายพระองค์ต่างเสนอชื่อถวายต่าง ๆ กัน เช่น ดาวประดับฟ้า ดารารามัญ และอื่น ๆ ที่มีนัยเดียวกันนี้อีกหลายชื่อ แต่ก็มิได้ทรงเลือกเอาชื่อไหน

ต่อมาวงมโหรีหลวงได้นำเพลงนี้ออกร้อง และบรรเลงส่งกระแสเสียง ณ สถานี ๑.๑ ที่ศาลาแดง โดยประกาศชื่อเพลงนี้ว่า “เพลงราตรีประดับดาว” อันเป็นชื่อที่รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงคิดตั้งขึ้นเอง จึงเป็นการตกลงใช้ชื่อนี้ตลอดมา

          เพลงราตรีประดับดาว เถา นี้ ได้รับความนิยมแพร่หลายในวงการดนตรีไทยเป็นอันมาก เป็นเพลงที่มีทำนองและชั้นเชิงไพเราะน่าฟังเพลงหนึ่ง ในบรรดาเพลงไทยทั้งหลาย เนื้อเพลงหรือก็เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและกินใจผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะจนเมื่อได้ฟังหรือนึกถึงครั้งใด ต้องกลับไปมองดูดวงจันทร์และท้องฟ้า ว่าดวงจันทร์ที่เรามองในขณะนี้จะเป็นดวงเดียวกับที่ท่านมองหรือเปล่า ท้องฟ้าที่เรามองในขณะนี้จะสวยงามเท่าที่ท่านมองหรือไม่ อารมณ์ของกวีแม้ยากจะหาเหตุผลอธิบาย แต่เราผู้ฟังคงจะสามารถรับรู้สิ่งนี้ จิตวิญญาณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ด้านดนตรีไทย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ


อ้างอิง : ครูเงิน. เพลงไทยตามนัยประวัติ,๒๕๒๔