การทำงานร่วมกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นความฉลาดของคนคิดนโยบายในสมัยนั้น

     ผู้เขียนเรียนจบวิชาผดุงครรภ์อนามัย หลักสูตร หนึ่งปี หกเดือน ที่โรงเรียนผดุงครรภ์อนามัยลำปางตัั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๒๓  ขณะนั้นชนบทเมืองไทยเรานี้ พื้นที่ใดมีสถานีอนามัยตั้งอยู่ ก็นับเป็นโชคของคนที่นั่นแล้ว บางครั้งคหบดีหลายท่าน ก็กรุณามอบที่ดิน และทุนทรัพย์สร้างสถานีอนามัยให้เสร็จสรรพ แต่ก็ยังขาดแคลนหมออนามัยไปอยู่อยู่ดี ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงให้มีการสอบชิงทุนเข้าศึกษาวิชาผดุงครรภ็อนามัย(สำหรับผู้หญิง) และเจ้าพนักงานสาธารณสุข(สำหรับผู้ชาย) เรียนกันคนละโรงเรียน แต่เวลาฝึกงานก็มักถูกส่งมาฝึกที่โรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยพร้อมๆกัน นับเป็นการทำงานร่วมกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นความฉลาดของคนคิดนโยบายในสมัยนั้น

  ผู้เขียนได้ทุนของจังหวัดชลบุรี ที่ต้องไปเรียนถึงจังหวัดลำปาง ไกลก็ไกล คิดถึงบ้านก็คิดถึง ได้แต่อดทนเอา เนื่องจากหลักสูตรก็เร่งรัดเอาภาคปฏิบัติเป็นสำคัญ สำหรับผู้เขียนนั้น ถูกฝึกให้ทำคลอดจนชำนาญ ดูแลแม่และเด็กได้เป็นอย่างดี มีความเชื่อมั่นในวิชาชีพเป็นอย่างยิ่ง  ครูที่สอนผู้เขียนเป็นแพทย์ และพยาบาล ส่วนพี่เลี้ยงในเวลาฝึกงานคือหมออนามัยรุ่นพี่ ป้า น้า อา

  มีข้อห้ามมากมายสำหรับหลักสูตรนี้ ห้ามทำคลอดในเด็กท่าผิดปกติ เช่น เอาก้นลง (ปกติเด็กต้องเอาหัวคลอดก่อน) ห้ามทำคลอดคนท้องแฝด ห้ามล้วงรก และสิ่งที่ไม่ปกติทั้งหลาย แต่ครูผู้สอน ก็เมตตาสาธิตทุกเรื่องของข้อห้าม ให้นักเรียนได้ดูเป็นประสบการณ์ทั้งหมด อาจเป็นเพราะท่านคาดเดาเอาไว้แล้วว่า สักวันลูกศิษย์ของท่านจะต้องได้พบเจอกรณียากๆแบบนี้ เรียกว่า ให้รู้ไว้บ้างก็ยังดี  และผู้เขียนก็เคยเล่าไว้แล้วว่า ทุก case ที่ครูห้าม ผู้เขียนต้องทำหมดทุกอย่างมาแล้ว ด้วยความจำเป็นที่ต้องอยู่คนเดียว ในสถานที่แสนไกลโรงพยาบาลในเมืองอย่างนั้น และผลลัพธ์คนไข้ก็ปลอดภัยทุกราย

  การมีหมออนามัยลงไปอยู่สถานีอนามัยสักคนในขณะนั้น ดูเป็นเรื่องราวน่าตื่นเต้นยินดีของชาวบ้านเป็นอย่างมาก บางคีั้งก็มีชาวบ้านแวะเวียนมาดูหมอคนใหม่ ซึ่งต่อมาก็จะคุ้นเคยอย่างรวดเร็ว เพราะที่นี่มีหมอคนเดียว จำง่าย เรียกได้  ๒๔ ชั่วโมง ไม่นานหมออนามัยก็กลายเป็นคนของหมู่บ้านไป

 ทักษะแรกที่เรามีคือ การเข้ากับชาวบ้านให้ได้ ใจกว้างพร้อมจะโอบอุ้มคนทั้งหมู่บ้าน ให้รู้สึกอบอุ่นปลอดภัย อาศัยได้ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย เพียงหลับตา ก็จะมองเห็นแผนที่ของหมู่บ้าน สามารถขับมอร์เตอร์ไซด์รุ่นล่า(ช้า) ไปถึงบ้านคนไข้ไม่มีหลงทาง

  สมัยนั้นไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงทุกครัวเรือน ผู้เขียนยังต้องทำคลอดให้ตามบ้าน โดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมัน ที่ให้แสงสว่างด้วยการเผาไส้ ที่เต็มไปด้วยเขม่าควัน ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนไข้เดินมาสถานีอนามัยไม่ไหว พาหนะไม่มี แต่ผู้เขียนถูกฝึกให้ทำงานคลอด ได้สะอาดปลอดภัยได้ทั้งที่บ้านและสถานีอนามัย

 คิดๆไปแล้วภาพทรงจำเก่าๆ ก็ปรากฏแจ่มชัด มองเห็นหมออนามัยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศทีเดียว เพราะถ้าไม่มีวันนั้น การยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเรื่อยๆก็คงมาไม่ถึงวันนี้  และผู้เขียนก็ต้องขอบคุณ web site Gotoknow แห่งนี้ ที่ให้มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ ซึ่งจะนำมาเล่าต่อไปอีก

  และคงต้องเรียนถึง ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ ว่าช่วยเชื่อมโยงเรื่องเล่าเหล่านี้ ให้เข้าหัวข้อที่อาจารย์ตั้งไว้ด้วยนะคะ มีแรงบันดาลใจ จากบันทึกของอาจารย์ที่เชิญชวนมา ความตั้งใจอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ของคนสาธารณสุขไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ขอขอบพระคุณมากค่ะ