ไม่น่าเชื่อว่า เธอถามผมเรื่องการปฏิบัติธรรม ดดยเล่าว่า ปีที่ผ่านมาเธอไปวัด........

 รูปภาพ

            บ่ายวันเสาร์อันเงียบงัน ลูกสาวกับแม่บ้านพากันไปทำธุระนอกบ้านพัก ลูกสาววัยสิบสี่ปี อยากให้แม่พาไปออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำที่โรงเรียน ส่วนคุณแม่บ่นว่าเจ็บหลังและต้นคอ และจะพาลูกสาวไปส่งที่สระว่ายน้ำ แล้วจะเลยไปให้แพทย์ทางเลือกของโรงพยาบาลหัวหินเพื่อนวดคลายเส้น

            ผมเองขอพักผ่อนอยู่กับบ้านนั่งบ้าง นอนบ้างมองความเงียบอย่างเป็นสุข บางครั้งความเงียบก็เป็นเพื่อนที่ดี มองลอดบานเกล็ดออกไปนอกหน้าต่างบ้าน ฟ้าครึ้มมาตั้งแต่เช้า แต่ฝนยังไม่ตก ลมเย็นพัดพาละอองฝนเย็นชื่นมาจากที่ไหนสักแห่ง คาดว่าฝนคงตกแล้ว ไกลออกไปจากนี่สักหน่อย แว่วได้ยินเพลงญี่ปุ่นลองผ่านสายลมมาจากบ้านข้างเคียงหลังใดหลังหนึ่ง เสียงนกเล็กๆ ร้องเบาๆ มาจากต้นข่อยใหญ่ริมกำแพงฝั่งตะวันตก กั้นเขตแดนบ้านพักชาวต่างชาติฝั่งตรงข้าม

            เป็นบรรยากาศยามบ่ายอันเซื่องซึม มองเลยไปด้านล่างเห็นหมาแก่ผอมโซซุกร่างนอนใต้ถุนตึกอย่างเกียจคร้าน แมวดำขมุกขมัวตัวใหญ่แปลกหน้ามอบนิ่งอยู่ใกล้โคนต้นข่อย แหงนหน้ามองเอี้ยงสาลิกาเกาะกิ่งข่อยไม่สูงนัก เหมือนว่ามีเจตนาไม่ดีบางอย่างอยู่ในใจ

            ทอดสายตามองอาณาบริเวณของบ้านพักราชการที่พำนักมานานเกือบยี่สิบปี นึกไม่ถึงว่าจะพเนจรร่อนเร่มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองได้นานถึงปานนี้ ความคิดคำนึงล่องลอยไป........

            เดือนก่อน ระหว่างเดินทางกลับจากการไปเป็นวิทยากรค่ายภาษาอังกฤษกับเพื่อนวิทยากรชาวต่างชาติ “ทีน่า” เธอชอบเดินทางจากฮอลล์แลนด์ไปหลายประเทศก่อนมาปักหลักที่หัวหินอย่างถาวร เนื่องจากพบรักกับหนุ่มไทย จึงตัดสินใจใช่ชีวิตคู่กันมายาวนาน หลายปีก่อนราชการจ้างเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน เธอทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่นั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

            “เรา” ผมและทีน่า ได้พบกันปะพูดคุยกันในฐานะอาจารย์ภาษาอังกฤษร่วมสถาบันเป็นครั้งคราว ทีน่าค่อนข้างเข้าใจนิสัยคนไทยและปรับตัวได้ง่าย เราจึงคุยกันสนุกสนานถูกคอทุกคราวที่พบกัน คราวนี้เราเดินทางไปเป็นวิทยากรค่ายภาษาอังกฤษร่วมกันอีกครั้ง ขากลับมีโอกาสนั่งติดกันเลยได้คุยกันมากยิ่งกว่าเดิม

            ไม่น่าเชื่อว่า เธอถามผมเรื่องการปฏิบัติธรรม โดยเล่าว่า ปีที่ผ่านมาเธอไปวัดแห่งหนึ่งพบพระสงฆ์รูปหนึ่งใช้ภาษาอังกฤษได้ดีสอนให้เธอปฏิบัติธรรม เธอเดินทางไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรมบ่อยๆ พระอาจารย์ใจดีสอนรู้จักการฝึกสติ และการทำสมาธิแบบ “พุท-โธ” กำหนดลมหายใจเข้าออก เธอฟุ้งซ่าน หงุดหงิด เพราะไม่อาจรวมใจให้ “หยุดคิด” ได้ แต่พระอาจารย์ใจเย็นพอ ค่อยๆ สอน อดทนสั่งสอนขัดเกลานานเข้า เธอคุ้นเคยกับการนั่งสมาธิมากขึ้น แต่โชคร้าย พระอาจารย์เดินทางไปเป็นพระธรรมทูตต่างประเทศ พระรูปอื่นที่ใช้งานภาษาอังกฤษเพื่อการสอนธรรมปฏิบัติก็ไม่มี การปฏิบัติธรรมของเธอจึงห่างหายไปด้วย

            เธอถามว่า “มีพระอาจารย์วัดไหนสอนการปฏิบัติธรรมได้บ้าง” คำถามนี้ทำให้ผมนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นชาวต่างชาติ แต่สนใจการปฏิบัติธรรมที่คนไทยไม่ค่อยจะสนใจถามปัญหาแบบนี้มาก่อน ได้แง่คิดว่า การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ หรือศาสนา “พระอาจารย์วัดไหนก็สอนได้ทั้งนั้น” ผมตอบแบบเข้าข้างวัดนิดหน่อย “แล้วจะให้ฉันไปวัดไหนดี” คราวนี้ผมงุนงง เพราะไม่อาจแนะนำได้ว่า ควรไปวัดไหนดี “เอ่อ...คือว่า...” เธอเห็นอาการลังเล “พระอาจารย์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี มีน้อย” เธอพูดต่อ แบบผมไม่ต้องกล่าวนำ

            “ก็น่านนะซิ” เปล่าผมไม่ได้พูด นิ่งคิดเห็นด้วยกับเธอ พระอาจารย์ผู้เชียวชาญด้านการปฏิบัติธรรม และสามารถใช้งานภาษาอังกฤษเพื่อสอนธรรม มีน้อยเหลือเกิน “เคยไปหาพระอาจารย์รูปอื่นบ้างหรือเปล่า?” ผมถามเรื่อยๆ เข้าใจความรู้สึกของเธอ “ขอให้เพื่อนพาไปหาพระที่สอนธรรมและใช้ภาษาอังกฤษได้หลายครั้งมาก แต่ยังไม่สมหวัง” ถือว่าเป็นการยืนยันจากชาวต่างชาติอีกครั้งว่า “หาพระสอนธรรมปฏิบัติโดยใช้ภาษาอังกฤษยาก”

            นิ่งนึกหาทางแก้ปัญหาให้เธอ “แล้วแก้ปัญหาอย่างไร” เธอตอบแบบง่ายๆ “ก็ค่อยๆ หาต่อไป” “ทำไมมาทำที่บ้าน” เธอทำหน้างงเหมือนไม่เคยได้ยินคำเช่นนี้มาก่อน “ทำได้ด้วยหรือ” “ได้แน่” “มีคนบอกฉันว่า การทำสมาธิต้องมีพระอาจารย์คอยควบคุมดูแล” เธอพูดเหมือนคนไทยส่วนมากที่ค่อนข้างจะห่างวัด “มันก็ถูกส่วนหนึ่ง หมายถึงว่า ตอนแรกๆ ที่เราไม่รู้วิธีการ หลักการ” “หมายถึงว่า...” “ก็หมายถึงว่า เราเรียนรู้หลักการแล้วก็ต้องนำไปปฏิบัติเองทั้งนั้นแหละ ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบัน” “อ๋อ ...แล้วฉันควรทำอย่างไร” เธอมาถามสีหน้าจริงจัง “เรียนมาจากพระอาจารย์แล้วนี่ว่าทำอย่างไร ก็นำมาทำที่บ้านซิ” เธอนิ่งทบทวนการปฏิบัติที่เธอเคยทำ

(ติตตามตอนต่อไป)