๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านทุกท่าน
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ตื่นตีสี่ตามเสียงนาฬิกาปลุก อาบน้ำแต่งตัวแล้วจัดของจำเป็นลงกระเป๋าล๊อตสุดท้ายก่อนลั่นกุญแจ เต้ยมารับตรงเวลานัดหมาย คือตีห้า สภาพการจราจรก่อนฟ้าจะสางช่างปลอดโปร่งโล่งตลอดเส้นทาง ถึงสนามบินสุวรรณภูมิก่อนหกโมงเช้า คณะที่นัดหมายสำหรับการเดินทางนัดนี้ส่วนใหญ่มากันพร้อมแล้ว อาทิ ท่าน ผอ.สมยศ ศิริบรรณ ผอ.สพป.กทม. คุณปราโมทย์ ขจรภัย หัวหน้าโครงการจาก สพฐ.คุณนิจวดี เจริญเกียรติบวร จาก สพฐ. คุณศิริวัลย์ อุดมพรวิรัตน์ จาก สพป.ราชบุรี เขต ๒ คุณอนุภาพ บุญซ้าย จากโรงเรียนอนุบาลสกลนคร คุณอุษา พุ่มศรีภานนท์ จาก สพป.กทม. คุณมาลี กิตติอุดมเดช จาก สพฐ. คุณสุมงคล ดีมาก จากโรงเรียนบ้านโนนสัง สพป.นครราชสีมา เขต ๖ คุณพันธนา จำปาทอง จาก สพป.เชียงใหม่ เขต ๑ คุณบุษรา อ่อนคง จาก สพป.ขอนแก่น เขต ๑ คุณประมุข ปุญสิริ จาก สพป.กาญจนบุรี เขต ๒ คุณพรพรรณ อินทรประเสริฐ สพป.นนทบุรี เขต ๑ คุณทรงวุฒิ มลิวัลย์ จาก สพฐ. คุณจิราพร มงคลคำ จาก สพป.เชียงราย เขต ๑ คุณทองใบ นึกอุ่นจิตร โรงเรียนบ้านน้ำพี้มิตรภาพที่ ๒๑๔ และอีกหลายท่านทั้งในและนอกราชการที่ร่วมเดินทาง เป็นการเดินทางเพื่อนำทีมนักเรียนไปแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา International Mathematics Competition (IMC 2012) โดยมีกำหนดการแข่งขันระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ณ กรุงไทเป ประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่ไปแข่งขันครั้งนี้ประกอบด้วยเด็กหญิงขันเงิน สุริยบุตร โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา เด็กชายพงศธร จารุรัชตพันธ์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น เด็กชายพัฒนภูมิ เศรษฐกวิน โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เด็กชายวสุ พรหมอินทร์ โรงเรียนกรุงเทพ คริสเตียนวิทยาลัย เด็กหญิงธนอร บำรุงเชาว์เกษม เด็กชายภารุจ วุฒิไกรอุดมเดช โรงเรียนราชวินิต เด็กหญิงวริศรา มาลารัตน์ โรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ เด็กชายศิรธีร์ วัฒนสุรีย์พจน์ โรงเรียนอัสสัมชัญ(แผนกประถม) เด็กชายนญ กังวานธีรวัฒน์ โรงเรียนอนุบาลสกลนคร เด็กชายอรรถวุฒิ ทอนสูงเนิน โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา เด็กชายกัญจน์ เจิ้ง โรงเรียนอัสสัมชัญ(แผนกประถม) เด็กชายมิษฎา เหมานนท์ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหม เด็กหญิงชัชชญา กรุตพันธ์ โรงเรียนบางสะพาน เด็กหญิงพนัชกร อนันตประยูร เด็กหญิงฉัทชนัน สุริยาอมรานนท์ โรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ เด็กชายชนภัทร กีรติเชาวนากุล โรงเรียนอัสสัมชัญ(แผนกประถม) สำหรับทีมมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย ด.ช. กฤตเมธ เล้งรักษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ด.ช. ณภัทร บูรณะวัฒนากูล โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ด.ช.สุชาครีย์ ชื่อลือชา โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ด.ช.ภาสพงศ์ ปิ่นเจริญ โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร ด.ช.ภูดิส พัชราธิวัฒน์ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ด.ญ. จุฑามาศ เจริญขวัญ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ด.ญ.สุเจษฎา อุดมศรีรุ่งเรือง โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน ด.ช.วรัชย์ วีระนนท์ชัย โรงเรียนมัธยมปัญญารัตน์ ด.ช.กัญจน์ นันทสมสราญ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ด.ช.ภูวิชญ รัชตวุฒิมงคล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ด.ช.ณัฐวุฒิ บุญสิริพัฒนาเจริญ โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน ด.ช.ธีมทรรศ จีรนันท์ธวัช โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด.ช.กิตติพศ ปรางค์ศรีเจริญ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ด.ช. ปวัตน์ แก้วฤทธิ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ด.ช.วริชธิ์ ฝูงวานิช โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน ด.ช.ศิวกร สงวนหมู่ โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน International Girls Team ด.ญ.นวพรรณ วัฒนาวานิชกูล โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช International Boys Team ด.ช.ภาสพล อุฬารกูล โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน เมื่อพร้อมกันแล้วฝ่ายจัดการคืนหนังสือเดินทางและมอบตั๋วเครื่องบินให้ ไต้หวันออกวีซ่าให้เพียง ๓ เดือนที่เราสามารถพำนักในประเทศนี้ได้ ไทยกับไต้หวันไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน เพราะเป็นไปตามนโยบายของสหประชาชาติที่รับรองเพียงจีนเดียว คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฉะนั้นหากไม่ใช่กิจกรรมการแข่งขันทางวิชาการในระดับนานาชาติ เราไม่สามารถเดินทางไปไต้หวันได้เหมือนประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูต นำกระเป๋าใบใหญ่ไปเช็คอินโหลดไปกับเครื่องของสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค ใช้เวลาเพียง ๓ นาทีก็เรียบร้อย ชวนท่าน ผอ.สมยศ ศิริบรรณ ไปแลกเงินไต้หวัน มา ๘ พันดอลล่าร์ไต้หวัน ใช้เงินไทยไปเกือบหมื่นบาท แปลว่าอัตราแลกเปลี่ยนใกล้เคียงกัน ขึ้นบันไดเลื่อนไปอีกชั้นเพื่อตรวจสัมภาระที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบินและตรวจร่างกายว่าพกพาสิ่งของต้องห้ามหรือเปล่า จากนั้นลงบันไดเลื่อนไปอีกล็อคหนึ่งเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประทับลงตราหนังสือเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาทีก็ผ่านเข้าไปเดินด้านในของสนามบิน ตั๋วบอกว่าเราต้องไปขึ้นเครื่องที่ประตู G3 จึงเดินชมสินค้ารายทางไปเรื่อยเปื่อย สลับกับเดินสายพานเพื่อประหยัดแรงงาน ประมาณ ๒๐ นาทีก็ถึงที่หมาย ประตูยังไม่เปิดจึงเดินแกล่วอยู่แถวนั้น ไม่ช้าเด็ก ๆ และคณะก็ทยอยเดินกันมามากขึ้น ประตูเปิดเวลา ๘ นาฬิกา พวกเราก็ลงไปนั่งรอขึ้นเครื่อง วันนี้เครื่องดีเลย์ออกไปจากกำหนดเดิมประมาณ ๑ ชั่วโมง เป็น ๑๐.๐๐ น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒ ชั่วโมงบนเครื่องบินที่ค่อนข้างสะดวกสบาย มีอาหารเลี้ยง ถึงฮ่องกงเวลา ๑๓ นาฬิกาของเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าเมืองไทย ๑ ชั่วโมง เราต้องเปลี่ยนเครื่องบินที่นี่เพื่อเดินทางไปไต้หวัน เครื่องดีเลย์ประมาณ ๒ ชั่วโมง ออกเดินทางประมาณ ๑๗ นาฬิกา ท่ามกลางอากาศที่แปรปรวน เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าพรุ่งนี้พายุจะเข้าฮ่องกง เครื่องบินสั่นสะท้านเป็นระยะ ๆ พลอยทำเอาเราต้องส่งใจไปปลุกหลวงพ่อที่ห้อยคอให้มาช่วย เครื่องถึงสนามบินนานาชาติเตาหยวน(Tao Yuan) เวลา ๑๘ นาฬิกา เดินตามกันมาจนถึงจุดรับกระเป๋าจะมีหมาแสนรู้มาคอยดมกระเป๋าว่ามีสิ่งของต้องห้ามแอบใส่มาหรือเปล่า พวกเราต้องเสียไก่ทอดไปครึ่งตัวเพราะความจมูกไวของหมาตัวนี้ ทั้งที่ห่อมิดชิดมาจากฮ่องกง ไต้หวันไม่อนุญาตให้นำเนื้อสัตว์เข้าประเทศทั้งสุกและดิบ มีเยาวชนที่เจ้าภาพมอบหมายมายืนถือป้าย Thailand ให้เห็นเพื่อพาพวกเราไปขึ้นรถบัสที่เขาจัดมารับเดินทางไปที่พักในกรุงไทเป ซึ่งห่างออกไปประมาณ ๔๕ กิโลเมตร การเดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมืองหลวงมีรถหนาแน่นแต่ไม่ติดขัดสามารถวิ่งตามกันไปในความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลา ๒ ทุ่มพวกเราก็ถึงที่พักโรงแรมเดอะแกรนด์โฮเตล ที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินเขาด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน ใครนึกไม่ออกก็ให้คิดถึงวัดเน่งเล่ยยี่ ๒ ที่บางบัวทอง ดูคล้ายนัก แต่ของเขาสูงหลายชั้น ภายในปูพรมสีแดง เสาต้นใหญ่ ๆ ล้วนสีแดง เรียกว่าเลียนแบบมหาราชวังของจีนสมัยโบราณกันเลยทีเดียว รอกุญแจห้องเพียงครึ่งชั่วโมงก็นำกระเป๋าขึ้นไปเก็บ ผมพักกับ ผอ.สมยศ ศิริบรรณ เป็นห้องเล็ก ๆ แคบ ๆ แบบเดียวกับโรงแรมในสิงคโปร์แต่ก็สะอาดสะดวกสบายพอสมควร ลงมารับข้าวกล่องไปทานประมาณ ๒๒ นาฬิกา สำหรับพวกเราถือว่าเป็น Team Leader พรุ่งนี้จะต้องแยกไปพักอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดแปลข้อสอบด้วย เขาบอกว่าเป็นอพาธเม้นต์ชื่อ Kang Ning Service Apartment ซึ่งห่างออกไปประมาณ ๒๗ กิโลเมตร และจะให้พักที่นั่นจนถึงวันเดินทางกลับ พรุ่งนี้นัดหมายพบกันพร้อมกระเป๋าเดินทางเวลา ๑๑ นาฬิกา กลับห้องพักนั่งคุยกันกว่าจะได้นอนเกือบเที่ยงคืน

วันจันทร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ตื่นเช้าที่เร็วกว่าเมืองไทย ๑ ชั่วโมง ดูข่าวทีวีที่มีช่องให้เลือกมากมาย แต่เป็นภาษาจีนกลางและภาษาอังกฤษ Wifi ของโรงแรมคิดเงินค่อนข้างแพง หากใช้ ๓ ชั่วโมง คิด ๓๐๐ ดอลล่าร์ไต้หวัน หากเหมาทั้งวัน ๕๐๐ ดอลล่าร์ไต้หวัน จึงยังไม่ใช้ ลงไปทานข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรม มีอาหารให้เลือกแบบฝรั่งหรือแบบเอเซีย ทานข้าวเสร็จออกไปถ่ายภาพด้านนอกโรงแรมที่สามารถมองเห็นตึกรามบ้านช่องของไทเป โรงแรมนี้ทำเลที่ตั้งดีด้านหลังเป็นภูเขาด้านหน้าเป็นแม่น้ำ ตึก Taipei101 (เขาเรียกว่า วัน-โอ-วัน) ดูโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไทเป แบบเดียวกับตึกคู่ปิโตรนัสเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาเลเซีย หมายมั่นว่าจะขึ้นไปดูให้ได้ ได้เวลานัดหมายลากกระเป๋าลงมาคืนห้องเขาไป แต่รถที่จะมารับล่าช้าไปมาก จึงชวนกันไปนั่งคุยในห้องรับรองของโรงแรม เจ้าภาพมอบของที่ระลึกจำพวกกระเป๋า เสื้อ หมวก ดีที่ห้องนี้มี wifi ให้ใช้ฟรี จึงพอทราบข่าวสารจากภายนอกได้เพราะนำ iPad ไปด้วย เขาแจกอาหารกล่องที่อัดแน่นด้วยขนมปัง นม ให้ทานเป็นทั้งอาหารว่างและอาหารกลางวัน จนเวลาเกือบ ๑๔ นาฬิกา พวกเราจึงไปขึ้นรถเดินทางไปยังที่พักแห่งใหม่ แม้จะเป็นวันจันทร์กรุงไทเปไม่มีรถติด ถนนโล่ง มีลอดอุโมงหลายแห่ง ตึกรามบ้านช่องออกแบบสวยงาม มีสวนหย่อมและต้นไม้เขียวไปทั้งเมือง ดูไปก็คล้ายปีนัง สิงคโปร์ นั่งรถประมาณ ๒๒ นาทีก็ถึงที่พักใหม่ ดูเงียบ ๆ อยู่เชิงเขาที่มีต้นไม้เขียวขจีร่มรื่นมาก มีร้านสะดวกซื้อ 7 eleven อยู่ในโรงแรมชั้นล่าง เป็นที่อุ่นใจมาก มีอาหารการกินขายทั้งของที่ต้มให้ตักเอาเองและอาหารกล่อง ตรงข้ามเป็นห้องอาหาร เจ้าภาพจ่ายรายหัวให้ไปลงชื่อกินได้ไม่เกินมื้อละ ๓๐๐ ดอลล่าร์ไต้หวันต่อคนต่อมื้อ ผมยังคงพักคู่กับท่าน ผอ.สมยศ ศิริบรรณ ห้องพัก ๓๐๐๑ อยู่ชั้น ๓ เข้าไปมีห้องครัว ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องน้ำ เหมือนอพาธเม้นต์ ห้องกว้างไม่อึดอัด ด้านหลังมองเห็นต้นไม้และตึกอื่น ๆ ในกระเป๋าที่เจ้าภาพมอบให้มีบัตรโดยสารรถไฟใต้ดินและบนดินให้ด้วย ก่อน ๑๖ นาฬิกา สมาชิกจึงลงความเห็นกันว่าน่าจะลองสำรวจตัวเมือง เดินจากถนนหน้าโรงแรมตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้าหูซู (HuZau) ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเงินในบัตรเขาบอกให้เติมอีก ๑๐๐ ดอลล่าร์ไต้หวัน จึงจะพอสำหรับการเดินทางไปสถานีเจียนหนาน(jiannan) เพราะใกล้สถานีแห่งนี้มีห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง อยากไปสำรวจสินค้า การเดินข้ามถนนต้องใช้ทางม้าลายและมีไฟสัญญานจราจรสำหรับให้ข้ามถนน รถและคนไม่มาก ห้างแรกที่เข้าไปชื่อ Miramar สินค้าส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า จึงลงมาดูร้านของ Apple ซึ่งได้รับความนิยมเหมือนบ้านเรา ราคาอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน มีร้านอาหารไทยชื่อ Thai Town Cuisine เปิดบริการอยู่ชั้น ๒ ขากลับเดินย้อนมาสถานีรถไฟฟ้าเจียนหนาน ไปลงสถานีหูซู แล้วเดินกลับที่พัก เข้าร้านเซเว่นตักอาหารที่เขาต้มไว้เป็นหม้อ ๆ มีทั้งเต้าหู้ ไข่ หัวผักกาด ใส่รวมในกล่องให้เขาคิดเงินตามจำนวนชิ้น ๆ ละ ๑๕ ดอลล่าร์ ก็ได้อาหารมื้อเย็นเลิศรสแล้ว ไข่พะโล้ที่นี่เขาต้มทั้งเปลือกไปแกะเอาเอง ก็แปลกดีแต่รสชาติเหมือนกัน โรงแรมชั้นล่างมี wifi ให้ใช้ฟรี อากาศดี ๆ ก็รับได้ถึงห้องพัก นั่งดูหนังฝรั่งจากทีวีในห้องพักจนเที่ยงคืนจึงได้นอน

วันอังคารที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ วันนี้จะมีพิธีเปิดที่อนุสรณ์สถาน ดร.ซุนยัดเซน จึงตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวมาทานข้าว เดินเก็บภาพด้านหน้าของโรงแรม เวลา ๐๘.๐๐ น. รถมารับพวกเราจากโรงแรมไปพิธีเปิดซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔๐ นาที นักเรียนแต่ละชาตินั่งเป็นกลุ่ม ๆ ตามแนวถนนรอบอาคาร เพื่อเคลื่อนขบวนเข้าไปด้านใน จนเวลา ๐๙.๐๐ น. จึงปล่อยขบวนเข้าไปตามอักษรชื่อประเทศ ห้องที่จัดพิธีเปิดเป็นอัฒจันทร์เหมือนห้องเรียนรวมที่ธรรมศาสตร์ เวทีด้านหน้าติดฉากหลัง Taiwan International Mathematics Competition 2012 มี motto ว่า World Conference on the Mathematically Gifted Students ...... the Role of Educators and Parents มีการแสดงของเจ้าภาพที่น่าตื่นตาเป็นวงดนตรีสากลผสมกับดนตรีประจำชาติ และการแสดงประจำเผ่าของคนจีน ประธานในพิธีคือ Dr. Wen-Hsien SUN ประธานมูลนิธิ Chiu Chang จากนั้นผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ รวมทั้งไทยแลนด์ มี ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. หลังพิธีเปิดนักเรียนแต่ละประเทศก็ขึ้นเวทีถ่ายภาพหมู่คณะกัน เที่ยงลงไปทานข้าวที่ห้องอาหารของพิพิธภัณฑ์

บ่ายมีกิจกรรมทางวิชาการหลายอย่าง ระดับผู้นำจะพูดถึงการพัฒนาด้านการส่งเสริมนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์ ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ได้บรรยายพิเศษประมาณ ๒๐ นาที เสร็จภารกิจจากพิธีเปิดเป็นเวลาว่างจึงเดินชมห้องที่ประดิษฐ์รูปปั้นดร.ซุนยัดเซน มีทหารแต่งชุดขาวถือปืนติดดาบเดินสวนสนามพร้อมเพรียงเพื่อผลัดเปลี่ยนเวรยามให้ชมเพราะเขามีกรรมวิธีมากท่าหลากแบบเมื่อพานท้ายปืนกระแทกพื้นเสียงจะดังเป็นจังหวะพร้อมเพรียงกัน ถือเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายภาพกันมาก ห้องจำหน่ายของที่ระลึก มีทั้งเหรียญ เสื้อ หมวก และหนังสือ จนเวลา ๑๖ นาฬิกาชวน ผอ.สมยศ ศิริบรรณ นั่งรถแท็กซี่มิเตอร์ไปยังตึก TAIPEI 101 ที่อยู่ไม่ไกลจากพิธีเปิดนัก ค่าโดยสารเพียง ๘๐ ดอลล่าร์ แท็กซี่ไต้หวันเริ่มค่าโดยสารจาก ๗๐ ดอลล่าร์ ไม่ใช่ ๓๕ บาทเหมือนบ้านเรา ตึกไทเป ๑๐๑ เดิมชื่อศูนย์การแลกเงินโลกไทเป เป็นตึกระฟ้าตั้งอยู่ย่านซินยี่ ถือเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ กระทั่งมีการเปิดตัวอาคารเบิร์จคาลิฟา ดูไบ ใน พ.ศ. ๒๕๕๓ จึงถูกแซงหน้าไป ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ อาคารนี้ได้รับหนังสือรับรองลีดเพลตินัม รางวัลสูงสุดในระบบจัดอันดับผู้นำการออกแบบพลังงานและสิ่งแวดล้อมและกลายเป็นอาคารสีเขียวสูงที่สุดและใหญ่ที่สุดในโลก ไทเป ๑๐๑ ได้รับการออกแบบโดย ซี.วาย.ลี และหุ้นส่วน และผู้ก่อสร้างหลักคือธุรกิจร่วมทุน KERT Joint Venture ไทเป ๑๐๑ มีชั้นเหนือพื้นดิน ๑๐๑ ชั้น และชั้นใต้ดิน ๕ ชั้น บริเวณอาคารจะมีห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลายจากทุกมุมโลก การจะขึ้นไปชมทัศนียภาพเมืองไทเป ต้องขึ้นบันไดเลื่อนจนถึงชั้นที่ ๕ ไปเข้าคิวซื้อตั๋วในราคา ๔๕๐ ดอลล่าร์ไต้หวัน ประมาณ ๕๐๐ บาทไทย จากนันต้องเข้าคิวขึ้นลิฟท์ ใช้เวลาในลิฟท์ประมาณ ๓๗ วินาที ก็ขึ้นมาถึงชั้น ๘๙ สำหรับการชมทิวทัศน์ที่สุดคุ้ม ชั้นที่สูงขึ้นไปต้องเดินไต่บันไดขึ้นไป ใช้เวลาเดินถ่ายภาพบนชั้นนี้ประมาณ ๑ ชั่วโมงก็ลงกลับเขาบังคับให้เดินผ่านห้องสี่ฤดู หมายความว่าทั้งพื้นและผนังจะเปลี่ยนภาพเป็นฤดูกาลต่าง ๆ ให้เหมือนจริง จากนั้นก็ผ่านสินค้าราคาแพงจำพวกเครื่องประดับทีทำจากปะการังและมุก มาถึงชั้นล่างประมาณ ๑๘.๓๐ น.

พากันเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ห่างไปประมาณ ๑ กิโลเมตร กว่าจะขึ้นรถได้ก็เกือบ ๑ ทุ่ม รถใต้ดินจากสถานี Taipei City Hall นั่งไปสุดสายที่สถานี Nangang แล้วต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลไปลงสถานี Huzhou ย่ำเท้ากลับที่พักประมาณ ๕๐๐ เมตร ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมาเหมือนเกร็ดหิมะ ถึงที่พักประมาณ ๒ ทุ่ม การเดินทางด้วยแผนที่ทำให้ทราบว่าคนไต้หวันมีน้ำใจมาก ถามใครก็พยายามช่วยเหลือแนะนำ แม้แต่พนักงานขายตั๋วจะเดินทางตู้มาแนะนำเราด้วยจิตบริการ ได้รับแจ้งจาก ผอ.สุภาวดี วงศ์สกุล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต ว่า ผอ.สุรศักดิ์ สว่างแสง อดีต ผอ.โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ เสียชีวิตแล้ว ในเวลาไล่เลี่ยกันก็ได้รับแจ้งว่าคุณแม่ของ ผอ.ฉวีวรรณ ม่วงปรางค์ ที่เพชรบุรีเสียชีวิตแล้วเหมือนกัน ชีวิตนี้ไม่เที่ยงหนอประมาทไม่ได้ทีเดียว เดินมากอยากหลับเต็มที แต่คณะแปลข้อสอบต้องทำงานกันทั้งคืนเพื่อให้งานเสร็จตามกำหนด ก่อนนอนมานั่งค้นหาประวัติ ดร.ซุนยัดเซนเพราะชักลืมเลือนไปนานแล้ววันนี้ไปดูที่อนุสรณ์สถานอ่านไม่ค่อยออกเพราะเป็นภาษาจีน ซุนยัดเซ็น หรือในภาษาจีนกลางเรียกว่า ซุนจงซาน (Sun Zhong Shan) เกิดในปี ค.ศ. ๑๘๖๖-๑๙๒๕ เป็นคน ก่วงตงเซี่ยงซาน เดิมมีชื่อว่า ซุนเหวิน (sun wen) ต่อมาเรียกว่า ซุนอี้เซียน (sun yi xian) ซึ่งเมือแปลแล้วจะมีความหมายว่า"เทพเจ้าอิสระ" และเมืออายุได้ ๓๓ จึงได้เริ่มใช้ชื่อว่า ซุนยัดเซ็น ซุนยัดเซ็นมีลักษณะนิสัยเหมือนกับมารดา คือเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยชอบพูดจา เป็นคนฉลาดมาตั้งแต่เด็ก ชอบซื้อหนังสือ อ่านหนังสือเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ปรัชญา แล้วยังชอบที่จะอ่านแผนที่อีกด้วย ตั้งแต่ตัวท่านไม่ค่อยพูดเกี่ยวกับความสนใจเท่าใดนัก และไม่ชอบฟังเพลง ทางด้านการทานอาหาร ท่านชอบทานผักเนื้อปลา ไม่ชอบทานเปรี้ยวและเผ็ด ผลไม้ที่ท่านชอบที่สุดคือส้มและสัปปะรด ช่วงในวัยรุ่นนั้น ท่านเรียนด้านการแพทย์ หลังจากนั้นก็ไปเป็นหมอที่ มาเก๊า กว่างโจว แต่ทว่าเขาคิดว่าไม่ใช่เพียงร่างกายคนเท่านั้นที่ต้องการการรักษา แต่เรายังต้องรักษาความคิดและจิตใจของคนอีกด้วย ซึ่งประเทศจีนตอนนั้นก็เปรียบเสมือนคนป่วยคนหนึ่ง หรือมักเรียกด้วยสำนวนที่ว่า “ขี้โรคเอเชีย” ดังนั้นท่านจึงพยายามที่จะรักษาประเทศของท่านเองด้วยวัยเพียง ๑๘ ปี ท่านได้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลจีน เพื่อขอร้องให้พวกเขาทำการปฏิรูป แต่รัฐบาลชิงไม่สนใจความคิดและความปรารถนาของผู้คน ดังนั้นในปีเดียวกันท่านและสหายของท่านได้ก่อตั้งองค์การจัดการปฏิรูป ขึ้นมา และตั้งแต่นั้นมาซุนยัดเซ็นก็ได้เริ่มชีวิตที่เปลี่ยนไป ท่านได้ทำการต่อสู้กับรัฐบาลชิง โดยหวังว่าประเทศจีนจะสามารถกลายเป็นประเทศที่เป็นอิสระ เสมอภาค และมั่นคง ปี ค.ศ. ๑๙๑๑ ด้วยความพยายามของซุนยัดเซ็นและสหายทำให้พวกเขาได้รับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ในที่สุดการปกครองภายใต้รัฐบาลชิงก็ได้สิ้นสุดลง ปี ค.ศ. ๑๙๑๒ ซุนยัดเซ็นได้เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว โดยเขาได้กำหนดกฎหมายและข้อห้ามสามสิบกว่าชนิดขึ้นมา เช่น ห้ามการซื้อขายมนุษย์ ขอร้องให้คนทั้งหมดตัดเปีย เป็นต้น ท่านซุนยัดเซ็น ถือเป็นผู้นำที่ทำให้การปกครองสมัยเก่า (แบบฮ่องเต้)ซึ่งมีมายาวนานหลายพันปีได้สิ้นสุดลง ท่านได้เสียชีวิตลงด้วยอายุเพียง ๕๙ ปี

วันพุธที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ วันนี้เด็ก ๆ เข้าสนามสอบกันทั้งวัน มีการสอบประเภทบุคคลและประเภททีม พวกเราเจ้าภาพพาไปชมวิวนอกตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงไทเป มีรถมารับตั้งแต่เช้าประมาณ ๙ นาฬิกาล้อหมุน เลียบคลองเลียบภูเขาไปเรื่อย ๆ บางจุดเป็นอุโมงค์ที่ยาวมาก ถนนหนทางมาตรฐานระดับเดียวกับญี่ปุ่น สิ่งที่มองไม่เห็นคือขยะและถังขยะ ไม่ทราบเขาซ่อนไว้ที่ไหน ทั้งเมืองไม่มีให้พบเห็นเลย ทางขึ้นภูเขาไปเรื่อย ๆ ต้นไม้พันธุ์ไม้เหมือนเมืองไทยมาก ผิดแต่ของเขาเป็นไม้ขนาดกลาง ไม่เห็นไม้ยูงไม้ยางเหมือนบ้านเรา แต่เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก ไม้ไผ่มีตลอดเส้นทาง มีคนหาหน่อไม้เหมือนแถวสวนผึ้ง ราชบุรี รถคดเคี้ยวไปตามลำน้ำและไหล่เขาใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงก็มาถึงหมู่บ้านบนภูเขาชื่อจิ้งถง (Jingtong) เป็นหมู่บ้านย้อนยุค ผู้คนมีความเชื่อไปทางบูชาเทวดาหรือวิญญาน เสียดายไม่มีคนบรรยายให้ฟัง เดินลัดเลาะตามรั้วที่เขาแขวนกระบอกไม้ไผ่ร้อยเชือกเต็มไปหมด หากใครจะซื้อก็มีจำหน่าย จิ้งถงเป็นเหมืองเก่า เลยมีวัฒนธรรมชาวเหมืองเหลืออยู่มาก ด้านบนสถานีเป็นภูเขา เหมืองเก่าถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ รีสอร์ท เป็นสุดสายของทางรถไฟ Pingxi Branch Rail LINE ตัวสถานีรถไฟเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว หลังคาสีเขียวคลาสสิกมาก พวกเรานั่งรถไฟกัน ๑ สถานี ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง มาลงที่สถานี Shifen Station แต่มีตัวหนังสือเขียนว่า Happy Station ร้านค้ารอบ ๆ สถานีจำหน่ายของที่ระลึก เครื่องมือรักษาสุขภาพจำพวกหินไว้กดเส้นคลายเมื่อย พวงกุญแจและสารพัดสินค้า ที่ตื่นตาตื่นใจคือการปล่อยโคมยี่เป็งแบบชาวเหนือของเรา โคมทำจากด้วยกระดาษแบบบอลลูน จุดเชื้อเพลิงไว้ปากถุง พอแก๊สร้อนก็ทำให้บอลลูนพองตัวขึ้น เมื่อปล่อยก็ลอยสู่ฟ้าสูงลิ่วจนสุดสายตา ใช้เวลาที่ Shifen จนเกือบเที่ยงจึงเดินทางกลับโดยรถบัสที่มาคอยที่ลานจอดท้ายหมู่บ้าน กลับมาทานข้าวกลางวันที่กังหนิงอพาธเม้นต์ที่พวกเราพักอยู่
ประมาณ ๑๕ นาฬิกา เจ้าภาพพาพวกเราไปชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไต้หวัน(National Palace Museum) เขาแจกหูฟังแบบวิทยุให้ทัวร์แต่ละคณะใช้คลื่นความถี่ไม่เท่ากันเพื่อบรรยายในการนำชม แต่ผู้คนแออัดจนหมดหนทางจะชมลงมาดูของที่ระลึก ก่อนไปงานเลี้ยงต้อนรับ(Dinner and culture night performances)ที่ภัตตาคาร Jean Hwa Restaurant ก่อนเวลาได้ไปเดินชมย่านการค้าที่ถัดไปสองสามช่วงตึก คล้ายเยาวราช มีสินค้าหลายอย่างทั้งเทพเจ้าที่แกะสลักสวยงาม ไปจนถึงโทรศัพท์รุ่นใหม่ทั้งค่ายตะวันออกและตะวันตก งานเลี้ยงอยู่ชั้น ๒ เขาจัดโต๊ะจีนให้แต่ละประเทศนั่งเรียงรายกันไปตามตัวอักษรชื่อประเทศ มีการแสดงของชาติต่าง ๆ ตามที่เตรียมกันมา เสียแต่ที่นั่งพวกเราอยู่ไกล ต้องดูทางจอภาพแทนของจริงบนเวที อยู่จนงานเลิกเพราะทีมไทยแสดงเกือบหลังสุดเพราะเขาเรียงตามตัวอักษรเหมือนกัน เดินทางกลับที่พักโดยรถบัสที่เจ้าภาพจัดให้
กำจัด คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต ๑