ปรัชญาแนวคิดของหลักสูตร
๑. ปรัชญาการศึกษาของเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาการศึกษาของเศรษฐกิจพอเพียงเน้นไปที่“ความประพฤติที่ทำอะไรเพื่อให้เกิดผล” โดยเป็นกระบวนการเรียนรู้จากการลงมือประพฤติปฏิบัติให้ถึงจุด “พอประมาณ” (ที่ไม่มากหรือน้อยเกินไปจนไม่เกิดผลที่ดี) อันมิใช่สักแต่ให้คิดได้อย่างเที่ยงตรงในเหตุในผล โดยที่ไม่ลงมือปฏิบัติอะไร ซึ่งในที่สุดการเรียนรู้จากการลงมือประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ ก็จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตผู้เรียนในทางที่เจริญงอกงามขึ้น และตกผลึกเป็น “ปัญญา” ที่สามารถจะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรงในเหตุในผลยิ่ง ๆ ขึ้น อันจะกลายเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ของชีวิตต่อไป การเข้าใจว่า “ผลที่ดี” คืออะไรเป็นเงื่อนไขด้าน “คุณธรรม” ขณะที่การเข้าใจว่าจะต้องกระทำ “เหตุ” อะไรเพื่อนำไปสู่ “ผลที่ดี” นั้น ๆ เป็นเงื่อนไขด้าน “ความรู้” ฉะนั้นหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียงที่มีการ
เผยแพร่อย่างกว้างขวาง อันได้แก่ “ความมีเหตุผล ความพอประมาณ และการมีภูมิคุ้มกัน” กับเงื่อนไขของ “ความรู้และคุณธรรม” ถ้าอธิบายให้เป็น“กระบวนการเรียนรู้” (learning process) ดังแนวทางที่อธิบายมาข้างต้น ก็จะเห็นได้ว่าปรัชญาการศึกษาของเศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะที่คล้ายคลึงมากกับ “กระบวนการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์” (scientific method) ที่ประกอบด้วยขั้นตอนการ “ตั้งสมมติฐาน” ว่าอะไรเป็น “เหตุ” หรือตัวแปรนำ) ที่ก่อให้เกิด “ผล” (หรือตัวแปรตาม) ต่าง ๆ จากนั้นก็“ทดลองพิสูจน์สมมติฐาน” ดังกล่าว (ให้ถึงจุด “พอประมาณ” ที่ไม่มากหรือน้อยเกินไปเพื่อจะประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ) สุดท้ายจึง “สรุปผลการทดลอง” ให้ตกผลึกเป็น “ปัญญา”ที่สามารถจะนำไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาเรื่องอื่น ๆ ในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ได้ต่อไป (ซึ่งก็จะกลายเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ของชีวิตในที่สุด)
๒. ลักษณะเด่นของหลักสูตรเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้วยชุดสื่อทางไกล
จากปรัชญาการศึกษาของเศรษฐกิจพอเพียงดังที่ได้กล่าวมา เมื่อประยุกต์ใช้กับการ
สร้างหลักสูตรการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้วยชุดสื่อทางไกล จะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจาก หลักสูตรการศึกษาภายใต้ระบบการศึกษาปรกติที่เป็นทางการ คือ
๒.๑ใช้ชุดสื่อวีดีทัศน์เป็นเครื่องมือหลักของการสร้างกระบวนการเรียนรู้
อันทำให้ต้นทุนจัดการศึกษาตามหลักสูตรนี้ต่ำมาก แต่ให้ผลสัมฤทธิ์สูง (มีประสิทธิผล) เพราะสามารถใช้สถานที่ใด ๆ ในแต่ละหมู่บ้านเป็นที่เรียนก็ได้ขอเพียงให้มีเครื่องเล่นวีดีทัศน์ โดยไม่ต้องลงทุนก่อสร้างอาคารอะไรเพิ่ม อีกทั้งสามารถใช้วิทยากรกระบวนการจากคนในแต่ละหมู่บ้านเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการความรู้ ส่งผลให้ชาวบ้านไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปเรียนในสถานที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ตลอดจนสามารถจะกำหนดตารางเวลาเรียนที่เหมาะสมร่วมกันได้โดยไม่ให้กระทบต่อวิถีการทำมาหากิน จึงสามารถเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่องเป็นหลักสูตรระยะยาว และได้ความรู้ครบถ้วนเป็นระบบ (package) ที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาของคนในชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ ภายใต้บริบทของปัญหาที่แตกต่างกัน (เนื่องจากสามารถใช้สื่อวีดีทัศน์ที่มีเรื่องราวความรู้หลากหลายสาขาช่วยในการจัดการเรียนรู้โดยไม่มีข้อติดขัดด้านตัวผู้สอนหรือวิทยากรเก่ง ๆ ที่จะมีปัญหาในการเดินทางไปสอนยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ)
๒.๒ เน้นการเรียนรู้จากการลงมือประพฤติปฎิบัติ
ด้วยการอาศัยประเด็นปัญหาของแต่ละชีวิต แต่ละครอบครัว แต่ละชุมชนท้องถิ่น เป็นโจทย์เพื่อหาคำตอบในการแก้ปัญหาเหล่านั้น ผ่านทาง การทำโครงงานต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สุขทั้งต่อผู้เรียน ครอบครัว และชุมชนท้องถิ่น(มีประโยชน์) กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนี้ ช่วยให้แม้แต่คนที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ก็สามารถจะร่วมเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในการแก้ปัญหาของชีวิตตนเองและครอบครัว
จากหลักสูตร การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่ออกแบบให้สามารถรองรับกลุ่มคนซึ่งมีพื้นฐานการศึกษา อันแตกต่างหลากหลายได้ เนื่องจากเน้นเรียนรู้ด้วยการดูสื่อวีดีทัศน์เรื่องเล่าต่าง ๆ และการทำ โครงงาน เพื่อแก้ปัญหาของแต่ละชีวิตและครอบครัว อันสอดคล้องกับวิถีการเรียนรู้ตามปรกติ ของผู้คนอยู่แล้ว เพียงแต่จัดการเรียนรู้ตามธรรมชาตินี้ให้เป็นระบบขึ้น และสร้าง“ระเบียบวินัย ของการเรียนรู้” (discipline) ผ่านการให้ใบวุฒิบัตร ประกาศนียบัตร
หรือ “ปัญญาบัตร”ในแต่ละระดับที่จะออกให้กับผู้ที่มีวินัยของการเรียนรู้ตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อเป็น “สัญญะ” แห่งการรับรองคุณค่าของ “ความรู้” ที่สามารถจะแก้ปัญหาชีวิตของผู้เรียน ครอบครัว และชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๒.๓ เน้นการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มของคนที่อาศัยในบริเวณใกล้กันโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง
อันจะนำไปสู่การรวมกลุ่มของคนที่มีฐานความรู้ความเข้าใจ (หรือทิฎฐิ) ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะก่อ ให้เกิดความประหยัดของขนาด (economy of scale) ในการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้ง ด้านการผลิต การบริโภค การจัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ของคนในแต่ละชุมชน ตลอดจนนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นจนก่อเกิดเป็นสภาพแห่งความมี “มิตรดี สหายดี สภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี” ซึ่งเอื้อต่อการเสริมสร้างความเจริญงอกงามทางจิตปัญญาของผู้คน (ทำให้มีความสุขอย่างยั่งยืน)