...............................................ประเทศไทยเราควรเอาใจใส่เตรียมคนเป็นพ่อแม่ ให้รู้วิธีเลี้ยงลูก รู้วิธีกระตุ้นสมองส่วน EF แก่ลูก ซึ่งโดยหลักการแล้ว ตัวกระตุ้นที่ดีที่สุดคือความรักความเอาใจใส่
ข่าวในผู้จัดการออนไลน์ เรื่อง ผลสำรวจความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กไทย โดยกรมสุขภาพจิต เปรียบเทียบของปี ๒๕๔๕, ๒๕๕๐ และ ๒๕๕๕ ในเด็กอายุ ๖ - ๑๑ ปี พบแนวโน้มลงต่ำลง และองค์ประกอบย่อยที่คะแนนต่ำมากคือ ความมุ่งมั่นพยายาม ความกล้าแสดงออก และความรื่นเริงเบิกบาน
และข่าว Action urged over low EQ ratings in childrenใน นสพ. บางกอกโพสต์ บอกว่าต้องมีการเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ แต่ข่าวไม่บอกว่าทำอย่างไร EQ จึงจะเพิ่มขึ้น
ผมเคยบันทึกเรื่องนี้ไว้ที่ ๑, ๒ โดยเล่าผลการวิจัยติดตามผลระยะยาวในเด็กอเมริกัน ได้ผลว่าการเอาใจใส่ให้ความรัก และกล่อมเกลาเด็กอย่างถูกวิธีตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนอนุบาล มีผลอย่างยิ่งต่อชีวิตในอนาคตของเด็กคนนั้น เรียกหน้าที่ทางสมองด้านนี้ว่า Executive Function (EF) โดยเขาบอกว่าคุณภาพทางสมองส่วนนี้สำคัญต่อชีวิตยิ่งกว่า ไอคิว อ่านบทสรุปวิธีพัฒนาอีคิวได้จากบันทึกที่ ๑ ข้างต้น
ผลการวิจัยนี้ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาลงทุนจัดบริการกระตุ้นสมองส่วนนี้ให้แก่ลูกของคนด้อยโอกาสฟรี ด้วยความเชื่อว่าการลงทุนนี้จะให้ผลตอบแทนแก่สังคมคุ้มค่า เพราะจะทำให้สังคมมีพลเมืองที่คุณภาพสูงขึ้น
นี่คือที่มาของการจัดศูนย์เด็กเล็กขึ้น และในประเทศไทยก็จัดด้วย แต่ผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกาบอกว่า คุณภาพของครูเด็กเล็กไม่ดีเหมือนตอนทำวิจัย เป็นการชี้ให้เห็นว่า ครูสอนเด็กเล็กมีความสำคัญมากต่อการวางรากฐาน อีคิว ให้แก่เด็กจากครอบครัวด้อยโอกาส
เด็กในครอบครัวที่อบอุ่นและฐานะดีก็สบายไป ไม่ต้องเข้าเรียนชั้นเด็กเล็กสมองก็ได้รับการกระตุ้นด้วยความรักความเอาใจใส่ที่บ้านแล้ว
ผมจึงเห็นด้วยว่า ประเทศไทยเราควรเอาใจใส่เตรียมคนเป็นพ่อแม่ ให้รู้วิธีเลี้ยงลูก รู้วิธีกระตุ้นสมองส่วน EF แก่ลูก ซึ่งโดยหลักการแล้ว ตัวกระตุ้นที่ดีที่สุดคือความรักความเอาใจใส่
วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๕
บนรถแท็กซี่จากสนามบินกลับบ้าน