ทุนนิยมแบบตลาดเสรี ไม่ใช่ ประชาธิปไตย และตอนนี้เงื่อนไขของมันก็ไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบานขึ้นแต่อย่างใด

ผมรู้สึกว่าคนทั่วโลกกำลังโดนนายทุนข้ามชาตินักการเมืองประเทศมหาอำนาจล้างสมองให้เชื่อผิดๆ อยู่เรื่อยๆว่าลัทธิทุนนิยมแบบตลาดเสรีคือประชาธิปไตยและเป็นลัทธิที่ดีจะนำไปสู่โลกใหม่ที่ดีกว่าเดิมอะไรแบบนั้น

ความจริงมันคนละเรื่องกันทุนนิยมแบบตลาดเสรีไม่ใช่ประชาธิปไตยและตอนนี้เงื่อนไขของมันก็ไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบานขึ้นแต่อย่างใดรังแต่ทำให้ปัญหาต่างๆทั่วโลกเลวร้ายลง

ปัญหาในโลกนี้ทุกเรื่องในตอนนี้ผมมองดูแล้วมันเป็นปัญหาที่สามารถมองย้อนไปยังลัทธิทุนนิยมแบบตลาดเสรีได้ทั้งนั้นมันเป็นปัญหาในเชิงปรัชญาก็ว่าได้ความที่คนไทยเราไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เนื้อหาภาษาไทยไม่มีผมเพิ่งค้นพบว่าปัญหานี้นักปรัชญาฝรั่งพูดกันมานานแล้ว

ทำไมคนส่วนน้อยในโลก จึงกวาดทรัพยากรของโลกไปถือครองยึดไว้เป็นเจ้าของเสียหมด ไม่ว่าเงิน ที่ดิน สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติ แม้กระทั่งจับจองทรัพย์สินทางปัญญาเอาไว้เก็งกำไร  

ทำไมสิ่งแวดล้อมโลกจึงถูกทำลายหมดไปๆป่าสาธารณะโดนเผาและบุกรุกยึดเป็นของเอกชนจำนวนน้อยผ โลกไม่มีพื้นที่เป็นบัฟเฟอร์สำหรับปรับภูมิอากาศทำไมสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ถูกล่าและทำลายจนสูญพันธุ์ไปหมด คนไม่กินสัตว์ป่าไม่ได้หรือทำไมปัญหามลภาวะจากสารเคมีและอุตสาหกรรม ทำให้ดินน้ำอากาศปนเปื้อนปัญหาขยะสารพิษทิ้งทะเล สิ่งเหล่านี้กระเทือนคนทุกคนในโลกแต่ทำอะไรไม่ได้

การตัดสินใจผิดๆเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมาตั้งแต่ขั้นตัดสินใจสร้างบนแนวเปลือกโลกที่เสี่ยงกับแผ่นดินไหวการออกแบบที่ผิดพลาดแม้วิศวกรที่ออกแบบแต่แรกก็ยังลาออกไปไม่ยอมทำงานนี้และนโยบายที่กำลังผิดพลาดของรัฐบาลญี่ปุ่นในการจัดการแก้ไขปัญหาซึ่งจะคาดได้ว่าจะส่งผลทำให้คนอีกหลายล้านคนทั่วโลกต้องตายเพราะพิษกัมมันตรังสีรั่วในอีกไม่นานก็เป็นเพราะผลประโยชน์ของคนจำนวนไม่มากในขั้นตอนการตัดสินใจแต่ละขั้นอาจจะเป็นไปได้ว่ามนุษยชาติสปีชี่ส์ปัจจุบันอาจจแทบจะสูญพันธุ์เพราะความงกของคนยุคนี้ก็ได้

ทำไมความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนภายในประเทศก็ดีระหว่างประเทศก็ดีสงครามต่างๆจึงถูกสร้างขึ้นมาโดนปลุกปั่นโดยคนจำนวนน้อยแต่ทำให้คนจำนวนมากวุ่นวายและเสียชีวิตเพราะเงื่อนไขเหล่านั้นเพียงเพื่อแย่งทรัพยากรที่คนระดับผู้นำจะครอบครองได้เพียงชั่วคราวและในจำนวนเพียงเล็กน้อยทำให้ความมั่งคั่งของโลกทั้งโลกย้ายไปกระจุกตัวอยู่กับคนในโลกนี้เพียงน้อยนิด

นักปรัชญาที่เตือนโลกมาเกือบ๗๐ปีแล้วว่าสังคมการตลาดไม่ยั่งยืนและมันสามารถทำลายล้างมนุษยชาติและบริบทที่แวดล้อมคนเราอยู่ได้ถึงตายคือ คาร์ล พอล โปลันยี Karl Paul Polanyiนักปรัชญาและประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ชาวฮังการีในหนังสือที่เขาเขียนไว้ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่๒เรื่องThe Great Transformation (การเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่เขาไม่เห็นว่าลัทธิทุนนิยมเป็นขั้นตอนเชิงบวกที่จะนำไปสู่ระเบียบใหม่ของโลกที่ดีกว่าเดิม