โครงการ “การพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิต และการเยียวยาทางจิตใจ ของผู้ประสบอุทกภัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”
(The development for mental health crisis prevention and psychological healing of Persons facing with flooding, Hat-Yai flooding, Songkhla)
เนื่องจากภัยพิบัติในปัจจุบันที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติ ได้แก่ วาตภัย อุทกภัย โคลนถล่ม แผ่นดินถล่ม แผ่นดินไหวและคลื่นทะเลที่เกิดจากแผ่นดินไหว (พระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน, 2552) ส่งผลให้บุคคลเผชิญกับภาวะวิกฤตทางจิตใจ (Psychological Crisis) ซึ่งเป็นภาวะที่บุคคลได้เผชิญกับสิ่งที่ท้าทาย ไม่คาดคิด เป็นภาวะสูญเสียสมดุลย์ (Disequilibrium state) อันเนื่องมาจากการตอบสนองต่อภาวะตึงเครียด ที่มาจากเหตุการณ์รอบตัว สังคม เป็นช่วงเวลาแห่งความพยายามที่จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง (Frisch & Frisch, 2006; Townsend, 2008) โดยเฉพาะเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ ซึ่งมักเกิดขึ้นอยู่เสมอและรุนแรงมากขึ้นตามสภาพแวดล้อม สถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และพบว่ามีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันและรุนแรงโดยที่คนส่วนใหญ่ ไม่คาดคิด หรือเคยมีประสบการณ์มาก่อน (มาโนช & ปราโมทย์, 2552) ผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ส่งผลรอบด้านทั้งโดยทางตรง และโดยทางอ้อม จากการศึกษาผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติในระดับบุคคลได้แก่ การบาดเจ็บทางร่างกาย เจ็บป่วยเรื้อรัง การสูญเสียของบุคคลอันเป็นที่รัก การสูญเสียทรัพย์สิน และการสูญเสียอาชีพ (สมฤดี, 2550; อุไร, 2553) ผลกระทบ ทางด้านจิตใจ ได้แก่ รู้สึกไม่ปลอดภัย นอนไม่หลับ หงุดหงิด รู้สึกโศกเศร้าเสียใจ หมดหวัง หมดอาลัยในชีวิต หวาดกลัว กลัวตาย สยดสยองต่อเหตุการณ์ที่ได้ประสบมา เกิดความเครียด ซึ่งความเครียดที่รุนแรงนั้นอาจพัฒนาไปสู่ความซึมเศร้า หรือโรคเครียดหลังจากเผชิญเหตุการณ์ที่น่ากลัว (PTSD: Post-Traumatic Stress Disorder) ผลกระทบในระดับครอบครัวได้แก่ สูญเสียทรัพย์สิน เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล สูญเสียเวลาในการประกอบอาชีพในการดูแลตนเอง และสมาชิกที่ได้รับผลกระทบในครอบครัว หรือการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว (กรมสุขภาพจิต, 2549; ปภาดา, 2550) ปฏิกิริยาที่เกิดจากผลกระทบด้านจิตใจส่วนใหญ่จะค่อย ๆ หายไปได้เองตามระยะเวลาที่ผ่านไป และขึ้นอยู่กับการปรับตัวของบุคคลที่สามารถยอมรับสภาพการณ์และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วพยายามหาวิธีแก้ไขหรือบรรเทาให้เบาบางลง อาจใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเองหรือแสวงหาบุคคลอื่นช่วยแก้ไข เมื่อปัญหาคลี่คลาย ความคิด ความรู้สึกต่างๆจะดีขึ้น โดยปกติผู้ที่ประสบภัยพิบัติ จะปรับตัวได้ในระยะ 4–6 สัปดาห์ (กรมสุขภาพจิต, 2548; สุพัฒนา & ศิริลักษณ์, 2550). จะเห็นได้ว่าภัยธรรมชาติที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่จากอุทกภัย ผลที่เกิดขึ้นภายหลังการเกิดอุทกภัย ที่ส่งผลกระทบมากมาย และเมื่อบุคคลไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพก่อนเกิดภาวะวิกฤตอุทกภัยได้นั้น อาจจะเนื่องมาจากการที่บุคคลไม่สามารถแก้ปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง หรือไม่มีบุคคลช่วยเหลือ บุคคลไม่ได้เกิดการเรียนรู้การแก้ปัญหาวิธีใหม่ และไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการเผชิญความเครียด และหากอยู่ในภาวะวิกฤตเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ บุคคลอาจเกิดอาการทางจิตประสาท และเกิดพฤติกรรมทางสังคมที่ไม่เหมาะสมจนถึงขั้นเกิดภาวะที่ต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและบางรายอาจจะเกิดความรุนแรงจนยากในการแก้ไข หรือใช้วิธีการเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างไม่เหมาะสม เช่น การใช้สารเสพติด การทำร้ายตนเอง และการทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น (Stuart & Laraia, 2002) และยังส่งผลต่อการทำหน้าที่ ไม่ว่าจะต่อครอบครัว อาชีพ การงาน และสังคม ในทางตรงข้ามหากบุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤตสามารถเผชิญกับภาวะวิกฤต โดยการรับรู้ได้ตามความเป็นจริง มีแนวทางในการเผชิญปัญหา และมีแหล่งสนับสนุนช่วยเหลือ ก็จะทำให้บุคคลสามารถผ่านพ้นภาวะนี้ไปได้ (Aguilera, 1994) ส่งผลให้บุคคลมีความเข้มแข็งทางจิตใจมากขึ้นพร้อมจะเผชิญปัญหาต่อไป ดังเช่นได้มีการศึกษาพบว่า ผู้ประสบภัยพิบัติมีการปรับตัวเพื่อลดความเศร้าโศกโดยการพูดคุยให้กำลังใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้ประสบภัยพิบัติด้วยกัน (เมตตา, 2549) แต่ยังคงมีผู้ประสบภัยพิบัติที่ไม่สามารถปรับตัวได้และเกิดเป็นปัญหาสุขภาพจิต โรคเครียดเฉียบพลัน โรควิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า (จลี, 2548; สมศรี & สมชาย, 2554) ดังนั้นการช่วยเหลือโดยการพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิตจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันจิตใจให้เข้มแข็ง และทำให้เกิดเป้าหมายในความสามารถต่อการแก้ปัญหา และสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ และช่วยให้บุคคลเกิดภาวะสมดุลทางจิตใจอีกครั้ง ซึ่งตามแนวคิดการปรับตัวของรอย (Roy & Andrew, 1999) อธิบายว่า การปรับตัวของบุคคลเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นโดยแสดงพฤติกรรมการปรับตัว 4 ด้าน ประกอบด้วย
1) การปรับตัวด้านร่างกาย เป็นการปรับตัวเพื่อมุ่งรักษาความมั่นคงด้านร่างกาย ต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคล
2) การปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์ เป็นการปรับตัวเพื่อความมั่นคงทางด้านจิตใจเกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อของบุคคลที่มีต่อตนเองทั้งด้านรูปร่างหน้าตา ความสามารถ เจตคติ
3) การปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่เป็นการตอบสนองความต้องการและคงไว้ซึ่งความมั่นคงทางสังคม เป็นการทำหน้าที่ของบุคคลในสังคม
4) การปรับตัวด้านการพึ่งพา เป็นการปรับตัวเพื่อความมั่นคงทางสังคม ที่เน้นในประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ก่อนที่จะเกิดเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรม ที่รุนแรง หรือเกิดปัญหาทางจิตเวช ที่จะกระทบต่อสังคมโดยรวม
สำหรับจังหวัดสงขลา เหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ทำให้พื้นที่ของอำเภอต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งอุทกภัยและวาตภัย โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ และเกิดน้ำท่วมฉับพลันส่งผลให้เกิดปัญหาวิกฤตสุขภาพจิต และการเยียวยาหลังอุทกภัย จากการสัมภาษณ์บุคลากรทีมงานสุขภาพจิตโรงพยาบาลหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 1-3 สิงหาคม 2554 พบลักษณะของคู่มือในการใช้สำหรับการดูแลจิตใจในภาวะวิกฤต (เสาวลักษณ์, อุษา, และชาดา, 2550) ที่ทางกรมสุขภาพจิตได้พัฒนาให้ทีมสุขภาพได้ใช้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นเพียงรูปแบบการบำบัดรักษา และการเยียวยาทางจิตใจที่ยังเป็นลักษณะนโยบายที่ลงมาให้ปฏิบัติ ยังขาดรูปแบบการดำเนินงานในเชิงพื้นที่ และระบบการจัดการเพื่อป้องกันปัญหาวิกฤตสุขภาพจิตจากอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น และรูปแบบดังกล่าวควรมีความสอดคล้องกับความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยการสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงประสบอุทกภัยใหญ่ และแนวทางที่เหมาะสมในการที่จะให้การป้องกัน และการพัฒนารูปแบบขึ้นภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้วิจัยได้ตระหนักในภารกิจที่สำคัญในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งตามนโยบายและวิสัยทัศน์การวิจัยของชาติ โดยมีแนวทางการพัฒนาบนพื้นฐานของการให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา โดยได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเพื่อปรับตัว และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนากลไกระดับชุมชน เพื่อป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิต และการเยียวยาทางจิตใจ ของผู้ประสบอุทกภัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จะเป็นแนวทางในการช่วยให้เกิดการพัฒนากลไกการทำงาน และองค์ความรู้ในการดูแลประชาชนในภาวะวิกฤต และการเยียวยาทางจิตใจ รวมทั้งการดำเนินการช่วยเหลือโดยคำนึงถึงการประเมินภาวะที่เสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะวิกฤตที่ส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของบุคคลให้ได้ทันท่วงที จะทำให้กระบวนการดูแลช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับผู้รับบริการมากที่สุด โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในลักษณะของการบูรณาการการแก้ไขปัญหาในภาวะวิกฤต และการเยียวยาทางจิตใจ และการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในภาวะวิกฤต ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
วัตถุประสงค์ของโครงการ
1. เพื่อศึกษาการปรับตัวในการเผชิญภาวะวิกฤตจากอุทกภัย และการเยียวยา ของประชาชนในพื้นที่ของชุมชนต้นแบบ
2. เพื่อพัฒนารูปแบบในการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิต และการเยียวยาทางจิตใจประชาชนในพื้นที่ของชุมชนต้นแบบ
3. เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการป้องกันภาวะป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิต และการเยียวยาทางจิตใจ โดยองค์กรในพื้นที่ของชุมชนต้นแบบ
4. เพื่อสร้างเครือข่ายการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิต และการเยียวยาทางจิตใจของประชาชนอาสาสมัคร และแกนนำชุมชน ในพื้นที่ของชุมชนต้นแบบ
ผลที่คาดว่าจะได้รับเมื่อสิ้นสุดโครงการ
1. ข้อสรุปข้อมูลและความต้องการที่ตอบสนองบริบทของพื้นที่
2. ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการประสานความร่วมมือและเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่
3. แผนการดำเนินการเก็บข้อมูลป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิต และการเยียวยาทางจิตใจ จากประชาชน และองค์กรในพื้นที่
4. ผลสรุปเบื้องต้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ
5. รูปแบบการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิตและการเยียวยาจิตใจ
6. รายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์
7. การเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์รูปแบบการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิต และการเยียวยาทางจิตใจ
การนำผลงานไปใช้ประโยชน์
ประโยชน์ของงานวิจัยจะเป็นข้อมูล แนวทางการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิตจากอุทกภัย และรูปแบบการป้องกันภาวะวิกฤต รวมถึงแนวทางการเยียวยาทางจิตใจ ดังนั้นการเผยแพร่ความรู้จะทำได้โดยการนำองค์ความรู้ รูปแบบที่ได้ไปประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลการวิจัย เพื่อให้ผู้ใช้งานวิจัย (Users) สามารถนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมต่อไป
