ควรคิดตามความเป็นจริงใช้เหตุผลอิงหลักความถูกต้องให้มากที่สุด ให้ความยุติธรรมทั้งกับผู้อื่นและกับตนเอง อย่าทำให้ความคิดเราเป็นใหญ่โดยที่ไม่ฟังเหตุผลจากใคร

ความรู้สึกที่ได้เรียนวิชา Apiculture 
       

       ในตลอดระยะเวลาประมาณ 1 เดือน กว่าๆ ที่ได้เรียนวิชาการเลี้ยงผึ้ง ทำให้ตัวหนูรู้สึกว่า อาจารย์มีรูปแบบการสอนที่ไม่เหมือนกับการเรียนการสอนของวิชาอื่นๆ ซึ่งในการสอนของอาจารย์ Beeman นั้นจะสอนทั้งเนื้อหาที่เป็นวิชาการและสอนทั้งเนื้อหาวิชาที่เป็นวิชาชีวิต

       ในวันแรกที่หนูได้เข้ามาเรียนหนูก็แปลกใจและยัง งงๆ กับวิธีการสอนของอาจารย์ แต่พออาจารย์อธิบายหนูจึงเข้าใจและรู้ว่าเราควรที่จะรู้ทั้งเรื่องของการเรียนรู้ในตำราในทฤษฏีและก็ควรที่จะเรียนรู้หน้าที่และการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันควบคู่กันไปด้วย

       ในชั่วโมงเรียนครั้งแรกหนูจำได้ว่าอาจารย์ถามนิสิตในห้องทุกคนว่าทำไมถึงตัดสินใจมาลงเรียนวิชาเลี้ยงผึ้ง นิสิตทุกคนก็มรคำตอบหลากหลายกันไป อาจมีตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง

       แต่ในความคิดของหนูเชื่อว่าเหตุผลที่ทุกคนมาลงเรียนในวิชาเลี้ยงก็คือ ทุกคนอยากที่จะมีความรู้ในเรื่องผึ้งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางคนอาจจะมีความรู้อยู่แล้วบ้างก็ต้องการที่จะรู้เพิ่มเติม หรือบางคนที่ไม่มีความรู้ก็ต้องการที่จะเรียนเพื่อหาความรู้

       เพราะหนูเชื่อว่าในการเรียนผึ้งในเทอมนี้ ทุกๆคนจะต้องได้ความรู้หรือแง่คิดหรือข้อคิดเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่ใครจะได้น้อยหรือได้มากก็ขึ้นอยู่ที่ความใส่ใจและตั้งใจของนิสิตแต่ละคน ก็จะเป็นเหมือนคำพูดที่ติดหูที่หนูได้ยินบ่อยๆ คือ ใครเรียนใครรู้ ใครกินใครอิ่ม ทำให้หนูนึกถึงสิ่งที่อาจารย์ได้สอนและสิ่งที่หนูได้เรียนมา

        และท้ายชั่วโมงอาจารย์ก็ให้นิสิตทุกคนกลับมาเขียน Journal เป็นการทบทวนและกลั่นกรองความรู้ที่ได้เรียนมาทั้งหมดมาเขียนลงในสมุด สัปดาห์แรกหนูยังไม่เข้าใจและยังไม่มีประสบการณืในการเขียน Journal ว่าเขียนยังไงบ้าง ต้องเขียนถึงเรื่องอะไร รูปแบบการเขียนเป็นแบบไหน หนูเลยยังไม่สามารถเขียนได้เยอะพอสมควร

       ในสัปดาห์ที่ 2 ของการเขียน Journal หนูเน้นเขียนเรื่องที่คิดว่าเข้าใจที่สุดและเรื่องที่ประทับใจ เช่น ที่หนูเขียนเรื่อง "วิธีการทำลายกำแพง สกัดกั้นศักยภาพของมนุษย์" ที่อาจารย์เขียนมาท้ายหัวข้อของหนูว่าควรจะเข้าใจเนื้อหาที่เขียน ซึ่งจริงๆแล้วหนูเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอนค่ะ เพราะทางบ้านของหนู คือพ่อและแม่จะสอนกระบวนการคิดเหล่านี้มาตั้งแต่หนูยังเด็กๆ สอนให้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการคิดและตะดสินใจ สอนให้คิดก่อนทำเสมอ เช่น
        - ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ความเข้าใจของหนูคือ ความคิดของในทุกๆคนย่อมไม่เหมือนกัน เพราะคนเราทุกคนก็ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าใครคิดดีหรือคิดไม่ดี แต่ความคิดของเรา เรากำหนดเองได้เราควรคิดตามความเป็นจริงใช้เหตุผลอิงหลักความถูกต้องให้มากที่สุด ให้ความยุติธรรมทั้งกับผู้อื่นและกับตนเอง อย่าทำให้ความคิดเราเป็นใหญ่โดยที่ไม่ฟังเหตุผลจากใคร ควรจะฟังเสียงจากคนรอบข้างบ้าง และใช้วิจารญาณในการคิดชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจว่าเราคิดแบบนี้ถูกหรือเปล่าแล้วถ้ามันผิดมันผิดตรงไหนอย่างไร ควรที่จะแก้ไขปรับปรุงอย่างไรบ้าง และความคิดและการคิดต่างๆควรจะปรับและเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 
        - เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจของหนูคือ คนเราทุกคนเมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกันแล้วย่อมมีสิทธิและความเสมอภาคเท่ากัน เราควรเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งในตัวของเราเองและของผู้อื่นด้วย แต่ความเคารพจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนของบุคคลนั้นๆ ว่าเค้าทำตัวอย่างไร น่าเคารพมากหรอน้อยแค่ในในสังคม
        -เคารพความรู้ในตัวตนมากกว่าตำรา ความเข้าใจของหนูคือ การที่เราต้องเคารพในตัวตนมากกว่าในตำรานั้น อาจเป็นเพราะ ในตำราก็เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือ แต่ความรู้ที่แท้จริงที่จะได้จริงๆขึ้นอยู่ที่ตัวเราเอง และในตำราเองความรู้ก็เป็นสิ่งที่คนเขียนขึ้นอีกเช่นกัน ในตำราไม่สามารถเรียนรู้ต่อไปได้ แต่ในชีวิตจริงความรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในแค่เฉพาะตำราเรียนเท่านั้น เราสามารถเรียนรู้ไปได้เรื่อยๆไม่มีวันหยุด เพียงแค่เราเริ่มที่จะคิดและอยากจะรู้