ก่อนพูดหรือบรรยาย ... ซึ่งสิ่งที่ปฏิบัติต่อตนเองคือ เราต้องทดลองปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ ก่อน ดั่งเช่น HA & R2R & KM

คนไข้กระโดดตึก...๑ ราย เมื่อหลายปีก่อน

คือ ความสูญเสียใจอันยิ่งใหญ่ในการทำงาน เราจึงต่างมาทบทวน หลังจากเราถูกย้ายที่ทำงานไปอยู่ที่ตึกร้างเตรียมทุบ

รูปภาพ : สภาพ
 
รูปภาพ รูปภาพ : ร้อนมาก... รูปภาพ : มุมทำงาน...
 
 
เรื่องเล่าเรื่องราว...ในอดีตของเราชาวจิตเวช แล้วเราก็ผ่านมาได้หลายฤดูกาล นี่คือพี่ๆ น้องๆ ที่ร่วมสุขทุกข์กันมา ยิ่งใหญ่ในความเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน ดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลและช่วยเหลือ แบ่งเบาและแบ่งปัน ใจและใจ...นี่คือ มิตรภาพที่งดงามและอ่อนโยนภายใต้ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์
 
ภายใต้ภาพเหล่านี้มีเรื่องราวและความหมายซ่อนอยู่อย่างมากมาย...แต่ก็คือ หนทางพิสูจน์หัวใจนักพัฒนาที่ไม่เคยย่อท้อหรือยอมจำนน...
 
เราพี่น้องไม่กี่คนในกลุ่มงานเล็กๆ ที่ดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ จิตเวช และยาเสพติด ... การเดินทางของการพัฒนาคุณภาพงาน ต่อเนื่องมา มีปัญหาเราพูดคุยกันช่วยกันคนละไม้คนละมือ ผ่านเครื่องมือ Share & Learning
 
คุยกันมากขึ้น ด้วยความเกื้อกูลและถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่เอาเปรียบกัน ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ไม่แข่งขันกัน หรือทำร้ายกัน และที่สำคัญไม่ชิงชังกัน
 
 
สุนทรียะ...แห่งอารมณ์และความคิด
 
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้เรา...ได้ใช้ศักยภาพเชิงสร้างสรรค์
และเกิดเป็นพลังอย่างมากมายในการทำงาน
 
มีปัญหา ทุกข์ แต่เราแก้ไข...ไม่หนี และไม่งอมืองอเท้า
 
ยอมรับ และหาหนทาง
แม้ว่าบางครั้งนำมาซึ่งความเจ็บปวด ผิดหวัง แต่ไม่นาน พลังของความเกื้อกูล ช่วยเหลือ ไม่เห็นแก่ตัว และต่างเสียสละ ภายใต้ความเข้าใจกัน 
 
ก็สามารถทำให้เราต่อภาพจิ๊กซอว์การทำงาน...ได้
 

(โมเดลนี้ได้มา...ด้วยการสั่งสมบนเส้นทางการพัฒนาในห้วงหลายปี ของความพยายามในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสุขภาพจิต)
 
จากเป้าหมาย "ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะวิกฤติสุขภาพจิต"...
ทำให้เรามองเห็นภาพการทำงานชัดเจนขึ้น 
 
๔-๕ ปี...ที่ผ่านมาจากโมเดล
 
บางงานเราตอบโจทย์เพื่อไปสู่เป้าหมายด้วยกระบวนการ CQI จนทำให้เราสามารถได้โมเดลหรือวิถีแห่งการทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐานที่มีคุณภาพ และมีความสุขในงาน...
 
บางกระบวนการเราต้องอาศัยหลักการที่เป็นเหตุและเป็นผล อย่างวิธี R2R มาเป็นเครื่องมือในการตอบโจทย์ปัญหาหน้างาน
 
และผลงานล่าสุด...
เมื่อเราได้จิตแพทย์มาเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนและพัฒนางานประจำของเรา จนเกิดเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ต่อผู้คนโดยผ่านการคัดเลือก ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 7 ผลงาน "งานประชุมวิชาการบูรณาการงานสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ครั้งที 3" และจะมีนำเสนอในวันที่ ๒๖ กรกฎาคมนี้ 

VIP CARE Model


นวัตกรรมเรื่อง VIP CARE ต่อการเฝ้่าระวังและให้การดูแลผู้ทำร้ายตนเองอย่างบูรณาการ

 

นพ.เอกลักษณ์ แสงศิริรักษ์และคณะ

กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลยโสธร

 

ความเป็นมา

จากสถานการณ์และสภาพปัญหาฆ่าตัวตายในพื้นที่เขตความรับผิดชอบของกลุ่มงานจิตเวชโรงพยาบาลยโสธรมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากปี 2554 – 2555 จำนวน 2 - 3 ราย ทั้งในรายฆ่าตัวตายสำเร็จและไม่สำเร็จ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยเรื้อรังที่มารับการรักษาทางโรคจิตเวช มีสาเหตุแต่ละรายที่แตกต่างกัน เป็นต้นว่า ขาดยา การรับยาไม่ต่อเนื่อง ทานยาไม่ถูกต้องตามแผนการรักษาของแพทย์ ดื่มสุรา ใช้สารระเหย มีปัญหาครอบครัว จากการศึกษาบริบทของครอบครัวพบว่า การดูแลผู้ป่วยยังไม่เหมาะสม เมื่อประสบกับปัญหาที่เป็นสาเหตุกระตุ้นซ้ำทำให้กระบวนการคิดแก้ไขปัญหาไม่เหมาะสมและเลือกทำร้ายตนเอง ในบางรายถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นผู้รับผิดชอบงานได้ตระหนักในปัญหาและปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงมีความสนใจในการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ ด้วยการนำแนวคิดในเรื่องการเยี่ยมบ้าน มาบูรณาการใช้ร่วมกับการวางแผนการรักษาเยียวยาอย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง ดังนั้นจึงได้พัฒนาเป็นนวัตกรรม VIP CARE ต่อการเฝ้าระวังและให้การดูแลผู้ทำร้ายตนเองอย่างบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ() พัฒนางานบริการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่องและพัฒนารูปแบบบริการที่เป็นเลิศ มาใช้ในการบำบัดช่วยเหลือ ตามกระบวนการจัดการความรู้ () เพื่อให้ผู้ทำร้ายตนเองและครอบครัวเข้าใจปัญหา สามารถเผชิญปัญหา และพิจารณาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม

รายละเอียดโครงการ

ในการดำเนินงานตามนวัตกรรมอันเป็นแนวทางการดูแลแบบใหม่นี้ใช้แนวทาง R2R เป็นเครื่องมือในการศึกษานวัตกรรมครั้งนี้ มีแนวทางการพิจารณาตามเกณฑ์ VIP CARE ดังนี้ คัดเลือกผู้ป่วย SEVERE MDD ผู้ป่วยชายอายุ ๓๐-๔๐ ปี มีประวัติ Schizophreniaมีประวัติ Substance dependenceและแพทย์วินิจฉัยเข้าเกณฑ์ ทีมผู้ดูแลประกอบไปด้วย จิตแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลจิตเวช เภสัชกร แพทย์แผนไทย ผู้รับผิดชอบงานจิตเวชใน รพ.สต. ผู้นำชุมชน อสม. และญาติผู้ป่วย วางแผนในการดูและลงเยี่ยมผู้ป่วยร่วมกัน และมีแนวทางการดำเนินงานดังนี้ () ประเมินความเสี่ยงในการทำร้ายตนเองคัดเลือกเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มารับบริการในคลินิกจิตเวช () แบบประเมิน 2Q, 9Q, 8Q () ให้การดูแลผู้ป่วยที่มีแนวโน้มในการทำร้ายตนเองตามแผนการรักษาผู้ป่วย และผู้ที่มีแนวโน้มในการทำร้ายตนเอง () การรักษาด้วยยา และพฤติกรรมบำบัด () การติดตามการรักษา การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน โดยเน้นให้เครือข่ายทีมสุขภาพในพื้นที่รับผิดชอบมีส่วนร่วมในการติดตาม และ () ตามแนวทางการดำเนินงานการดูแลผู้ป่วยแบบ VIP CARE ซึ่งมีทั้งหมด ๖ ครั้ง ครั้งแรกเป็นการประชุมทีมโดยเชิญผู้ดูแล ผู้ป่วย พบแพทย์ ให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าและการป้องกันการทำร้ายตนเองที่บ้าน ครั้งที่ ๒ ถึงครั้งที่ ๖ เยี่ยมประเมินอาการผู้ป่วยที่บ้าน และครั้งสุดท้าย ครั้งที่ ๖ ร่วมประเมินตามอาการผู้ป่วย

ผลการศึกษา

ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการพัฒนานวัตกรรมVIP CARE ต่อการเฝ้่าระวังและให้การดูแลผู้ทำร้ายตนเองอย่างบูรณาการ มีทั้งหมด ๓ คน ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด รับประทานยาตามแผนการรักษาได้ถูกต้องและไม่ขาดยา ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลและมีความรู้ความใจการดูแลผู้ป่วยอยู่ในระดับมาก เมื่อประเมินภาวะซึมเศร้าโดยใช้เครื่องมือ แบบประเมิน 2Q, 9Q, พบว่าไม่มีภาวะซึมเศร้า และ 8Qปฏิเสธความคิดทำร้ายตนเอง มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายอยู่ในระดับต่ำ

บทสรุปการเรียนรู้

การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้ทำให้กระบวนการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยได้ครอบคลุมสมบูรณ์มากขึ้นมีความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเน้นกระบวนการทำงานในเชิงรุกในมิติเชิงส่งเสริมป้องกัน บูรณาการร่วมกับการรักษา และการฟื้นฟูไปพร้อมๆ กัน ก่อให้เกิดการดูแลอย่างครอบคลุมและไร้รอยต่อ (Seamless) โอกาสในการพัฒนาต่อคือ การขยายผลให้ครอบคลุมในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น 

....

นี่คือ...อีกหนึ่งผลงานที่เชื่อมโยงในเรื่อง HA & R2R & KM

๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕