ในระยะนี้ผมพยายามคิดหาทางช่วยคนที่ยังไม่สามารถเข้าใจพัฒนาการของเนื้อ และผิวพระเนื้อผงปูนได้
โดยเฉพาะ
ความแตกต่างของ
พระสมเด็จที่เพิ่งสร้างใหม่ๆ และพระสมเด็จที่มีอายุมาก ว่ามีอะไรแตกต่างกัน
ผมตระหนักดีว่า
การอธิบายนี้อาจเป็นดาบสองคม คือ
นอกจากจะทำให้นักส่องพระเข้าใจพระมากขึ้น
ก็อาจเป็นช่องทางให้ช่างทำพระเก๊ได้ ทำเนียนมากขึ้น
แต่ผมก็มาชั่งใจว่า
การทำให้คนรู้มากขึ้น น่าจะคิดต่อได้ดีกว่าเดืม การโดนหลอกก็จะยากขึ้นและมีขีดจำกัดในตัวเอง
ประเด็นสำคัญของการพัฒนาการของเนื้อและผิวพระสมเด็จเนื้อปูนเปลือกหอย ก็คือ
ความเข้าใจเชิงปฏิกิริยาของปูน น้ำ และน้ำมัน ในการพัฒนาการของเนื้อพระผงปูนผสมน้ำมันตังอิ้ว
ปูนที่มีในระบบของพระผงปูนก็จะมี
- ปูนสุก หรือปูนขาว (Calcium oxide) ที่ทำให้เกิดการเชื่อมประสาน (concretion)ของเนื้อพระในระยะแรกๆ และเกิดความนวลของผิวพระ (coating) ในระยะต่อๆมา และ
- ปูนดิบ หรือหินบด หรือเปลือกหอยป่น (calcium carbonate) ที่จะเคลือบผิวหินปูนด้านนอก ทำให้เกิดความแข็งแกร่งของเนื้อและผิวพระในระยะต่อๆมา
น้ำ
- จะเป็นตัวทำละลายปูนให้ทำปฏิกิริยาเกาะกัน โดยเฉพาะในระยะแรกๆ และ
- เคลื่อนที่มาที่ผิวตามแรงตึงผิว และความแห้ง (Capillary flow) และ
- เมื่อมีความชื้นเข้าไปในองค์พระอีก ก็จะไปเกิดการละลายเนื้อปูนดิบและสุก เท่าที่มีอยู่ในเนื้อ
- แล้วไหลกลับออกมาเมื่อบรรยากาศและความชื้นภายนอกแห้งกว่า
- การไหลของน้ำทำให้มีการตกตะกอนของปูนทั้งสองชนิดตามจำนวนครั้งของการไหลของน้ำออกมาระเหยที่ผิว
- ผิวพระเนื้อปูนดิบที่พัฒนาจนปิดผิวพระโดยรอบแล้วจะเก็บกักความชื้นในองค์พระได้มากและนานกว่าเนื้อปูนสุก
- และการระเหยน้ำของพระเนื้อปูนดิบ ส่วนใหญ่จะผ่านรูเปิดที่เหลือ ที่เรียกว่า "บ่อน้ำตา" หรือรอยแยก หรือรอยปริร้าวของแผ่นปูนดิบที่เก่าได้อายุ
- ทำให้พระที่มีอายุมากที่น่าจะผ่านความแปรปรวนของความชื้นเหล่านี้มาบ่อย ก็จะมีการพัฒนาผิวค่อนข้างมาก
และน้ำมัน ที่ใช้ก็คือนำมันข้นที่เรียกว่า "ตังอิ้ว"
- จะแขวนลอยในน้ำ ทำหน้าที่ประสานให้เนื้อปูนที่กำลังแห้งเกาะกันต่อไป ด้วยแรงเชื่อมของน้ำมัน
- ทำให้เนื้อปูนที่แห้งลงไม่แตกหักโดยง่าย
- การเชื่อมประสานจะยิ่งมีมากถ้าพระแห้งมาก และจะน้อยลงเมื่อพระมีความชื้นมากขึ้น
- จึงเป็นการประสานแรงให้มีความคงทนทั้งในสภาพแห้งและชื้น ที่แปรปรวนอยู่ของเนื้อพระ
- ถ้าเนื้อพระแห้งมากๆ นานๆ น้ำมันตังอิ้วก็จะมีแรงการกลั่นตัวและไหลออกมาถึงผิวด้านนอกตามรูน้ำตา และรอยปริแยกของผิว ให้เห็นเป็นคราบๆ ที่เรียกว่า "คราบตังอิ้ว"
ทั้งนี้ เพราะ ปูนกับน้ำจะทำปฏิกิริยากันได้ดี อย่างต่อเนื่อง ในระบบสารละลาย
ในขณะที่น้ำมันจะเป็นระบบสารแขวนลอย และจะกลั่นรวมตัวกันได้ดี เฉพาะเมื่อมีน้ำน้อยลงหรือแห้งสนิท
และถ้าเนื้อพระแห้งมากๆ นานๆ น้ำมันตังอิ้วก็จะมีแรงการกลั่นตัวและไหลออกมาถึงผิวด้านนอก
การไหลของตังอิ้วจะถูกปิดกั้นด้วยความชื้นที่สูงขึ้นในเนื้อ ที่ผิว หรือรอบๆองค์พระ เช่น การแช่น้ำทั้งร้อนและเย็น แต่การแช่น้ำร้อนนานๆ อาจทำให้น้ำมันบางส่วนระเหยออกมาแทนการไหลตามปกติ
พระเนื้อปูนดิบจะปิดกั้นการไหลของน้ำมันตังอิ้วได้ด้วยความชื้นที่สูงกว่า และช่องทางเปิดที่จำกัดกว่า
และการไหลของน้ำมันตังอิ้วจะถูกเร่งให้ไหลมากขึ้นในสภาพที่ร้อนและแห้ง เช่น การแขวนพระใช้กับตัว ที่มีความร้อนอบอยู่ตลอด
ดังนั้น ถ้าอยากให้พระเนื้อฉ่ำมันก็ต้องแขวนใช้บ่อยๆ
ถ้าอยากให้พระออกนวลสวย ก็ล้างบ่อยๆ เพื่อเพิ่มความชื้นให้กับองค์พระ
และโดยธรรมชาติ พระที่อยู่ในสภาพแห้งจะออกผิวฉ่ำ เพราะจะมีน้ำมันตังอิ้วออกมามาก
ในขณะที่พระอยู่ในสภาพชื้นจะออกผิวนวล เพราะน้ำจะนำปูนออกมาที่ผิวมากขึ้น
เมื่อเข้าใจแล้ว ก็สามารถนำไปใช้ทั้ง
- ประเมินอายุ และอ่านประวัติของพระสมเด็จแต่ละองค์
- นำมาปรับให้ผิวพระฉ่ำ หรือนวล ก็แล้วแต่ชอบ และ
- สามารถประเมินอายุของพระได้ ตามหลักการที่เขียนและแสดงตัวอย่างผิวไว้แล้วในบทความก่อนๆ
ขอให้โชคดีครับ
น้ำปูนจะมีวันไหลปะคับถ้าเคยแช่แร้วครั้ง2ครั้งคับ