จดหมายถึงครู l ทำอย่างไรจึงจะไม่เบียดเบียน
วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
ขณะที่เริ่มเขียนจดหมายในใจก็ยังแน่น สงสัยในตนเองหนูทำอะไรอยู่ ทำไมภายในร้อนรนและรู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้ ใช้สมองคิดก็คงเป็นกรรมที่ได้กระทำกับครู ใจไม่ปรารถนาเบียดเบียน รับรู้ว่า “ครูเมตตา” เช้านี้ตื่นขึ้นมาที่บ้านพ่อแม่รู้สึกกับตนเองว่า “สภาพดูไม่ได้ หมดทั้งแรงภายนอกและใน” แค่นี้ศีลก็พังแล้ว ทั้งห้าข้อ ลงมาจัดการตนเองแม่น่ารักมากทำกับข้าวให้ทานและห่อให้ไปที่ทำงานด้วยค่ะ ซึ่งก็คือ เมนูโปรดของลูก สิ่งที่แม่เรียกร้องเสมอ ๆ คือ
“กลับมาพาแม่ไปวัด”
แต่จิตใจหนูขุ่นมัวมาก ขนาดแม่ชวนไปวัด ยังแน่นอยู่ภายในศีลข้อหนึ่งก็กระจุยแล้วค่ะ ได้แต่เงียบกับตนเองไว้ แล้วก็กราบลาแม่ แล้วออกมาทำงาน พอมาถึงที่ทำงานตามกำหนดการวันนี้มีประชุม conference แต่ผู้เป็นต้นเรื่องนัดหมายไม่อยู่แบบไม่มีการส่งผ่านข้อมูล โทสะหนูพุ่งปี๊ด ศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย หายใจลึกๆแล้วก็โทรประสานค่ะครู ตอนที่โทรก็พยายามปรับน้ำเสียง หลังจากติดต่อประสานข้อมูลเสร็จ จึงขอเดินออกมาหายใจกับตนเอง ขอโอกาสพี่ ๆ เลี้ยงเครื่องดื่ม ดื่มน้ำจะได้เย็น ๆ กันลงบ้าง การประชุมดำเนินไปค่ะครู รับรู้ว่าแต่ละคนช่วยกันหาทางออกบนข้อจำกัด เชื่อว่าจิตวิญาณของคนทำงานไม่ปรารถนาเพิ่มภาระให้คนรอบข้าง การประชุมจบลงแบบที่ต้องรับภาระหนักอึ้ง ถือว่าเป็นงานใหญ่ในมือ แบบที่ความเห็นแก่ตัวร้องอยู่ข้างในว่า
“หนูทำไม่ได้ หนูทำไม่ไหว”
แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับกับตนเองว่า ยังไงก็ต้องทำ ข้อสัจจะยิ่งมีปัญหา ตอนเที่ยงทานอาหารที่แม่ห่อให้กับพี่ ๆ เจ้าค่ะ ซึ่งก็พอให้ทานอิ่มได้ถึงสามคนแบบยังเหลือ บ่าย ๆ มานั่งจัดการเอกสารเร่งด่วนที่ต้องส่ง จากที่บอกครูว่าจะทำงานส่งครูก็ยังล้มเหลวค่ะ ผิดศีลข้อสี่ ประมาณสี่โมงครูโทรมาเรื่อง “ราคะ”
หนูกลัวที่จะทำมาก แต่ก็ไม่อยากตกนรก พอโทรไปพระท่านก็เมตตา แต่กิเลสในใจก็ยังไม่ปรานี สภาพที่ครูนำพาให้แก้ไข เหมือนสภาพที่หนูพยายามพาแม่ชีสุชาดาไปขัดห้องน้ำ จนกระทั่งล้างเป็นเพื่อนแล้วก็ไปกราบเรียนคุณยายเป็นเพื่อน ขณะนั้นก็รู้สึกเจ็บกับคำตอบที่กระทบมา ได้เรียนรู้กับตนเองว่า
“แม้จะเจ็บแต่ก็รู้ว่าได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว”
แม้สุดท้ายท่านตัดสินใจไป การได้เห็นได้คุยได้เรียนรู้จากแม่ชีท่านนี้ทำให้หนูนึกย้อนกับตนเองว่า
“ถ้าไม่สู้กับสภาวะตรงหน้า มันก็จะยังแก้ไขไม่ได้ ใจมันยังไม่สู้ ก็พากายมันออกไปทำก่อน”
ตอนนี้เกิดความสงสัยกับตนเองเจ้าค่ะ เพราะรู้สึกว่า
“การออกไปทำแบบไร้ปัญญาหนูเริ่มทำให้ครูเจ็บ”
แล้วหลายครั้งเหมือนว่าครูเจ็บหนักขึ้นเรื่อย ๆ ครูชี้บอกว่า
“จิตหนูชอบเป็นนางเอก สำออย ไม่ห้าวหาญ”
ถามว่าจริงไหมก็ยอมรับว่าจริงเจ้าค่ะ
แล้วก็ยังเป็นคนโง่อยู่มาก แล้วก็รู้สึกเบื่อตนเองมาก เข้าใจคนที่คิดฆ่าตัวตายเลยเจ้าค่ะว่า
“เพราะทุกข์บีบคั้นแบบไหน ทำให้เขาตัดสินใจ หาทางออกเช่นนั้น”
แต่มันก็เป็นทางของโดยไม่ประกอบด้วยปัญญาและเป็นกรรมหนักเสียด้วย ยิ่งครูโทรมาให้ทบทวนถึงอกุศลกรรมที่ทำต่อพระอริยะ จะได้รับผลเช่นไร เขียนถึงตอนนี้ก็รู้สึกกลัวค่ะ แต่ข้างในก็ยังแน่นเจ้าค่ะ อโหสิกรรมให้หนูด้วยเจ้าค่ะ วันทั้งวันเหมือนเห็นความดัดจริตกับความก้าวร้าวมันวิ่งแซงกัน จนปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความรู้สึกท้อเกิดขึ้นกับตนเอง แต่จะทำยังไงได้ เมื่อไม่ได้ก้าวถอย แต่ก็ยังเป็นการเดินไปกายลากใจไปเจ้าค่ะ
กราบขอขมาเจ้าค่ะ