การศึกษาไทยปี 2020

ผมอ่านบันทึกของสมาชิกท่านอื่นแล้วตอนแรกก็คิดว่าแทบไม่ต้องเขียนอะไรอีกแล้ว ทุกความคิดที่แสดงออกมาหากทำได้จริงก็จะส่งผลดีต่อสังคมไทยมหาศาลเลยทีเดียว ขอเพียงอย่าให้กลายเป็นเพียงอีกเรื่องที่ได้เขียนขึ้นมาเท่านั้น

ในที่สุดก็ขอแสดงความคิดกับเขาบ้าง ผมเป็นคนหนึ่งที่มีลูกกำลังอยู่วัยเรียน ได้เห็น ได้ยิน ได้คุย เรื่องเกี่ยวกับการศึกษามาบ้างพอสมควร ผมเห็นด้วยกับคุณ ปิยะวุฒิ พรมประดิษฐ ทุกข้อ ถ้าเราอ่านบทความนี้ ก็คงเห็นว่าหลายคนในสังคมน่าจะเห็นสอดคล้องกันกับคุณปิยะวุฒิ พรมประดิษฐ

"เริ่มจากตัวเองก่อน" เหมือนจะง่ายนะแต่เรามีอิสระแค่ไหน ลูกเคยถามผมว่า "พ่อครับ ทำไมเราถึงนับถือศาสนาพุทธ ?" คำตอบเหมือนจะง่ายนะครับ แต่ผมหาคำตอบไม่เจอในเวลานั้น จนต้องกลับมาคิดทบทวนว่าทำไม ที่สุดก็หาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่า ไม่ใช่เพราะเป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดในประเทศไทย ไม่ใช่เราถูกพาเข้าวัดเข้าวามาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่เพราะผู้ปกครองกรอกในเอกสารในช่อง ศาสนา ว่า "พุทธ" แต่เพราะเลือกเองและเราเห็นด้วยกับวิธีปฎิบัติตนในศาสนาพุทธ (ทำให้ผมคิดต่อไปว่า ศาสนา พิธีกรรม กับ คน นั้นแยกกัน คนทำพิธีกรรมทางศาสนาก็ใช่ว่าจะต้องเป็นคนดีตามที่ศาสนานั้นสอนไว้ก็ได้ ฯล)  ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เราเรียกว่า "เสรีภาพ" และ "อิสระภาพ"

เราควรจะมีเสรีภาพและอิสระภาพในการเลือกทางชีวิตของตัวเอง ผมสังเกตุจากคนรอบข้างผมพบว่าแท้จริงเรายังไม่มีอิสระภาพในการเลือกมากนัก เช่น การที่ต้องส่งลูกหลานไปเรียนพิเศษ ก็เพื่ออะไร ส่วนหนึ่งก็เพื่อการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มอะไรสักอย่าง ทำไมเราต้องส่งไปเรียนในสถาบันนี้ให้ได้ก็เพราะเราต้องการให้....  เด็กสนใจการเต้น บัลเล่ต์ แต่ต้องไปเรียนเปียโน เพราะ..... คนคนนี้ปราศัยได้ถูกต้องทุกเรื่องเลยเพราะเขาคือ.... ส่วนคนนี้ผิดทุกเรื่องเพราะเขาคือ..... เรากำลังถูกตีกรอบจากสิ่งรอบข้างเราหรือเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านี้ หลายครั้งการที่เราจะเริ่มจากตัวเราเองจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและทำได้ทุกกรณี ดังนั้นหากถามว่าอยากให้การศึกษาไทยเป็นอย่างไรในปี 2020 สิ่งที่ผมต้องการก็คือ ให้สังคมยอมรับในความมีเสรีภาพและอิสระภาพของ "ตัวเรา" มากขึ้น

การศึกษานำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางบวก ผมเชื่อว่ามนุษย์เราเรียนรู้ตลอดเวลา ในวัยเรียนนั้น หากเรานับเวลาที่อยู่สถาบันการศึกษาจริง ๆ ก็คงไม่เกิน 8 ชั่วโมง หากนับเวลาที่เรียนกันให้ห้องเรียนจริง ๆ แล้วก็น้อยลงไปอีก ที่เหลือเป็นการศึกษาด้วยตัวเองจากสิ่งรอบข้างทั้งนั้น คนที่มีการศึกษาดีก็ควรจะเป็นคนที่มีพฤติกรรมเชิงบวกมากกว่าคนที่มีการศึกษาน้อยกว่า แต่ความจริงแล้วเรากำลังวัดสิ่งนี้ด้วยอะไร  หลายวันที่ผ่านมาเราคงได้เห็นตัวอย่างคนที่ได้รับเกียรตินิยม (ซึ่งถือว่าเรียนเก่ง) แสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาซึ่งก็ตีความกันเองแล้วกันว่าเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบ ดังนั้นอยากให้การศึกษาไทยเป็นอย่างไรต่อไป คำตอบที่สองของผมก็คือ อยากให้เราวัดกันที่พฤติกรรมให้มากขึ้น ส่วนเขาจะได้ดีกรีอะไรมา จากสถาบันไหน สาขาอะไร จากประเทศอะไร เอาไว้ประกอบการพิจารณาแล้วกัน แล้วพยายามอย่าให้เป็นภาระเฉพาะในสถานศึกษาเท่านั้นเพราะคนเราเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมมากกว่าในห้องเรียน

ข่าวสารมากมาย วิ่งเข้าวิ่งออก จะด้วยจากสาเหตุหรือมาจากอะไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่ามันส่งผลในการเรียนรู้ของคนทั้งนั้น และเราจะไปห้ามหรือปิดกั้นไม่ได้ คนเราต้องสร้างภูมิคุ้มกันเอง ต้องแยกแยะกันเอง ต้องสร้างความเข้าใจกันเอง อันนี้ผมว่ายากเหมือนกัน ยกตัวอย่าง ละครเรื่องขุนศึก แง่มุมที่ดีคือ เสมาเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค พัฒนาตัวเองจนประสบความสำเร็จ แง่มุมที่ไม่ดีคือ การที่ชอบพอกับแม่หญิงเรไรแล้วก็ไม่ได้ทำให้การแอบเข้าบ้านท่านขุนรามฯ เป็นเรื่องที่ถูกต้องได้แต่เขาก็ทำ และก็ได้รับโทษ เรียนรู้ได้ว่า มนุษย์มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีทั้งนั้น ขึ้นกับว่าเขาจะเอาด้านใดออกมาใช้ การจะตัดสินใจเชื่อตามใครหรืออะไรก็ต้องคิดให้ดีเสียก่อน เราคงต้องช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันนี้ให้กับสังคมเรา มีผู้รู้ท่านหนึ่งบอกผมว่า พรหมวิหาร 4 ช่วยได้ ผมก็เลยต้องถามตัวเองว่า เข้าใจเรื่องพรหมวิหาร 4 ดีแล้วหรือ ไม่เป็นไร ศึกษากันได้

 

มีนิทานเรื่องหนึ่ง ครูให้นักเรียนแบ่งเป็นสองกลุ่มเพื่อให้ถกกันเรื่องวิธีการกำจัดขยะด้วยการเผาหรือการฝังกลบ แล้วให้นักเรียนทุกคนลงคะแนนโหวดเลือกวิธีหลังจากอภิปรายเสร็จ  ผลการโหวตออกมาเด็กเลือกจะทำการเผาขยะกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นพฤติกรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่มีเรื่องตามมาคือกลุ่มเด็กที่เลือกการเผาไปล้อเลียนเด็กกลุ่มที่เลือกการฝังกลบว่า "แพ้" กลายเป็นว่าเด็กที่เลือกการฝังกลบไม่เก่งเท่ากับเด็กที่เลือกการเผา พฤติกรรมอย่างหลังนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว เป็นอะไรก็ไม่ทราบ นิทานเรืองนี้ทำให้คิดว่าเรากำลังฝังอะไรให้กับเด็ก? การอภิปราย การโหวด แล้วทำตามสิ่งที่กลุ่มคนที่ชนะโหวดต้องการ แล้วเรียกว่า "ประชาธิปไตย" หรือ ส่วนตัวผมเชื่อว่า "ประชาธิปไตย" มีพื้นฐานมาจากการรอมชอม ความเห็นต่างทำให้เกิดการพัฒนา สองความคิดนี้น่าจะนำไปสู่ การกำจัดขยะแบบเผาที่ไม่มีมลภาวะเรื่องควัน หรือ การกำจัดขยะด้วยการฝังที่ไม่ก่อให้การแผ่ระบาดของเชื้อโร ฯล ซึ่งเป็นการหลอมความคิดไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่การแข่งขัน มันไม่มีแพ้หรือชนะในระบอบประชาธิปไตย

อีกนั้นแหละที่ต้องการคือการสอนให้เยาวชนเรามองสิ่งที่ดีกว่า รอมชอม ยอมรับความคิดกัน แข่งขันให้น้อยลง ฯล

  บ่นมาเยอะแล้วก็คงสรุปได้ว่าผมอยากจะได้หรืออยากเห็นอะไร

  1. การศึกษาที่ทำให้เรามีอิสระและเสรีภาพในการเลือกทางของตัวเองมากขึ้น

  2. การศึกษาที่ทำให้สังคมเราวัดคนจากการกระทำมากกว่าสิ่งที่เขาเป็น เขามี

  3. การศึกษาที่ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่อข่าวสาร เข้าใจในความเป็นมนุษย์ การรอมชอม ยอมรับความต่าง เพื่อสร้างสิ่งดีกว่า (เฮ้อ)

  4. การศึกษาที่ทำด้วยกันทั้งสังคมไม่ใช่โยนภาระให้กับสถานศึกษาหรือกระทรวงศึกษาแต่เพียงเดียว