ป่าชุมชน/ป่าต้นน้ำ ภูเขาหลายๆ ลูกจากที่เคยเป็นเขาหัวโล้น แต่มีกระบวนการดูแลป่าโดยชุมชน มีกระบวนการบวชป่า หรือปิดป่าอย่างมีกุศโลบาย โดยความร่วมมือของภาครัฐและแกนนำชาวบ้านมากว่า ๑๐ ปีจนเขาหายโล้นและกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มีสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างให้เลือกสรร ประหนึ่งจะเป็นซุปเปอร์มาเก็ตของชาวนาบัวจริงๆ

"นาบัว" เป็นตำบลเล็กๆ ที่มี ๑๕ หมู่บ้านซึ่งเมื่อดูด้วยสายตาและประเมินจากโทรศัพท์มือถือที่ไม่ค่อยมีสัญญานเลย ๓จี คงไม่ต้องพูดถึง นาบัว อยู่ในหุบเขา มีเขาล้อมรอบจริงๆ นาบัว อยู่ห่างจากอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ชั่วโมงกว่าๆ และพิษณุโลกห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๕ ชั่วโมง เดินทางครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง (เพิ่งนั่งจากแม่สาย-เชียงใหม่ เกือบ ๕ ชั่วโมงมา ทำเอาหงอยไปเลยทริปนี้)

ไป นาบัว เพื่อไปร่วมทำกระบวนการให้กับกระบวนกรจาก รพ.สต.นาบัว, แกนนำชุมชน, ท้องถิ่น และทีมศูนย์ สช.ทุกภาค โดยมีพื้นที่นาบัวเป็นพื้นที่ต้นแบบในการลงแหล่งเรียนรู้ของตำบล ..

บ้านพัก Home Stay ทุกคนต้องนอนกับชาวบ้าน ทานข้าวกับชาวบ้านในมื้อเช้าทุกวัน ในวันแรกที่ได้เจอกับเจ้าของบ้านพัก พี่เรียม มาต้อนรับพวกเราที่รพ.สต.นาบัวด้วยดอกไม้ประดิษฐ์ที่ทำจากซังข้าวโพดที่มาจากไร่นาของพวกเขาเอง เป็นที่ประทับใจ จนพี่เรียมพาเรามาที่บ้านพัก พบพี่เฉลิมผู้สามีคอยต้อนรับเราเช่นกัน ทั้งพี่เรียม พี่เฉลิมแต่งตัวเรียบร้อยมาก นั่งพับเพียบคุยกับพวกเรา ยิ้มเขิลๆ จนพี่เค้าบอกว่าบ้านนี้ไม่เป็นบ้านพัก home stay ไม่เคยรับแขกที่ไหนมาก่อนเลยทำตัวไม่ถูก พวกเราต้องชวนพี่เค้าคุยทักทายถามไถ่ไปจนพี่เค้าเริ่มคุ้นเคยคุยได้เป็นกันเองมากขึ้นตามแบบฉบับของพี่เค้า บอกกล่าวถึงการมาของเราให้พี่เค้าเข้าใจ

พี่เรียม-พี่เฉลิม มีอาชีพทำไร่ทำนา มีที่นา ๔๐ ไร่ปลูกทั้งข้าวเหนียว และข้าวเจ้า ปัจจุบันแบ่งทำนาเพียง ๕ ไร่ ที่เหลือลงข้าวโพด ต้นยาง และกำลังจะลงต้นปาล์ม พี่เค้ามีลูกสาวคนเดียว ปัจจุบันเข้าไปเรียนระดับปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลก เสาร์-อาทิตย์ถึงจะกลับบ้านมาที .. คุยกันจนเริ่มดึก ถามพี่เรียม ว่าปกตินอนกันกี่โมง พี่เรียมบอกว่าปกติหลับไปแล้ว จนเราเกรงใจร่ำลา ขอตัวไปอาบน้ำอาบท่า พี่เรียม พี่เฉลิมจะได้ไปพักผ่อน จึงนัดแนะเวลาทานอาหารเช้าและเวลาออกไปทำงาน ..

 

พี่เรียม-พี่เฉลิม

เช้าวันแรก อาหารที่เราได้ชิมคือ ไข่ป่าม หน่อไม้ต้ม (จากไผ่หลังบ้าน) น้ำพริกกะปิ และต้มยำไก่ (วิธีทำไข่ป่าม คือ ปิ้งไข่บนใบตอง) .. แลดูธรรมดาแต่อร่อยม๊ากกกกก ..

Large_img_9179

เมื่อไปที่รพ.สต.นาบัว เจอใครมักจะมีคำถามคล้ายๆ กันคือ เมื่อเช้าที่บ้านทานอะไรกัน ก็จะนำมาอวด บอกเล่ากันให้อิจฉา เช่นอีกบ้านนึงทำเห็ดปิ้งให้ทานกับน้ำพริก และไข่ป่ามเหมือนกัน ..

เช้าวันที่สอง เราก็ได้พบกับเห็ดเช้นกัน เห็ดไคปิ้ง (จากป่าบนเขาลูกลิบๆ ที่เราพอมองเห็น พี่เฉลิมแกไปเดินเก็บเห็ดไคมาให้เราทาน) น้ำพริกปลาร้า ผักกูดต้ม (จากริมลำน้ำใกล้บ้าน) แกงคั่วหน่อไม้ (จากไผ่หลังบ้าน ตอนแรกไม่กล้าทานแต่พอลองชิม อร่อยมาก) และปลาดุกย่าง (จากตลาด) ทุกอย่างอร่อยม๊ากกกกกก ...

  

เช้าวันที่สาม เราได้ชิมเห็ดเผาะ (จากบนเขา) ซึ่งจะมีราคาแพงมาก ๒๐๐-๓๐๐ บาทต่อ ๑ กิโล แต่ที่นี่เดินเข้าป่าไปหน่อยก็พบเจอเต็มไปหมด บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า แกงป่าหอยขม (หอยขมจากลำน้ำใกล้บ้าน) หน่อไม้หวาน (จากไผ่หลังบ้าน) ข่าต้ม (จากหลังบ้าน) น้ำมะพร้าว (จากต้นหลังบ้าน) หมูทอด เป็นอีกมื้อที่อร่อยยยจนแทบน้ำตาไหล ..

 

ครัว หลังบ้านพี่เรียม

ซุปเปอร์มาร์เก็ตย่อยๆ หลังบ้านพี่เรียม พอจะมองเห็น เห็นยุ้งข้าว ต้นไผ่ ต้นมะพร้าวน้ำหอม พืชผักสวนครัว หนองน้ำเล็กๆ เพื่อเลี้ยงปลา .. ถ้าสังเกตุกันดีๆ ตามหมู่บ้านมีร้านค้า ร้านอาหารน้อยมาก บางหมู่บ้านไม่มีเลย ถ้าจะมีก็คงขายไม่ได้เพราะทุกบ้านจะทำอาหารเองกันเกือบหมด ..

อาหารการกินของบ้านพัก Home Stay จากการพูดคุยกับพี่เจ้าของบ้านพัก บางครั้งก็เพื่อเช็คข้อมูลที่เราไปลงแหล่งเรียนรู้แต่ละแหล่งมา ก็จะนำไปประกอบกับข้อมูลบางอย่างที่เราได้รับกลับมา เช่น เรื่องกองทุนต่างๆ หรือเรื่องแหล่งเรียนรู้ ป่าชุมชน/ป่าต้นน้ำ ภูเขาหลายๆ ลูกจากที่เคยเป็นเขาหัวโล้น แต่มีกระบวนการดูแลป่าโดยชุมชน มีกระบวนการบวชป่า หรือปิดป่าอย่างมีกุศโลบาย โดยความร่วมมือของภาครัฐและแกนนำชาวบ้านมากว่า ๑๐ ปีจนเขาหายโล้นและกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มีสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างให้เลือกสรร ประหนึ่งจะเป็นซุปเปอร์มาเก็ตของชาวนาบัวจริงๆ

กระติ๊บข้าวน้อย พี่เรียมหุงข้าวเหนียว (ปลูกเอง) หมูทอดใส่กระติ๊บ มามอบให้พวกเราระหว่างมื้อเช้าและบอกพวกเราว่า "เอาไว้กินระหว่างเดินทางกลับบ้านนะ" พร้อมรอยยิ้มเขิลๆ ของพี่เรียม ..

นอกจากชาวนาบัวจะมีความมั่นคงทางอาหารแล้ว ยังมีความมั่นคงในสภาวะทางจิตใจอีกด้วย ไปที่ไหนก็จะพบเห็นแต่รอยยิ้มที่เปี่ยมสุขของชาวนาบัวอยู่ตลอด ..

ชาวนาบัวประสบความสำเร็จในการสร้างพลังบางอย่างให้กับดินแดนเกิดและพลังความสุขที่เปี่ยมล้นอย่างมีสุขภาวะจริงๆ

กลับมากรุงเทพฯ ได้หลายวันแล้วยังคิดถึงชาวนาบัว โดยเฉพาะอาหารที่แสนอร่อย ^^