โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)


โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (ischemic stroke) และ โรคหลอดเลือดสมองแตก (intracranial hemorrhage)

ชนิดของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (Ischemic stroke) เกิดจากหลายสาเหตุ ...

  • เกิดจากเส้นเลือดใหญ่ในสมองแข็งและตีบตัน (atherothrombosis) ทำให้เนื้อสมองตายเป็นบริเวณกว้าง และอาจเกิดสมองบวมกดเนื้อสมองข้างเคียงตามมาได้

  • เกิดจากก้อนเลือดเล็กๆ มาตามกระแสเลือด มาอุดตันเส้นเลือดใหญ่ในสมอง (embolism) อาจมาจากหัวใจ(cardioembolic) หรือเส้นเลือดใหญ่ก็ได้(artery to artery)

  • เกิดจากการเสื่อมของเส้นเลือดเส้นเล็ก (lacunar infarction) บริเวณเนื้อสมองตาย จะไม่มากแต่ผู้ป่วยอาจจะอ่อนแรงมากๆได้

โรคหลอดเลือดสมองแตก (Intracranial hemorrhage) มีได้หลายชนิด ...

  • เลือดออกในเนื้อสมอง (intracerebral hemorrhage) เกิดจากผนังเส้นเลือดเสื่อมสภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงนานๆ หรือควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี

  • เลือดออกในเนื้อสมองจากการที่เส้นเลือดมีสารอมัยลอยด์สะสม (amyloid angiopathy)และทำให้เส้นเลือดแตก มักมีอาการสมองเสื่อมร่วมด้วย มักพบในคนสูงอายุ แต่พบได้ไม่บ่อยนัก

  • การแตกของเส้นเลือดโป่งพอง (ruptured aneurysm) ในช่องที่อยู่ของน้ำไขสันหลัง(subarachnoid hemorrhage) ซึ่งผู้ป่วยมักมีโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

  • เส้นเลือดดำและแดงต่อกันผิดปกติ (arteriovenous malformation) ทำให้มีเลือดออกทั้งในเนื้อสมองและในช่องที่อยู่ของน้ำไขสันหลัง (subarachnoid hemorrhage)มักพบในคนอายุน้อย ไม่ทราบสาเหตุ

โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (ischemic stroke)

เกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง ทำให้เกิดอาการผิดปกติของการทำงานร่างกายส่วนที่สมองส่วนนั้นๆ ควบคุม ทั้งนี้ถ้าอาการอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงจะเรียกว่าเป็น การขาดเลือดแบบชั่วคราว (Transient ischemic attack หรือ TIA.หรือ mini-stroke) ซึ่งโดยมากอาการมักไม่นานเกินครึ่งชั่วโมง

ความสำคัญคือถ้าเกิด การขาดเลือดแบบชั่วคราว (TIA) แล้ว ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบตันถาวร ตามมาได้ถึง 1 ใน 10คน ในสัปดาห์แรก และประมาณ 2 ใน 10คน ในเดือนแรก หลังจากนั้นโอกาสจะน้อยลงเป็นประมาณ 4-5 ใน 100 คนต่อปี แพทย์จึงเน้นให้ผู้ป่วยที่สงสัยว่าตนมีอาการของการขาดเลือดแบบชั่วคราวมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

อาการที่จะทำให้คิดถึงโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน

  • อาการทางระบบประสาทที่เป็นอย่างรวดเร็ว หรือ ทันที

  • อ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก

  • มองไม่เห็นครึ่งซีก

  • ตาบอดชั่วขณะ

  • พูดไม่เป็นภาษา หรือไม่เข้าใจภาษา

  • เวียนศีรษะตลอดเวลาโดยไม่ขึ้นกับการเปลี่ยนท่าทาง

  • เดินเซ ภาพซ้อน ตาเหล่ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยง

ทั้งนี้โอกาสที่จะเกิดโรคในแต่ละคนแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยที่เสี่ยงเช่น อายุมาก เพศชาย และ การมีประวัติคนในครอบครัว ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ จะมีโอกาสเป็นโรคมากกว่า คนอายุน้อย เพศหญิง และ คนที่ไม่มีประวัติในครอบครัว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงได้

ปัจจัยเสี่ยงอื่นได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปัจจัยเสี่ยงกลุ่มนี้สามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนได้ด้วยการรักษาต่อเนื่อง และการใส่ใจดูแลตนเองของผู้ป่วย

มีรายงานว่าการดื่มเหล้าปริมาณเล็กน้อยไม่เกินวันละหนึ่งแก้วช่วยลดการแข็ง ของเส้นเลือด แต่ถ้าดื่มมากเป็นประจำจะเป็นพิษต่อตับ เกิดตับแข็ง โรคอ้วน ตับอ่อนอักเสบ เบาหวาน และ เส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากผลการศึกษาไม่แน่ชัด และประโยชน์ที่ได้เพียงเล็กน้อยโดยทั่วไปแพทย์จะไม่แนะนำให้ผู้ป่วยดื่ม เหล้าด้วยเหตุผลดังกล่าว

การรักษา

การใช้ยา เช่น ยาต้านเกร็ดเลือด เช่น แอสไพริน(aspirin) คโรพิโดเกล(clopidogrel) ไดไพริดาโมล(dipyridamole) หรือการใช้ยาลดการแข็งตัวของเลือด เช่น วาฟาริน (warfarin)

ถ้าผู้ป่วยมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ การรักษาโดยการผ่าตัดจะใช้ในบางกรณีทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ ระยะของโรค และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วย เช่น ถ้าสมองส่วนที่ตายเกิดบวมมากจนกดสมองส่วนอื่นก็จำเป็นต้องผ่าตัด หรือ การผ่าตัดเส้นเลือดที่คอตีบที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการสมองขาดเลือด ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายๆไป

การป้องกัน

จึงเน้นที่การควบคุมปัจจัยเสี่ยงเช่น คุมเบาหวาน ไขมัน ความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รักษาโรคร่วมเช่นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อย่างต่อเนื่อง งดสูบบุหรี่ เหล้า และออกกำลังกายเป็นประจำ

ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นซ้ำหรือไม่

ถึงแม้ผู้ป่วยจะได้ยาต้านเกร็ดเลือดระยะยาว แต่1 ใน 4 ของผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน มีโอกาสเกิดซ้ำได้ใน5 ปี แอสไพรินจะลดโอกาสเกิดเส้นเลือดในสมองตีบซ้ำ ลงไปร้อยละ18 (เช่นจาก 5คน เป็น 4คน) นั่นหมายถึง ยาไม่ได้ป้องกันการเกิดซ้ำได้ทุกราย ยิ่งกว่านั้นการเกิดเล้นเลือดในสมองตีบซ้ำจะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมตามมาในภายหลัง “ดังนั้น ผู้ป่วยจะต้องทานยาตลอดชีวิต ดูแลตนเองและควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี”

ข้อมูล : http://www.phyathai.com    by ไพโรจน์

หมายเลขบันทึก: 492161เขียนเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 19:23 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 กรกฎาคม 2012 07:20 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

สร้างเสริมสุขภาพ.....ดีกว่า....ป่วยไปเสียแล้วนะคะ....ดังนั้น...ควรป้องกัน..ให้มากๆนะคะ...โดยเฉพาะ การสูบบุหรี่....พฤติกรรมสุขภาพ

 

ขอบคุณสำหรับ  บทความดีดีนี้นะคะ

แวะมาชวนชาวมโนรมย์ ไปชิมชาโบราณที่รพ.สตูล

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี