ความหมาย ขวัญและกำลังใจในการทำงาน

                ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน หมายถึง สภาพจิตใจของพนักงานหรือความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อองค์การ หรืออารมณ์ของพนักงานที่มีต่อความพึงพอใจในการทำงาน ซึ่งแสดงออกทางพฤติกรรมต่างๆ อาจแสดงออกมาในรูปของความกระตือรือร้น หรือความตั้งใจในการทำงานการได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน หรือบางทีก็แสดงออกมาในรูปของความรู้สึกเบื่อหน่ายอยากเปลี่ยนงานขาดความกระตือรือร้น ไม่ตั้งใจทำงาน มีผลต่อสภาพขวัญและกำลังใจของพนักงานอาจทำให้องค์กรเสียบุคลากรที่มีคุณภาพได้ ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานประกอบด้วย 6 ด้านดังนี้

             1. สภาพการทำงาน หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด และอารมณ์ที่มีต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ความพอใจต่อสภาพที่พักพนักงาน สภาพแวดล้อมในห้องทำงาน เครื่องมือป้องกันความปลอดภัย ยานพาหนะ เครื่องมือสื่อสาร ความเหมาะสมของปริมาณงานที่รับผิดชอบ

             2. ความเพียงพอของรายได้ หมายถึง การได้รับค่าจ้าง เบี้ยขยัน เหมาะสมต่อการ

นำมาใช้จ่ายในครอบครัวในภาวะครองชีพในปัจจุบัน

             3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา หมายถึง ความต้องการ

ให้ผู้บังคับบัญชามีความเข้าใจและเห็นใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ให้คำปรึกษาในการปฏิบัติงาน

รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนความก้าวหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชา และปกครองบังคับบัญชาด้วยเหตุผล

              4.ความเป็นธรรมของหน่วยงาน หมายถึง การได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา เช่น ความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่ง การโยกย้าย โดยพิจารณาจากความดีความชอบตามความรู้ความสามารถ การพิจารณาโทษทางวินัยของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเป็นธรรม

              5. สวัสดิการของหน่วยงาน หมายถึง การให้สวัสดิการ หรือประโยชน์เกื้อกูลต่างๆแก่พนักงานนอกเหนือจากเงินเดือนค่าจ้างธรรมดา เช่น การจัดให้มีที่พักอาศัย

              6.ความมั่นคงปลอดภัยในการทำงาน หมายถึง สภาพการทำงานที่มีความมั่นคงปลอดภัยไม่เสี่ยงต่อการถูกให้ออก ปลดออก และไล่ออก จากงานที่ทำอยู่ สร้างความมั่นใจในการประกอบ

 

 

2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

             ทฤษฎีของแมคเกรเกอร์ (McGregor)

             แมคเกรเกอร์ ให้แนวความคิดเกี่ยวกับการควบคุมงานในองค์การเพื่อให้เกิดความร่วมมือ

สูงสุด โดยใช้ทฤษฏี X และควบคุมงานแบบใหม่เป็นทฤษฏี Y ทั้งสองทฤษฏีนี้มีสมมติฐานที่

ตรงกันข้าม

             1. ทฤษฏี X

1.1 คนส่วนใหญ่นิสัยไม่ชอบทำงาน และพยายามหลีกเลี่ยงการทำงานทุกอย่างเท่าที่จะหลีกเลี่ยงได้

1.2โดยปกติคนไม่ชอบทำงาน การที่จะทำให้คนทำงานจะต้องใช้วิธีการบังคับ

ควบคุม การสั่งการใช้ให้ทำ แนะนำ ชี้นำ ข่มขู่ และต้องนำวิธีการลงโทษมาใช้ เพื่อให้เกิดความเกรง

กลัวคนจึงจะทำงานนั้นให้ และใช้เทคนิคการจูงใจด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายขององค์การ

1.3 คนเรามักจะพยายามเลี่ยงงาน พยายามที่จะปัดความรับผิดชอบ หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จะทำงานเท่าที่ได้รับคำสั่งทำนั้น มีความทะเยอทะยานกระตือรือร้นต่อการทำงานเพียงเล็กน้อย แต่ก็ต้องการความมั่นคงและความปลอดภัยในอาชีพ

             2 ทฤษฏี Y

2.1 การใช้แรงกายและแรงสมองทำงานถือเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนกับการเล่นหรือพักผ่อน เพราะการทำงานเป็นแหล่งที่มาของความพึงพอใจหรือการลงโทษก็ได้ โดยทั่วไปคนเรามีความขยันหมั่นเพียรไม่เกียจคร้าน

2.2 คนเราย่อมมีความรับผิดชอบและมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยพื้นฐานของมนุษย์มีความร่วมมือสนับสนุน

2.3 การควบคุม หรือการบังคับจากภายนอกไม่ใช่วิธีการที่ดี สำหรับการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ มนุษย์ทุกคนย่อมจะทำงานด้วยความเป็นตัวของตัวเอง จนบรรลุความสำเร็จ มีความคิดริเริ่มทำงานด้วยตัวเอง ถ้าหากได้รับการจูงใจอย่างถูกต้อง

2.4 การสร้างความผูกพันต่อวัตถุประสงค์ขององค์การด้วยการให้รางวัลตามความสำเร็จแห่งผลงานของแต่ละบุคคล จะสามารถอำนวยให้เกิดผลการปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยตรงต่อวัตถุประสงค์ขององค์การ

2.5 บุคคลที่อยู่ในองค์การสามารถแสดงความคิดเห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ปกติคนเราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอและพัฒนาวิธีการทำงานอีกด้วย

2.6) ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคล มีส่วนสัมพันธ์กับความเฉลียวฉลาด ประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ต่อการแก้ไขปัญหาองค์การ และมีใจกว้างพอที่จะให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานอย่างจริงจังอีกด้วย (ธงชัย สันติวงษ์, 2545, หน้า 232-237)

 

ทฤษฎีการบริหารโดยวัตถุประสงค์ของปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker)

              การบริหารโดยวัตถุประสงค์ (management by objective) หรือเรียกว่า MBO เป็นรูปแบบ

การบริหารโดยการใช้อำนาจปกครองตนเอง ปีเตอร์ ดรักเกอร์ กล่าวไว้ว่า “การบริหารงานโดย

วัตถุประสงค์และการให้อำนาจปกครองควบคุมตนเอง แนวความคิดนี้นำความรู้ด้านการจูงใจ และ

พฤติกรรมศาสตร์มาผสมผสานกัน” ข้อสมมติฐานของการบริหารแบบนี้ได้แก่(พจมาน เตียวัฒนรัฐติกาล, 2545, หน้า 36)

1.ผู้ใต้บังคับบัญชาจะปฏิบัติงานด้วยดี เมื่อรู้ถึงเป้าหมายของการปฏิบัติงาน

2.ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการที่จะเข้าร่วมในการกำหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานเพื่อนำไป   ประเมินผลการปฏิบัติงาน

3.ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการเครื่องชี้บางอย่างที่จะบอกให้รู้ถึงผลการปฏิบัติงาน

4.ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการได้รับการยกย่อง ความก้าวหน้า และความรู้เกี่ยวกับความสำเร็จของงาน

5.ต้องกำหนดเวลาให้แน่นอน ดังนั้นผู้บังคับบัญชาต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมาย

6.ต้องสามารถวัดได้โดยทางตรงและทางอ้อม เช่น ในกรณีของขวัญและกำลังใจอาจดูจาก

อัตราการขาดงาน การลาออกจากงาน

7.ต้องมีหนทางที่จะทำให้สำเร็จทั้งนี้มีหลักการคือ ยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักวัดความสำเร็จ โดยพิจารณาจากผลงานเป็นหลักเน้นการทำงานเป็นทีม เน้นความคิดการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน  การดำเนินงานจะต้องมีการวางแผนควบคุมอย่างมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน

การกำหนด วัตถุประสงค์

                1.ต้องกำหนดขึ้นในทุกระดับขององค์การ ให้สอดคล้องกันนับตั้งแต่เป้าหมายย่อยของ

องค์การที่ถูกกำหนดขึ้นมา

2.ต้องมีส่วนเอื้ออำนวยต่อเป้าหมายของบุคลากรด้วย เช่น เพิ่มความรู้ความสามารถต้องมี

ทางที่จะทำสำเร็จ การบริหารงานโดยวัตถุประสงค์ นอกจากจะสามารถตอบสนองความต้องการ

ด้านเกียรติยศชื่อเสียงแล้วยังตอบสนองด้านความสำเร็จในชีวิต เพราะวัตถุประสงค์เป็นมาตรฐาน

ในการวัดความสำเร็จได้อย่างดี การบริหารแบบนี้ นับว่าเป็นการบริหารที่เป็นรางวัลตอบแทนอยู่ใน

ตัวแล้ว สามารถจูงใจในการทำงานเป็นอย่างดี ผู้บริหารควรให้ความสำคัญยิ่งในการจูงใจให้การ

ทำงานนั้นมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจ ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องกระตุ้นให้เกิดพลังใน

การทำงาน ให้พนักงานสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การสูงสุด

 

                ทฤษฎีต้องการความสำเร็จของแมคเคลแลนด์ (McClelland)

             ทฤษฎีต้องการความสำเร็จของ แมคเคลแลนด์ (the need to achieve theory) เป็นทฤษฎีที่

กล่าวว่า “มนุษย์ทุกคนต่างมีความต้องการเหมือนกัน เพียงแต่มีขนาดมากน้อยต่างกันเท่านั้น” ความ

ต้องการนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ (พจมาน เตียวัฒนรัฐติกาล, 2545, หน้า 39)

              1.ความต้องการความสำเร็จ (need for achievement: nAch) เป็นความต้องการที่จะบรรลุผลสำเร็จในงานที่มีความท้าท้าย และการบรรลุมาตรฐานของงานที่ทำได้อย่างดี(excellence)

โดยทั่วไปแล้วบุคคลมีความต้องการความสำเร็จในงานสูง หรือสร้างสถานการณ์แข่งขันให้กับ

ตัวเอง เพื่อทำงานให้บรรลุผลสำเร็จด้วยความพยายามของตนเอง และต้องการได้รับผลจากการ

ทำงานนั้นในทันทีด้วย และบุคคลที่มีความต้องการเช่นนี้ มักหลีกเลี่ยงงานที่มีจุดหมายที่เป็นไป

ไม่ได้หรือยากเกินไป เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อความล้มเหลว นอกจากนั้นบุคคลประเภทนี้ยังมี

ความคิดสร้างสรรค์การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จึงเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า โดยทั่วไปจะมีคน

เพียงประมาณ 10% ขององค์การที่มีวามต้องการความสำเร็จสูง ผู้บริหารจึงจัดสิ่งจูงใจเหล่านี้ด้วย

งานที่ท้าทายสามารถบรรลุผลได้ และมีผลย้อนกลับทันที แม้ว่าบุคคลประเภทนี้จะมีแรงจูงใจ

ภายใน (intrinsic motivation) ผู้บริหารก็พึงให้ความสำคัญกับปัจจัยภายนอก (extrinsic motivation)

               2.ความต้องการอำนาจ (need for power : nPow) เป็นความต้องการที่มีอิทธิพลเหนือ

คนอื่นและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อำนาจนี้มีสองลักษณะคือ อำนาจเชิงส่วนตัว (personal

power) เป็นอำนาจที่ต้องการมีอิทธิพลเหนือคนอื่น ต้องการให้คนอื่นภักดีต่อตนเองเป็นการส่วนตัว

ไม่ใช่เพื่อองค์การ บางครั้งอาจทำให้จุดหมายขององค์การถูกทำลายลงได้ อีกลักษณะหนึ่งคือ

อำนาจเชิงสถาบัน (institutional power) เป็นอำนาจที่มุ่งทำงานร่วมกับผู้อื่นในการแก้ปัญหาเพื่อ

บรรลุจุดมุ่งหมาย ขององค์การ เป็นบุคคลที่พยายามปฏิบัติงาน และอุทิศตนเพื่อองค์การ จึงเป็น

บุคคลที่ผู้บริหารพึงส่งเสริมให้มีตำแหน่งที่สำคัญ เพื่อให้มีอิทธิพลต่อการใช้ความพยายามของคน

อื่นด้วย

             3.ความต้องการความสัมพันธ์ (need for affiliation : nAff) เป็นความต้องการความ

อบอุ่นและความเป็นมิตรกับคนอื่น จึงมักจะแสดงออกโดยหวังจะให้ได้รับการยอมรับจากคนอื่น

หวังจะได้รับน้ำใจจากคนอื่น จึงพยายามทำตนให้สอดคล้องกับความต้องการ และความอยากได้

ของคนอื่น แมคเคลแลนด์ วิเคราะห์บุคคลที่มีความต้องการสามกลุ่มนี้ บุคคลที่ต้องการความสำเร็จ

มักจะทำเพื่อตนเองมากกว่าเพื่อคนอื่นหรือองค์การ จึงอาจมีปัญหากับคนอื่น และการรอรับ

ผลตอบแทนจากการทำงาน และในกรณีคนที่ต้องการอำนาจเชิงส่วนตัวสูง ก็มักจะให้คนอื่นทำ

อะไรเพื่อประโยชน์ตนเอง และคนที่มีความต้องการความสัมพันธ์กับคนอื่นสูง ก็มักมีจุดอ่อนใน

การบริหาร คือมักจะคำนึงถึงความสัมพันธ์ส่วนบุคคล มากกว่าการบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์การ

บุคคลที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งทางบริหารมากกว่าลักษณะอื่น คือคนที่มีอำนาจเชิงสถาบันสูง

เนื่องจากสามารถประสานความร่วมมือกับคนอื่น เพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้

 

ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ 

                มาสโลว์เป็นนักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ได้เสนอทฤษฎีที่อธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์             (A Theory of Human Motivation)  ในการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของคนจะถูกกำหนดและควบคุมโดยแรงจูงใจต่างๆ  และแรงจูงใจเหล่านี้ก็ยังมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน  ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารควรจะได้ทราบว่า  ความต้องการของคนงานในองค์การว่ามีรูปแบบอย่างไรบ้าง  ความรู้ในเรื่องดังกล่าวได้รับการศึกษาอย่างถูกต้องจนกระทั่งตั้งเป็นทฤษฎีทั่วไป (General Theory)  เกี่ยวกับการจูงใจคนขึ้นได้  ผู้ตั้งทฤษฎีนี้คือ  มาสโลว์ (Maslow, 1943, pp. 370-396)  ซึ่งได้ตั้งสมมุติฐานพฤติกรรมมนุษย์ไว้ดังนี้ คือ  

                1. คนทุกคนมีความต้องการ และความต้องการนี้จะมีอยู่ตลอดเวลาและไม่มีที่สิ้นสุดข้อสมมุติฐานดังกล่าวก็คือ  เป็นข้อเท็จจริงที่ชัดแจ้งที่ว่า  คนทุกคนก็จะมีความต้องการและความต้องการนี้จะไม่มีทางสิ้นสุดนับตั้งแต่เกิดจนถึงตาย

                2. ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว  ก็จะมิใช่แรงจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไปอีก  ตามความหมายนี้แสดงให้เห็นว่า  ความต้องการที่จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมจะต้องเป็นความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง  ความต้องการใด ๆ  ถ้าหากได้รับการตอบสนองเสร็จสิ้นไปแล้ว  ก็จะไม่มีความหมายสำหรับบุคคลนั้น  และความต้องการลำดับต่อไปที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้น ที่จะมีอิทธิพลต่อบุคคลดังกล่าวได้

                3. ความต้องการของคนจะมีลักษณะเป็นลำดับจากต่ำไปหาสูง  ตามลำดับความสำคัญ  ลักษณะดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า  ความต้องการต่าง ๆ จะมีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามความสำคัญ  ในขณะที่ความต้องการขั้นต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว  ความต้องการที่สูงขึ้นขั้นต่อไปก็จะตามมา

                มาสโลว์  ได้สรุปลักษณะของการจูงใจไว้ว่า  การจูงใจจะเป็นไปตามลำดับของความต้องการอย่างมีระเบียบ  ลำดับขั้นความต้องการ (hierarchy of needs)  ซึ่งเป็นความต้องการที่เป็นลำดับขั้นจากต่ำไปสูงของมนุษย์นี้จะมีลำดับขั้น  มี  5  ประการ คือ

                1. ความต้องการทางร่างกาย (physiological needs)  ความต้องการขั้นนี้เป็นความต้องการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด  เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้เช่น  ความต้องการปัจจัยสี่  ความต้องการทางเพศ

                2. ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคง (safety and security needs)  เมื่อได้รับตอบสนองความต้องการทางร่างกายจนเป็นที่พอใจแล้ว  ก็จะเกิดความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงตามมา  ซึ่งเป็นความปลอดภัยและมั่นคงทั้งทางร่างกายเช่น   ต้องการได้รับความคุ้มครองปกป้อง  ต้องการกฎระเบียบและกฎหมาย  ต้องการเป็นอิสระส่วนตน   ต้องการการดูแลรักษาเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นต้น  และความปลอดภัยและมั่นคงทางเศรษฐกิจเช่น  ต้องการซื้อขายแลกเปลี่ยน  ต้องการทำงานที่มีความมั่นคงและปลอดภัย  ต้องการมีเสถียรภาพเป็นต้น

                3. ความต้องการสังคม (social needs) เริ่มแรกมาสโลว์เสนอว่าเป็นความต้องการความรักและการมีส่วนร่วมในสังคม (love and belonging needs) ต่อมาได้รวมเอาความรู้สึกต้องการทางมิตรภาพ  ต้องการมีสัมพันธภาพกับเพื่อน  กับสามีภรรยาและกับบุตรหลานเข้ามาด้วย  ความต้องการขั้นนี้เป็น  ความต้องการที่จะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับจากสังคม  ถ้าไม่ได้รับความพึงพอใจจากความต้องการขั้นนี้        จะเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง ว้าเหว่  ถูกตัดออกหรือถูกปฏิเสธจากสังคม

                4. ความต้องการการยอมรับนับถือ (esteem needs)  เป็นความต้องการเกียรติยศชื่อเสียงและการยอมรับนับถือจากคนอื่น

                5. ความต้องการความสำเร็จสูงสุดแห่งตน (self-actualization needs)  เป็นความต้องการพัฒนาตนเองตามศักยภาพสูงสุดได้แสดงออกซึ่งทักษะ  และความเป็นเลิศบางอย่างที่ตนมี

                ระดับความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ นี้จัดได้ว่าเป็นแรงจูงใจภายในของคนเราเอง  ตลอดชีวิตของคนเรานั้นจะดิ้นรนไปสู่เป้าหมายมากมาย  ซึ่งการดิ้นรนก็มาจากแรงขับหรือ ความต้องการภายในซึ่งเป็นตัวกำนดการจูงใจนั่นเอง  เป้าหมายของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย แต่ก็จัดรวมได้ในความต้องการทั้ง  5 แบบที่ได้กล่าวมาแล้ว  ดังนั้นในการทำงานต่าง ๆ แรงจูงใจของ   แต่ละบุคคลก็จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการทำงานของเขานั่นเอง

                มาสโลว์  คาดประมาณว่าโดยเฉลี่ยจะมีผู้พึงพอใจเกี่ยวกับความต้องการทางร่างกายจำนวนร้อยละ  85  ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงร้อยละ 70  ความต้องการสังคมร้อยละ  50  ความต้องการยอมรับนับถือร้อยละ 40 และความต้องการความสำเร็จสูงสุดแห่งตนร้อยละ 10