นับถึงวันนี้ ผมได้เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ท่านอาจารย์ใหญ่ลูกพี่ผมได้พร่ำสอนว่า
การดูผงสุพรรณ ให้สังเกตผิวเปลือกไม้เป็นหลัก นั้น แปลว่า และหมายถึง เนื้อน้ำว่าน ที่ออกมาปกคลุมผิวพระเนื้อดินดิบ แบบเปลือกไม้ ปกคลุมต้นไม้และกิ่งไม้

ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางภูมิปัญญาไทยโบราณที่คิดค้นขึ้นมา ภายใต้สูตร "ว่าน 108"
ที่น่าจะเป็นสมุนไพรต่างๆ ที่เป็นทั้งยา สารเชื่อมเนื้อดินดิบ และเปลือกคลุมองค์พระ ปกป้องไม่ให้โดน
- กัดกร่อนทั้งจาก กรด
- ด่าง และ
- ด้วยความเป็นน้ำมันข้นของน้ำว่าน จึงไม่ละลายน้ำได้โดยง่าย และ
- ดูเหมือนจะป้องกันการเจริญของจุลินทรีย์ (จากการตรวจด้วยกล้องจุลทัศน์)
-
- จำพวกเชื้อรา (Fungi) และ
- แอคติโนมัยซิท (Actinomycetes)
-
- ที่เป็นตัวย่อยสลายที่สำคัญของสารอินทรีย์เชิงซ้อนพวกนี้
ซึ่งจะเหนือกว่าพระเนื้อผงปูนดิบ ที่อาจจะทนน้ำ ทนจุลินทรีย์ ทนด่าง แต่ไม่ทนกรด
หรือเนื้อดินแกร่งแบบพระรอด ที่แม้จะแข็งปานหินก็จริง แต่ก็โดนกัดกร่อนด้วยกรด และด่างจนสามารถละลายน้ำได้ แม้จะช้าก็ตาม
จากคุณสมบัติ 4 ข้อของน้ำว่านที่คลุมองค์พระนี้ ทำให้ พระผงสุพรรณ มีความคงทน
โดยเฉพาะ
ผิวพระผงสุพรรณที่มีองค์ประกอบและขั้นตอนการสร้างถูกต้อง
ดังนั้น พระผงสุพรรณ ที่มีเกสร และเนื้อยาสมุนไพร จึงน่าจะทนทานได้เป็นพันๆปี อย่างแน่นอน
เพราะ นับถึงวันนี้ก็น่าจะเกือบพันปีแล้ว พระผงสุพรรรยังไม่มีร่องรอยการกร่อนแต่อย่างใด
ยกเว้นบางองค์ที่สร้างมาแบบไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำว่านไม่พอ ความร้อนบ่มน้ำว่านไม่พอ หรือนวดปั้นดินไม่แน่น ซึ่งมีอยูไม่มาก
ส่วนใหญ่ยังสมบูรณ์ และมี "เปลือกไม้" หุ้มอย่างแน่นหนา
ไม่มีทีท่าจะกร่อนแต่อย่างใด
ที่น่าจะถือเป็นพระ "คงกระพันชาตรี" ก็น่าจะได้นะครับ
ขอบคุณมากครับที่บอกตำหนิการพิจารณาพระผงสุพรรณ