เมื่อวานนี้มีคนโทรมาถามเรื่อง  ดื่มเบียร์ไป 1 ขวดตอน 10 โมงเช้า  จะต้องมีธุระขับรถไปต่างจังหวัดตอน 17 .00 น.จะตรวจแอลกอฮอล์ในลมหายใจไหม? 

ชลัญก็คิดในใจมันคิดว่า พบ.เป็น google หรือไงว่ะ แหมถามได้ทุกเรื่องซิน่า

แต่แหม! ถามมาแล้วก็ตอบๆไปหน่อยก็แล้วกัน

                ก็เลยตอบไปแบบส่งๆ เท่าที่ความรู้ในสมองบาลจะมีคือ การจะมีความเข้มข้นของปริมาณ แอลกอฮอล์ในร่างกายนั้น  ขึ้นอยู่กับ  ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่ม ถ้าความเข้มข้นมากปริมาณของแอลกอฮอล์ในเลือดจะสูง อัตราการดื่ม ถ้าดื่มเร็ว ปริมาณของแอลกอฮอล์ในเลือดจะสูง การดื่มเมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ ปริมาณของแอลกอฮอล์ในเลือดจะสูงกว่าการดื่มเมื่อมีอาหารในกระเพาะ น้ำหนักของร่างกาย คนที่มีน้ำหนักมาก ปริมาณของแอลกอฮอล์ในเลือดจะต่ำกว่าคนที่มีน้ำหนักน้อย ถ้าดื่มในปริมาณที่เท่ากัน

                ซึ่งในกรณีของคนนี้ มีนน.87 กก.  ดื่มขณะมีงานเลี้ยงอะไรสักอย่าง  และระยะเวลาที่ต้องเดินทางห่างถึง 7 ชม.  คิดว่าน่าจะรอด  และแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อเร่งการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย 

              ก็ขอให้โชคดี  (ตรวจเจอ จะได้เลิกดื่มแล้วขับกันซะที )

 

                เห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับ ชาว gtk ที่ยังดื่มแล้วขับจึงมาแบ่งปัน  และค้นวิชาการเพิ่มเติมดังนี้

                  

การทำงานของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ

        สำหรับการทำงานของเครื่องวัดระดับแอลกอลฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจนั้น ในการตรวจจะให้ผู้ตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องซึ่งมีตัวตรวจจับแอลกอฮอล์ (Alcohol Detector) ตัวตรวจจับเมื่อได้รับแอลกอฮอล์จากลมหายใจ จะมีการแปรสภาพซึ่งอาจมองเห็นได้ เช่นการเปลี่ยนแปลงสีของสารเคมี หรือวัดได้จากพลังงาน เช่น กระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์ การเปลี่ยนแปลงสภาพนี้ จะถูกแปลค่าให้รายงานออกมาที่หน้าปัดของเครื่อง ในของ ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration: BAC) ทั้งนี้ โดยอาศัยการคำนวณค่าจาก ค่าความสัมพันธ์ของสัมประสิทธิ์ในการแปลงค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจ

        การที่เครื่องวัดฯ จะวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจได้ถูกต้อง ต้องใช้ลมหายใจจากส่วนลึกของปอดที่สัมผัสกับเส้นเลือดฝอยในปอด เพื่อจะให้ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ถูกต้อง ผู้ผลิตได้ออกแบบให้เครื่องวัดฯ เมื่อถูกเป่าลมหายใจเข้าเครื่องต่อเนื่องไปได้ระยะหนึ่ง ความแรงในการเป่าจะลดลง สูบไฟฟ้าในเครื่องฯ จะเก็บตัวอย่างลมหายใจประมาณ 1 ซีซี แบบอัตโนมัติ ในกรณีที่เครื่องไม่ได้ออกแบบให้เก็บตัวอย่างลมหายใจแบบอัตโนมัติ การตรวจวัดต้องให้ผู้ถูกตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องอย่างต่อเนื่อง และผู้ที่ทำการตรวจวัด จะนับ 1 ถึง 5 ในใจอย่างช้า ๆ เมื่อนับครบแล้ว จึงกดปุ่มรับตัวอย่าง เพื่อให้สูบไฟฟ้าเก็บตัวอย่าง รูปที่ 2 แสดงถึงความสัมพันธ์ของระดับ แอลกอฮอล์ในลมหายใจกับปริมาตรของลมหายใจที่เป่าออกมา จะเห็นว่าเมื่อเป่าลมหายใจเข้าเครื่องวัด ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในลมหายใจจะเริ่มต้นที่จุด ๆ หนึ่ง แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และความเข้มข้นจะค่อย ๆ คงที่ในที่สุด

ภาพ:กราฟเลือด.png

หลักการของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ คือให้ผู้ถูกตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องซึ่งมี ตัวตรวจจับ (Detector) แอลกอฮอล์ ซึ่งมี 4 แบบ ได้แก่

1. ตัวตรวจจับแบบ Colorimeter

เปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นเขียว เมื่อได้รับแอลกอฮอล์

2. ตัวตรวจจับแบบสารกึ่งตัวนำ

ส่วนใหญ่เป็นเครื่องที่ใช้ทดสอบตัวเอง พกพาสะดวก แต่ไม่มีความเที่ยงตรง

3. ตัวตรวจจับแบบเซลไฟฟ้าเคมี

การวัดแอลฮอล์โดยใช้เครื่องที่มีตัวตรวจจับแบบนี้ มีความเที่ยงตรง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก แต่มีราคาแพง

4. ตัวตรวจจับแบบ Infrared

การวัดแอลฮอล์โดยใช้เครื่องที่มีตัวตรวจจับแบบนี้ มีความเที่ยงตรง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ ตังเครื่องมีขาดใหญ่ เหมาะสำกรับใช้ประจำที่ เช่น สถานีตำรวจ

 

ทำอย่างไรจึงจะลดโอกาสที่จะถูกตรวจสอบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูง

        การดื่มเบียร์เพียงหนึ่งแก้ว (250 มิลลิลิตร) สำหรับบางคนก็อาจทำให้ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 50mg% ได้ และมักจะมีแนวโน้มว่าอยากดื่มแก้วที่สองและสามมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นการที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ตั้งแต่แก้วแรก จะเป็นการปฏิบัติตัวที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดีสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะและกลัวว่าจะถูกตรวจว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ควรจะทำดังนี้

         1. งดการดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 15 นาที ก่อนการขับขี่หรือควบคุมยานพาหนะ และไม่ควร รับประทานยา หรือใช้สเปรย์ระงับกลิ่นปากก่อนการขับรถเพราะอาจมีผลต่อการตรวจวัดได้

         2. อย่างน้อยใน 5 นาทีที่ก่อนการถูกตรวจวัด ไม่ควรสูบบุหรี่ เนื่องจากกลิ่นบุหรี่จะสะสมในเครื่องวัด ทำให้เครื่องเสียได้ และกลิ่นบุหรี่ยังอาจเป็นที่น่ารังเกียจของผู้ที่จะใช้ต่อไป

        3. หากถูกเรียกเพื่อตรวจวัดลมหายใจ ก่อนท่านจะเป่าลมหายใจเข้าเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจจะต้องแน่ใจว่า หลอดเป่าที่ใช้ต้องเป็นของใหม่ที่ได้ทำให้ปลอดเชื้อ (Sterilization) แล้ว

        ในกรณีที่ถูกตรวจแล้วพบว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจเกิน 50 mg% หรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่มากนัก และผู้ที่ถูกตรวจไม่แน่ใจในผลการตรวจวัดฯ หรือคิดว่าตัวเองไม่เมาเหล้าถึงขนาดนั้น ผู้ที่ถูกตรวจมีสิทธิ์ตามกฎหมาย ที่จะร้องขอการตรวจพิสูจน์ได้โดยวิธีการตรวจจากปัสสาวะ และตรวจวัดจากเลือด โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจวัด ซึ่งการตรวจวัดนี้จะกระทำภายใต้การกำกับดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมาย

ดื่มแค่ไหนถึงพอดี

sddda

สุราหนึ่งหน่วยหมายถึง เบียร์ 360 cc ไวน์150 cc  บรั่นดี 45 cc วิสกี้ผสม1แก้ว

ถ้าถามคนที่ติดเหล้าว่าดื่มมากหรือน้อยส่วนใหญ่จะตอบว่าน้อย ปัญหาว่าดื่มแค่ไหนถึงพอดีมีคำแนะนำดังนี้

  • ผู้ชายให้ดื่มสุราระหว่า 1-2 หน่วยต่อวัน
  • ผู้หญิงให้ดื่มระหว่าง 1 หน่วยต่อวัน
  • ผู้ที่ดื่มมากกว่า 14 หน่วยสุราต่อสัปดาห์หรือดื่มครั้งละ 4 หน่วยสำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่ดื่มมากกว่า 7 หน่วยต่อสัปดาห์หรือครั้งละ 3 หน่วยสุรา จะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ถ้าหากคุณดื่มมากว่านี้ลองพิจารณาลดสุราลง ปริมาณที่ดื่มต่อวันจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ การที่มีความแตกต่างของปริมาณสุราในผู้หญิงและผู้ชายเนื่องจาก

  • ขนาดและน้ำหนักของผู้ชาย
  • ปริมาณน้ำในร่างกาย
  • ความสามารถในการสันดาปสุรา

การดื่มสุรานี้จะดื่มไม่เกินที่กำหนด แม้ว่าคุณจะนานๆจะดื่มสักครั้งการดื่มต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุสำหรับผู้ขับรถ คนท้องไม่ควรดื่มสุรารวมทั้งเด็ก

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกท่าน หากท่านเป็นผู้ขับขี่ ไม่ควรดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ควรใช้รถโดยสารสาธารณะ หรือให้ผู้อื่นขับให้จะปลอดภัยกว่า เพราะ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อย ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้

 

เมื่อเปรียบเทียบระดับแอลกอออล์ในเลือดกับโอกาสเกิดอุบัติเหตุ จราจร พบว่าระดับแอลกอฮอล์ใน เลือด (mg% ) โอกาสเกิดอุบัติเหตุ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มสุรา

ระดับแอลกอฮอล์ใน เลือด (mg% ) โอกาสเกิดอุบัติเหตุ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มสุรา
20
ใกล้เคียงกับคนไม่ดื่มสุรา
50
โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 2 เท่า
80
โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 3 เท่า
100
โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 6 เท่า
150
โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 40 เท่า
มากกว่า 200
ไม่สามารถวัดได้ เนื่องจากควบคุมการทดลองไม่ได้

 

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกท่าน หากท่านเป็นผู้ขับขี่ ไม่ควรดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ควรใช้รถโดยสารสาธารณะ หรือให้ผู้อื่นขับให้จะปลอดภัยกว่า เพราะ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อย ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้

ที่มา :http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/disease/alcohol.html

http://savepoint.weloveshopping.com/store/article/view/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-87491-th.html

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C