“เรามาช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์...............อยากให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายไปแบบสบาย ๆ และได้ช่วยมนุษย์ที่อยู่ในสภาพเดียวกัน

ปรากฏการณ์คนหน้างานมีความสุขกับงาน เบิกบานที่ได้แชร์

“เป็นสิ่งน่าทึ่งมากกับบทบาทของชาวสาธารณสุข ที่ต้องคอยดูแลความสุข-ทุกข์ของผู้คนอย่างเป็นสาธารณะ”

แล้วสภาวะที่ทีมนี้ต้องเจอคือ

“ผู้ป่วยระยะสุดท้ายบ้าง ผู้ป่วยที่หายใจเองไม่ได้บ้าง ผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง ผู้ป่วย COPD บ้าง”

 

 

คำพูดของพี่นิ ทำให้หนูที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน

ท่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสปนรอยยิ้มน้อยๆว่า

 

“เรามาช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

เราลองกลั้นหายใจหรือไปมุดน้ำ

ลองนึกดูว่าจะทรมารแค่ไหน

แล้วคนไข้เขาแทบหายใจไม่ได้จะเป็นอย่างไร”

 

ถ้อยคำที่เปล่งออกมาละเมียดละไม เปี่ยมสุข ท่านเอ่ยต่ออีกว่า

 

“ลองนึกสภาพคนไข้ 1 คน ญาติ 1 ครอบครัว ค่าใช้จ่ายทั้งคนไข้ ทั้งญาติ ค่ารถอีก ซึ่งคนไข้ที่ต้องได้รับออกซิเจนก็จะเป็นคนไข้ถุงลมโป่งพอง COPD หรือบางรายก็เป็นคนไข้นอนนานที่ดีขึ้นแล้ว แต่ยังหายใจเองไม่ได้ พอคนไข้ไม่ต้องนอนที่โรงพยาบาล ประมาณการอย่างคร่าว ๆ คนไข้มี 63 ราย นอนโรงพยาบาลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1000 บาท พอทำโครงการนี้ คนไข้ลดวันนอนเฉลี่ยได้ 10 วันต่อคนต่อปี สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 600,000 บาทต่อปี นี่ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ญาติต้องจ่ายเพิ่มเติมอีก”

 

แค่ได้ฟังก็รู้สึกตื้นตันใจ ลดค่าใช้จ่ายได้ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น จนพี่หมออ้อวิทยากรร่วมอีกท่านหนึ่ง  (อดีตทันตแพทย์ รพ.คำเขื่อนแก้วปัจจุบันย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลเขื่องใน แต่ก็ยังมีใจรักในยโสธร) อาจารย์กะปุ๋มเล่าว่า ท่านเป็น “เจ้าแม่สาธุ” เชิญชวนผู้ร่วมลานเสวนา อนุโมทนากับภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพี่นิและทีมงานร่วมกันทำ ด้วยคำว่า

"สาธุ"

 

ผลงาน R2R นี้เป็น Action research ที่เห็นประโยชน์เชิงประจักษ์ คนไข้ได้กลับบ้าน ได้ใช้ออกซิเจนแบบยืมจากโรงพยาบาลได้ เชื่อว่าระดับความสุขของทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการต้องเพิ่มขึ้นเป็นแน่แท้

 

 

งานนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีคนสำคัญอีกท่านหนึ่งคือ “พี่มังกร”

เป็นเจ้าหน้าที่คอยดูแลเรื่องการเบิก-จ่าย ขนส่งถังออกซิเจน

พี่มังกรใส่แว่นค่ะ ขอบพระคุณภาพจาก FB อ.กะปุ๋มค่ะ

ฟังจากเสียงในเวทีแล้ว พี่มังกร เป็นขวัญใจของที่นี่มิใช่น้อย แว่วเสียงที่เอ่ยเรียก เปี่ยมไปด้วยความสุขและชื่นชม แถมท้ายมาอีกว่าน้อง ๆ เรียกพี่มังกรว่า “เจ้” อันนี้ที่มาที่ไปอย่างไร ก็สอบถามได้ที่ชาวป่าติ้วนะคะ

พี่มังกรเล่าว่า

“อยากให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายไปแบบสบาย ๆ และได้ช่วยมนุษย์ที่อยู่ในสภาพเดียวกัน”

ด้วยหน้าที่ในการดูแลการเบิกจ่ายถังออกซิเจน จึงได้พัฒนาคู่มือ ขึ้นมาเพื่อให้ญาติสะดวกในการเบิกจ่ายและนำไปใช้

อาจารย์กะปุ๋มท่าน ไอเดียบรรเจิดขึ้นมาทันทีว่า

“งั้นก็เชียร์ให้ศึกษาผลของคู่มือ”

ท่านยังแซวพี่นิว่า จดใหญ่เลย ฮ่า ๆ

ไม่จดได้ยังไงค่ะอาจารย์ ดูจากท่าทางแล้ว ที่นี่เขา

“เอาจริง”

พี่นิยังเล่าตอนท้ายว่า

“ตอนนี้กำลังขยายเครือข่ายไปที่ รพ.สต. ให้สามารถยืมออกซิเจนไปใช้ได้ ซึ่ง รพ.สต.ยินดีที่จะ ซื้อ Gate เองเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน”

ขอบอกเลยค่ะอาจารย์ว่า “หยุดไม่ได้แล้ว”

 

โอ้โห หนักแน่นทั้งคำพูดและน้ำเสียง ได้ฟังแล้วรู้สึกชื่นใจและดีใจ อาจารย์กะปุ๋มเสริมขึ้นมาว่า “เรายังเคยใช้บริการที่นี่เลย เพราะระบบของที่นี่ยืมสะดวก ตอนที่ทำคนไข้ระยะสุดท้าย จนกระทั่ง คุณยายท่านนี้จบชีวิตอย่างงดงาม”

งานเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ซุกซ่อนอยู่ในทุกซอกหัวใจของคนทำงานจริง ๆนะคะ