บทความจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2555

ติดตามย้อนหลังได้ที่ลิงก์ข้างนี้ครับ

http://www.naewna.com/columnist/1104

 

วิกฤติระยะสั้นและระยะยาว 3 – 4 เรื่องในประเทศไทย

 

ท่านคงเห็นแล้วว่า ประเทศไทยใน 7 วันที่ผ่านมามีวิกฤติเหตุการณ์ระยะสั้น หลายเรื่องเกิดขึ้นที่น่าสนใจต้องจารึกไว้ และมีวิกฤติระยะยาวที่ต้องมองประเทศในอนาคตระยะยาว 10 ปี จากนี้ไป ได้เห็นภาพสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2555 ว่าอะไรเกิดขึ้น ต่อประเทศของเรา

สิ่งแรกคือ ความวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎรในการรีบร้อนที่จะเสนอพระราชบัญญัติความปรองดองแห่งชาติ

เรื่องแรกคือความไม่เป็นกลางของคุณสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ทำให้เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของสภาฯไทยตกต่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะเป็นประธานสภารับใบสั่งจากคุณทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงสภาฯของคนไทย

ประเด็นที่ 2 คือบทบาทของพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ที่เสนอพระราชบัญญัติปรองดองเข้าไปในสภาฯ ผมเคยเขียนหลายครั้งว่าท่านทำเพื่ออะไร ทำไมกลับใจแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าแบบนี้ งงมาก

และสุดท้ายคือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่ยกมือเป็นฝักถั่วโดยไม่ใช้สติปัญญา ทำให้ผมมีความสมเพชในคณะสภาผู้แทนของเราว่าทำเพื่อใคร?

ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในสภาผู้แทนราษฏร

ในขณะเดียวกัน ต้องชมเชยพรรคฝ่ายค้าน นำโดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำหน้าที่ค้านได้ดี และแสดงถึงความสามารถในการดูแลประเทศให้อยู่รอด มีระบบนิติรัฐ ที่ยังคู่กับประเทศไทย

ขณะเดียวกันขอชมเชยศรัทธาพลังประชาชนที่ออกมาคัดค้าน แสดงความสามัคคีที่รักชาติและใช้ Social Media ในการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ขอบคุณทุกกลุ่มที่ได้ทำหน้าที่อย่างดี

ผมเชื่อว่าการเมืองในประเทศไทยคงร้อนอยู่อีกนานเพราะความรีบร้อนของนายใหญ่ (คุณทักษิณ) ที่จะลบล้างคดีทุกอย่าง โดยใช้เสียงข้างมาก ซึ่งจะต้องดูกันต่อไปว่าประเทศไทยจะรอดจากเผด็จการรัฐสภาอย่างไร?

อีกเหตุการณ์ก็คือ การเดินทางมาประเทศไทยของอองซาน ซูจี ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งแรกนอกประเทศ ทำให้คนไทยได้คิดเปรียบเทียบระหว่างอองซานกับคุณยิ่งลักษณ์ว่ามีภาวะผู้นำแตกต่างกันอย่างไร?

บรรยากาศอองซานซูจี มาเยือนแรงงานชาวพม่าในประเทศไทย

สิ่งแรกที่อองซานทำคือไปเยี่ยมแรงงานพม่าจำนวนมากมายในไทยและเน้นว่า อยากให้แรงงานเหล่านั้นกลับไปประเทศของเขาและระหว่างที่อยู่ที่เมืองไทยได้รับการดูแลอย่างถูกต้องจากรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนในการเป็นผู้นำอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้นำเพื่อประชาชนของชาวพม่า และถ้ามองอนาคตระหว่างไทยกับพม่าจะเห็นได้ว่าถึงแม้พม่าจะปิดประเทศมานาน เขาก็ไม่ขาดผู้นำระดับโลก ที่มีสติปัญญา มีความรู้ เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ไม่ใช่เป็นผู้นำที่เป็นอยู่ในขณะนี้ของประเทศไทย

สุดท้ายคือช่วง 30 พ.ค. -   1 มิ.ย. 2555 เป็นการประชุม World Economic Forum ที่เมืองไทยซึ่งเป็นเวทีของตะวันตกมาจัดที่เมืองไทย

ประเทศไทยโชคไม่ดีที่จัดในเมืองไทย มีปัญหา 2 เรื่อง คือ

- มีผู้นำอย่างคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีระดับนานาชาติที่ขาดคุณภาพไม่สมศักดิ์ศรีระหว่างรัฐบาลไทยและทางผู้จัด WEF

- ผู้จัดน่าจะเน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแทนที่จะหารือกันในแนวคิดว่าเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในอนาคตเป็นอย่างไร เพราะเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เป็นอยู่จะประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในอนาคตในเรื่องความยั่งยืน เพราะความร่ำรวยจะกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มน้อย น่าจะหันมาดูระยะยาว เน้นการพัฒนาแบบยั่งยืนมากกว่า

บรรยากาศงาน World Economic Forum ระหว่างวันที่ 30 พ.ค. – 1 มิ.ย. 2555 ในประเทศไทย

เรื่องระยะยาว ผมขอขอบคุณคุณศิริชัย ออสุวรรณ ประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ที่กรุณาเชิญผมไปเป็นแนวร่วมในการพัฒนาทุนมนุษย์ของชุมนุมสหกรณ์ฯอย่างต่อเนื่อง ได้ฉลองครบ 60 ปี ของชุมนุมฯและกรุณาให้ผมขึ้นรับประทานเหรียญ 60 ปี จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ซึ่งทำให้ผมอยากเล่าถึงเป้าหมายในงานของผมและเป้าหมายของประเทศในระยะยาว

สิ่งที่สำคัญที่สุดของภาคเกษตรกรไทยในอนาคตคือการลงทุน (Investment)  แต่การลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ การลงทุนของมนุษย์ (Human Capital Investment)

ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯโดยภาพรวมแล้วเป็นกระทรวงที่ทำงานด้านพัฒนาทุนมนุษย์อย่างขาดประสิทธิภาพ จากปัญหาใหญ่คือการเมืองและข้าราชการประจำขาดการปรับทัศนคติ (Mindset) ของตัวเอง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

โอกาสที่สำคัญคือ องค์กรอิสระของเกษตรกรที่ช่วยงานของภาครัฐ เช่น

- สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยซึ่งร่วมกับสหกรณ์การเกษตรฯ

- ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย

- ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย

- สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

ผมได้ทำงานมากว่า 8 ปี ในการพัฒนาทุนมนุษย์ภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดทำโครงการพัฒนาผู้นำสหกรณ์ หลักสูตรผู้นำสหกรณ์ขั้นสูง 5 ครั้ง ณ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ประมาณ 150 ชั่วโมง ต่อรุ่น

- รุ่นที่ 1 จำนวน 40 คน เมื่อวันที่ 7 กันยายน -13 ธันวาคม 2550

- รุ่นที่ 2  จำนวน 40 คน  เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม -19 ตุลาคม 2551

- รุ่นที่ 3 จำนวน 40 คน เมื่อวันที่ 9 มกราคม .- 24 เมษายน 2552

- รุ่นที่ 4 จำนวน 40 คน เมื่อวันที่ 10 กันยายน - 25 ธันวาคม 2552

- รุ่นที่ 5 จำนวน 40 คน เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม - 8 ตุลาคม 2553

และไปบรรยายให้กับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย 8 ครั้ง จำนวน 200 - 400 คนทั่วทุกภาค ในเรื่อง เขตการค้าเสรีอาเซียนกับการเตรียมความพร้อมของสหกรณ์การเกษตร รายละเอียดดังนี้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ รับประทานเหรียญ 60 ปี จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ณ เดอะมอลล์บางแค เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555

- ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

- ครั้งที่ 2  เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2554 จังหวัดเชียงใหม่

- ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555 จังหวัดอุบลราชธานี

- ครั้งที่ 4  เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 จังหวัดขอนแก่น

- ครั้งที่ 5  เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 จังหวัดพิษณุโลก

- ครั้งที่ 6  เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

- ครั้งที่ 7  เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555  จังหวัดสิงห์บุรี

- ครั้งที่ 8  เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2555 จังหวัดชลบุรี

จัดให้เครดิตยูเนี่ยน 1 ครั้ง จำนวน 40 คน 29 ส.ค.-20 ธ.ค. 51 ณ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัดและจะจัดรุ่นที่ 2 ในเร็วๆนี้

จัดให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง 1 ครั้ง โครงการ “ค่ายผู้นำรุ่นใหม่ของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง” ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม - 4 สิงหาคม 2554 ให้กับผู้บริหารของ สกย. จำนวน 40 คน และในอนาคตคงจะทำต่อไป

ประเด็นก็คือต้องพัฒนาให้ผู้นำเกษตรกรคิดเป็น คิดดี และใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องและหวังว่าวันหนึ่งจะกระจายความรู้ไปยังข้างล่างด้วย

และในอนาคตยิ่งมีสภาเกษตรแห่งชาติ โดยประธานประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ คงจะช่วยเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ในภาคเกษตรมากขึ้นอย่างแน่นอน

การทำงานต่อเนื่องดังกล่าวทำให้บรรยากาศเมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่เดอะมอลล์บางแค ผมได้เห็นลูกศิษย์กว่า 200 คน ที่กรุณามาต้อนรับผมอย่างอบอุ่นและทุกคนมีความรู้สึกว่าได้รับการฝึกฝนจากผมอย่างดีและเป็นประโยชน์และต่อเนื่อง

นี่แหละครับคือ การทำงานพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่องและเพื่อระยะยาวของผมในภาคเกษตรคือ การพัฒนาผู้นำของทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุด

ผมจะทำหน้าที่ต่อไป

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
www.gotoknow.org/blog/chiraacademy
แฟกซ์0-2273-0181