Large_img_3742-1a

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า มนุษย์หญิงชาย ถูกสร้างมาให้คู่กัน เพราะโลกนี้มีความรักระหว่างชายหญิง เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงดำรงอยู่ได้ และเพราะความรัก ชีวิตจึงฉ่ำชื่น มีความหวัง มีพลังที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆเพื่อจรรโลงโลก

แต่ ความรักไม่ได้มีคุณแต่เพียงถ่ายเดียว หากยังแฝงโทษไว้ด้วย เพราะความรักแบบหญิงชาย เป็นความรักที่ประกอบไว้ด้วยกามอันนำมาซึ่งความรู้สึกต้องการครอบครองอีกฝ่าย ซึ่งเป็นกิเลสประเภทราคะ หากเรารู้ไม่ทันลักษณะของกาม เมื่อมีการแปรปรวนไปของความรัก ก็อาจทำให้เราตั้งรับไม่ทัน ตกอยู่ในกองทุกข์ จนอาจถึงขั้นทำร้ายตนเองและบุคคลรอบข้างได้

เพื่อจะรักอย่างมีสติ บนเส้นทางรัก จึงควรพิจารณาถึงโทษของกามตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในที่ต่างๆถึง ๑๐ ลักษณะไปควบคู่กัน เพื่อเป็นการเตรียมตัว เตรียมใจ พร้อมที่นอกจากจะรับมือกับทุกสถานการณ์แล้ว ยังเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปบนโลกต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างใด

ซึ่งเราอาจนำโทษของกามมาคอยกำกับใจ ในระหว่างเดินบนเส้นทางแห่งความรักได้ดังนี้

Tiny_img_3742-3๑ แม้จะรู้ว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ มนุษย์ก็ยังไขว่คว้าหาความรัก เพราะมักคิดว่าตนขาด จึงต้องหาอีกคนมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดไป และเพราะคิดว่าการที่ได้รักใคร และการได้เป็นที่รัก เป็นจุดสูงสุดของการเกิดเป็นมนุษย์เพศชาย หรือ เพศหญิง

จึงอาจเปรียบกับโทษของกามในข้อที่ว่า กามเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง เพราะมีความร้อนอยู่ภายใน ถ้าเหยียบหรือตกลงไป ย่อมถูกไฟกามเผาไหม้ให้ทุรน แม้จะรู้ถึงความร้อน แต่ก็ราวกับถูกมือที่แข็งแรงฉุดลากเราไปสู่หลุมถ่านเพลิงนั้นอยู่เสมอ

Tiny_img_3742-3๒ เมื่อคิดมีความรัก ควรทราบว่าเราอาจจะสมหรือไม่สมในรักก็ได้ การต้องการความรักจากผู้อื่น หากเขาไม่ให้ เราก็ไม่ได้ หรือหากเขาให้ ก็อาจยินดีได้เพียงชั่วคราวตราบเท่าที่เขายังไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ความรักที่ได้มาก็ต้องคืนเขาไป

จึงอาจเทียบได้กับ กามเปรียบด้วยของที่ยืมเขามา เราจึงไม่มีสิทธิในตัวความรัก เพราะความที่เราไม่ใช่ผู้เป็นเจ้าของ เมื่อยืมของเขามาก็ต้องคืนให้เขาไป เพราะกามไม่มีอยู่ในตัวบุคคลโดยตรง แต่มีในเพศตรงข้าม เป็นของมีในบุคคลอื่น หากเขาไม่ให้ เราก็ไม่ได้ หรือถือครองได้ ตราบเท่าที่เขาให้ยืม

Tiny_img_3742-3๓ เมื่อเริ่มรัก พบคนที่คิดว่าใช่ เราต้องใช้ความพยายามมากมายเพื่อมัดใจคนที่เรารัก ซึ่งความพยายามนั้น อาจสุญเปล่า ไม่มีผลตอบแทนกลับมาแต่อย่างใด

จึงควรพิจารณาตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า กามเปรียบเหมือนร่างกระดูก คือกระดูกอันมีเนื้อติดเล็กน้อย สุนัขหิวโหยย่อมต้องใช้พลังงานในการแทะเล็ม นอกจากจะไม่เต็มอิ่ม และยังอาจกัดปาก กัดลิ้น ตนเองเข้าอีกด้วย

Tiny_img_3742-3๔ เมื่อสมหวังในรัก ได้ความรักจากคนรักแล้ว ก็ยังต้องระมัดระวัง เพราะอาจมีผู้อื่นมาหมายปองคนรัก และช่วงชิงคนรักไปจากเราได้ และเพราะการแย่งชิง จึงนำไปสู่การเบียดเบียน ประทุษร้าย และไปสู่ความทุกข์ในที่สุด

อาจพิจารณาว่า กามเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ อันเป็นที่ปรารถนาแย่งชิงของสัตว์เช่น แร้ง กา ไม่เป็นของที่เป็นสิทธิขาดเฉพาะตัวเพราะสามารถถูกผู้อื่นแย่งชิงไปได้ตลอดเวลา

Tiny_img_3742-3๕ หากยึดมั่นในความรัก ในตัวคนรัก หากไม่ว่าจะสมหวัง การยึดมั่นในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ย่อมร้อนรนราวถูกไฟเผา หรือหากสมหวังในรัก การที่รักอย่าง ยึดครอง เห็นว่าตนเป็นเจ้าของคนรัก ย่อมนำไปสู่ความร้อนรนได้เช่นกัน

และเพราะกามนั้น เจือด้วยโทษ แม้จะรักอย่างมีสติ รู้ทันความเป็นไปอย่างไร ความรักที่ประกอบด้วยกามก็ยังมีโทษอยู่ดี เพราะอย่างน้อย ก็ทำให้ยังต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ

กามจึงเปรียบเหมือนคบเพลิงที่ทำด้วยหญ้า ผู้ที่ถืออยู่ต้องทิ้งในไม่ช้า เพราะหากฝืนถือก็จะถูกไฟไหม้มือนั่นเอง

Tiny_img_3742-3๖ หากสูญเสียความรักไป ควรพิจารณาว่า เป็นเพราะทุกอย่างล้วนตกอยู่ใต้ทุกขลักษณะทั้ง ๓ คือ ความที่เป็นตัวทุกข์ (ทุกข์ทุกข์) ความที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (สังขารทุกข์) จึงไม่สามารถอยู่ในสภาพเดิมได้ ต้องเปลี่ยนแปรไป (วิปริณามทุกข์) จึงเพลิดเพลินอยู่ได้เพียงชั่วคราว เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปรไปแล้ว หากไขว่คว้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ก็ย่อมมีแต่ทุกข์

จึงอาจเปรียบกามในข้อที่ว่า กามด้วยความฝัน เพลินเพลินในฝันไม่นาน เมื่อตื่นก็พลันหายไป แม้จะไล่ไขว่คว้า อย่างไรก็ไม่อาจเป็นไปตามที่หวังได้ เพราะความฝันได้จบลงแล้วนั่นเอง

Tiny_img_3742-3๗ เมื่อมีรัก สุขเพราะเสพรสจากรัก จึงมีความหวาดระแวง เพราะความกลัวว่าจะสูญเสียความรัก สูญเสียความสุขที่เสพไป จึงนำมาซึ่งความหวั่นไหว เช่น หวั่นไหวว่าความรักจะคงอยู่ถาวรหรือไม่ เราจะสวยงาม ต้องตาต้องใจ ยวนใจคนรักคนรักตลอดไปหรือไม่ ใจจึงไม่อาจสงบอยู่ได้เพราะความรัก

จึงอาจเปรียบกามในข้อ กามเปรียบด้วยผลไม้ในราวป่า เป็นที่ปรารถนาของผู้คนและฝูงสัตว์ ต่างฝ่ายต่างเฝ้าแย่งชิง ผู้ใดปีนต้นไม้ได้ก็ปีนเด็ด ผู้ปีนไม่ได้ ก็อาจใช้ขวานตัดทำลายที่โคนต้นเพื่อให้ได้ผลมารับประทาน ต้นไม้ที่มีผล จึงย่อยยับเพราะผลของตนเอง
อาจเทียบความได้อีกลักษณะคือ กามสุข เปรียบเหมือนผลไม้บนต้น ที่ผู้ตัดที่โคน คือ ความชรา ความไม่เที่ยง ความตาย เมื่อถูกตัดทำลายอยู่ตลอดเวลา ต้นไม้ก็ต้องถูกโค่นในที่สุด ผู้บริโภคกามสุขจึงต้องอยู่กับความหวาดหวั่นในความไม่เที่ยงแท้นี้อยู่ตลอดเวลา ยิ่งเพลิดเพลินในกามมาก ก็ยิ่งนำไปสู่ทุกข์อย่างสาหัสในบั้นปลาย

Tiny_img_3742-3๘ การพะวงถึงรัก ถึงกามสุขมากเกินไป มักต้องเดือดร้อนใจอยู่เสมอด้วยความหวาดระแวง ความหวั่นใจ จึงทำให้สติปัญญาถดถอย ถูกห้ำหั่นให้สึกกร่อน ร้อนรนไปตามแต่ตัณหาจะพาไป ยิ่งหลงใหลเท่าใด ก็ยิ่งเวียนอยู่ในวังวนจนยิ่งหาทางออกไม่ได้

จึงอาจเปรียบกามกับข้อ กามเปรียบเหมือนเขียงสับเนื้อ ที่ถูกคมมีดสับลงอยู่ตลอดเวลา เขียงจึงสึกกร่อนลงไปเรื่อยๆ หากเราหลงติดอยู่ในกาม ก็จะถูกห้ำหั่นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

Tiny_img_3742-3๙ ความรักที่เจือด้วยกามย่อมนำมาซึ่งความหวาดระแวง เพราะความหวงแหน จึงนำมาซึ่งความหวาดระแวง ที่ทำให้เราร้อนรนไปในเรื่องต่างๆทั้งในเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และเรื่องที่คิดว่าจะเกิดขึ้น

จึงอาจเปรียบกามด้วยหอกและหลาว ที่คอยทิ่มแทงเราอยู่ จนเกิดแผลเล็กใหญ่ให้เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา

Tiny_img_3742-3๑๐ เพราะรู้ถึงความไม่แน่นอนของทุกสิ่ง แต่อยากให้บางสิ่งแน่นอน เพราะเราต้องการให้ความรัก ให้กามของเรานั้นแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป เราจึงขาดอิสระที่จะเป็นตัวของตัวเอง หากต้องคอยระวัง ไม่สร้างเหตุการณ์ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง อันจะทำให้เราเกิดความเจ็บปวดได้ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ว่าเราจะระวังอย่างไร การเปลี่ยนแปลงก็เดินทางมาหาเราอยู่ดี

จึงอาจเปรียบกามได้กับเหมือนหัวงู เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้องคอยระวัง จึงวางใจไม่ได้ เพราะอาจถูกแว้งฉกเอาได้เสมอ

การรู้ทันโทษของกาม จึงทำให้เรามีรักอย่างไม่ประมาทในเส้นทางรัก ยอมรับได้ทั้งสุข และ ทุกข์ อันเกิดจากรัก และอยู่ได้อย่างสงบ ไม่ว่าเส้นทางรักจะเป็นอย่างไร