I Miss U รักฉันอย่าคิดถึงฉัน

โดย : มณฑล อารยางค์กูร

แนว : Drama, Thriller

ห่างหายไปนานกับภาพยนตร์ผีชั้นดีที่ไม่ได้มีดีแต่การสร้างความสยองงขวัญตกใจประเภทตุ้งแช่ใช้เสียงเข้าขู่ เรื่องสุดท้ายที่ผมยอมรับก็เรื่อง “ลัดดาแลนด์” และหลังจากนั้นก็ผิดหวังมาตลอด จนเมื่อได้ดู I Miss U รักฉันอย่าคิดถึงฉัน ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมานอีกครั้ง และหวังว่าหนังผี หรือที่ใช้ผีเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องจะไม่ลดถอยเรื่องคุณภาพลงไปอีก

 

เพราะผมมีความเชื่อมั่นว่า หนังผีไทย เป็นหนังผีที่มีบทดีที่สุดในโลก

 

I Miss U รักฉันอย่าคิดถึงฉัน เป็นเรื่องราวของความทรงจำและความรักอันสวยงามของ หมอธนา (เจษฎาภรณ์ ผลดี ) ที่มีต่อ หมอนก (ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ) การจากไปของหมอนกก่อนวันวิวาห์ไม่กี่วัน ทำให้หมอธนาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัด แม้ผ่านไปแล้วสองปีก็ไม่อาจทำใจได้แม้แต่วันเดียว เช่นทุกคืนวันอาทิตย์ เขาต้องนำช่อดอกไม้สีขาวไปวางไว้ที่หมอนกประสบอุบัติเหตุ ทุกรอบปีต้องไปนั่นที่ร้านอาหารเพราะเป็นวันที่เขาขอมั่นหมอนก ไปเที่ยวก็มองเห็นหญิงสาวอื่นเป็นหมอนก แม้แต่กาแฟ เขาต้องสั่งสองแก้ว สองรส เพราะรสหนึ่งคือรสที่เขาชอบ รสหนึ่งคือรสที่หมอนกชอบ แม้จะพยายามหาคำอธิบายว่าตนเองไม่ได้ยึดติด การสั่งกาแฟสองแก้วเป็นเพียงเพราะติดกาแฟสองรส แต่นั้นมันเป็นการตอกย้ำการยึดติด เขาไม่อาจปล่อยวางเธอได้เลย จึงดูว่าเป็นความเจ็บปวดในสายตาคนอื่น แม้จะมีหญิงสาวมากหน้าหลายตาเข้ามาชอบ เขาก็ไม่สนใจ แม้แต่ บี (อภิญญา สกุลเจริญสุข) หมอสาวรุ่นน้อง คิดจะช่วยดึงเขาออกมาจากความเจ็บปวดนั้น นานเข้ากลายเป็นว่าเธอเริ่มแอบชอบหมอธนาเสียเอง และเธอกลับพบว่า ความรัก ความเจ็บปวด และ ความยึดติดคนรักที่ตายไปของเขา กลับดึงเอาคนรักที่ตายไปของเขามาอยู่ข้างกายเสมอ

 

แม้จะขายความเป็นหนังผีซึ่งเป็นหนังที่คนไทยยอมจ่ายเงินเข้าไปดูในโรง แต่เมื่อดูแล้ว ผมกลับรู้สึกว่า ผีเป็นเพียงส่วนประกอบย่อย ๆ หนึ่งที่มีไว้ให้หนังสมบูรณ์หรือเรียกเงินเท่านั้นเอง หรือมีไว้อธิบายความเป็นรูปธรรมของความยึดติด ความเป็นเจ้าของ การไม่ยอมสูญเสียคนรักไป หากเป็นคนพุทธแล้วก็จะเข้าใจความหมายของหนังผีเรื่องนี้ได้ง่าย  นี่เป็นหนังผีและหนังรักที่ใช้ปรัชญาพุทธอธิบาย

 

ผีเป็นเพียงส่วนประกอบที่ลงตัวเท่านั้น ไม่ใช่การใช้ผีเล่าเรื่องทั้งหมด ดูแล้วก็คล้ายการใช้ผีแบบ "ลัดดาแลนด์" ที่ไม่ได้เน้นผีแต่เน้นประเด็นครอบครัว และเลยไปคิดถึงเทคนิคแบบ "บอดี้ ศพ ๑๓" อีกด้วย

 

ประเด็นของหนังอยู่ที่จิตใจของคนที่สูญเสียคนรักไป และคำว่า “ปล่อยวาง” ต่างหาก

 

หนังเรื่องนี้เน้นอารมณ์มาก ๆ หลายฉากไม่จำเป็นต้องพูด เพียงแค่สีหน้า แววตา สิ่งของทั้งหลายก็อธิบายสภาพจิตใจของตัวละครได้ดี การแสดงของ เจษฎาภรณ์ ผลดี นับว่าพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งซึ่งทำให้ผมเชื่อได้ว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ส่วนคนอื่นก็เล่นได้มาตรฐานของตนเอง หากจะติงนิดหนึ่งก็คงจะเป็นที่ตัว สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข ที่ผมไม่เชื่อว่าเธอเป็นหมอ อาจจะเป็นที่หน้าตาเธอดูเป็นเด็กสาววัยรุ่นตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม หนังใช้นักแสดงน้อย ดารานำแค่สาม-สี่คน แต่มีประสิทธิภาพมา

 

ในด้านความสมเหตุสมผลในแง่ความรักที่ยึดติดของตัวละครนั้น ผมคิดว่า สมผลดี เพราะมีกรณีศึกษาหลายกรณีที่ความรักทำให้คนยึดติดแบบค้านสามัญสำนึกของชาวบ้าน แล้วตั้งคำถามว่าทำไม เช่นกรณีคุณตาท่านหนึ่งเข็นรถเข็นของคุณยายที่พลัดพรากจากไปนานมาขายของด้วยทุกวัน กรณีชายคนหนึ่งจัดพิธีแต่งงานกับศพแฟนสาว กรณีชายคนหนึ่งนอนกอดศพแฟนตนเองทุกคืน คุณไม่มีทางเข้าใจหรอกครับว่า เพราะเหตุใดคนคนนั้นเขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เพราะเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น จนกว่ามันจะเกิดขึ้นกับคุณ

 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ชอบวิจารณ์หนังควรจะระลึกไว้เสมอว่า อย่าเอาประสบการณ์ตนเองไปตัดสินหนัง หรือตัดสินคนอื่น ควรมองจากตัวเนื้อหนังแล้ววิจารณ์

 

ที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ คงต้องชมคนทำเพลงประกอบที่เข้าใจเลือกเพลงที่มีความหมายตรงอย่าง “รักเธอทั้งหมดของหัวใจ” ของ โจ้ วงพอส มันทั้งอิ่มเอม เศร้า และรัก ยิ่งมาทำดนตรีใหม่ยิ่งดึงอารมณ์คนดูได้มาก เพลงแม้จะเป็นทั้งแบบมีเสียงร้อง หรือ อินโทร ก็ใส่ไว้อย่างถูกที่ถูกจังหวะ เร้าความรู้สึกได้ดีมาก ๆ ผมให้ดนตรีประกอบห้าดาวเลย รวมถึงเพลงประกอบอีกสองเพลงคือ “ได้แค่คิดถึง” ของ บอย ตรัย และ “ฉันอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ เธอ” ของวง Klear ซึ่งบ่งบอกของอารมณ์หนังอย่างไม่ขัดเขิน

 

เพลงรักเศร้า ถูกนำมาใช้กับหนังสยองขวัญแล้วลงตัว ที่ผมชอบเช่น “บอดี้ ศพ ๑๙” นำเพลง “คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว” เพลงที่กลิ่นอาย รักเหงาคิดถึง มาทำดนตรีใหม่จนสยองขวัญและแสนเข้ากับหนังสุด ๆ

 

I Miss U รักฉันอย่าคิดถึงฉัน มีบทพูดดี ๆ ที่ให้ข้อคิดได้มาก แม้จะไม่เฉียบคมในการเล่นคำมากนัก แต่มันก็เฉียบคมในแง่กระแทกจิตใจให้คิด เช่น

 

“ถ้าเราพยายามที่จะจำความสุข  มันก็ทำให้ลืมความทุกข์ยากขึ้น”

“หากรอคอยปาฏิหาริย์ ก็แพ้ตั้งแต่เชื่อปาฎิหาริย์”

“เราผูกกันแล้วนะ ไม่ว่าคุณจะไปไหน ผมจะไปด้วย”

“ถ้าเราเคยมีแฟนมาก่อนแต่ต้องเลิกรากันไป แล้วเราก็มีความรักอีกครั้งกับแฟนคนใหม่ นั่นก็หมายความว่าเรากำลังรักแฟนเก่าน้อยลงใช่ไหม”

"ความรักทำให้เราเป็นสุข ความคิดถึงมันก็ทำเราเป็นทุกข์­"

"วันใดที่เธอมีความสุข ฉันจะยื­นอยู่ข้างหน้าเธอ วันใดที่เธอเฉยๆ...ฉันจะยืนอยู่­ข้างเธอ วันใดที่เธอเศร้า เสียใจ ฉันจะยืนอยู่ข้างหลัง­เธอ"

 

หนัง มีความเป็นมนุษย์มาก ๆ ทุกคนไม่ว่าจะคนดีแค่ไหนก็ต้องมีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ความกลัวที่จะสูญเสียคนอันเป็นที่รัก และความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพราก  และยังมีประเด็นความรักที่สวยงามในสายตาของทุกคน แท้จริงแล้ว ไม่อาจไม่สวยสดงดงามตลอดทุกนาที เพราะความรักย่อมต้องมีการปรับความเข้าใจ การทะเลาะเบาะแว้ง การเผลอใจ แต่นั้นมันก็คือเครื่องมือในการเสริมสร้างความรักไม่ใช่หรือ

 

ความทุกข์ทรมานที่สุดไม่ได้เกิดจากใคร หากแต่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง  ในตอนสุดท้ายหนังสรุปได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เห็นบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นสังเวชนียสถาน ซึ่งมีตั้งแต่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยเฉพาะการสูญเสียคนรัก ไม่ว่าจะเป็นแฟน ญาติ ก็สร้างความเศร้าโศกเสียใจ คนที่อยู่ได้แต่ร้องไห้กล่าวคำพูดฉุดรั้งไม่ให้คนที่รักต้องจากไป “อยู่กับฉันก่อน” , “ไปไหนไปด้วยกัน” โดยที่เขาเหล่านั้นอาจไม่รู้เลยว่า เป็นการสร้างความทรมานให้กับผู้จากไปด้วย

 

ฉากหมอบอกญาติถึงการจากไปของคนที่พวกเขารัก ฉากที่ชายเดินคู่ไปเตียงที่เข็นร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวอันเป็นที่รัก อาจเป็นหนึ่งแรงบันดาลใจให้ I Miss U รักฉันอย่าคิดถึงฉัน เลือกอาชีพของตัวละครที่เป็นหมอ เลือกฉากหลักเป็นโรงพยาบาล เป็นการเพิ่มน้ำหนักของแนวคิดของหนังว่า คนที่คุณรักอาจไปไหนไม่ได้เพียงเพราะ “กรง” ที่ถูกคุณนั่นเองสร้างเอาไว้ขังไม่ให้เขาไปในที่ควรไป กรงในที่นี้ ตัวละครอย่างหมอนกพูดเอาไว้สั้น ๆ ว่า “ไม่ใช้ผูกนี่มัน มัด แล้ว”  และที่หมอนกพูดกับหมอธนาในตอนท้ายของเรื่องว่า “คิดดูสิว่าเพราะอะไรที่ทำให้ฉันไม่ไปไหน”

 

หนังไม่มีการหักมุม ไม่มีเซอร์ไพร์ส แต่ตรึงให้ผมอยู่กับหนังตลอดสองชั่วโมงแบบไม่วางตา บทสรุปของหนังยอดเยี่ยม เน้นให้เห็นสัจธรรมของชีวิต การยึดติดและการปล่อยวางแบบพุทธศาสนา

 

วาทิน ศานติ์ สันติ

ดูเมื่อ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๕

ราคา ๑๔๐ บาท SF เซ็นทรัลรามอินทรา