วันนี้หลังจากซักผ้าเสร็จแล้ว คุณยายของผมตั้งใจจะไม่ทำงานบ้านอีก อาหารก็จะกินอย่างเรียบง่าย คุณยายบอกอยากอยู่แบบว่างๆ ฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายด้านใน นั่งอ่านหนังสือธรรมมะ ปฏิบัติภาวนา และใช้เวลากับการเขียนบันทึก คุณยายขอเรียกวันนี้ว่าLazy Day ครับ
เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ มิถุนายน คุณยายมีนัดกับกลุ่มเพื่อนครูแกนนำมหิดล มิใช่แกนนำไปเดินขบวนหรอกนะครับ คนกลุ่มนี้เขารวมตัวกันทำเรื่องดีๆเกี่ยวกับการเรียนการสอน ทำมานานแล้วครับ ๔ ปีเห็นจะได้ ตั้งแต่คุณยายยังมีหน้าที่ทางด้านการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคุณยายได้ตั้งกลุ่ม “ครูกล้าสอน” ขึ้นในโรงเรียนพยาบาล เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านจิตวิญญาณให้แก่ครูดาวรายซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ของของโครงการนี้ โครงการนี้ชื่อ “โครงการส่งเสริมจิตวิญญาณครู” คุณยายอยู่ในกลุ่มครูแกนนำเพื่อนครูมหิดล ซึ่งจะมีนัดมาวางแผนการเดินสายจัดเสวนาเพื่อนครูมหิดล เพื่อพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ในชั้นเรียนของตน ว่าทำอะไรบ้างในชั้นเรียน เสียงตอบรับของผู้เรียนเป็นอย่างไร เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือการเติบโตด้านจิตวิญญาณทั้งของผู้เรียน และผู้เป็นครู รวมถึงความรู้สึกที่ก้าวพ้น หรือไม่พ้นกรอบตัวตนที่สั่งสมมาช้านาน ซึ่งกลุ่มครูแกนนำนี้จะร่วมให้พลังแก่เพื่อนครูมหิดล เพื่อให้กำลังใจครูที่จัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงความสุขในชั้นเรียน และการเติบโตด้านในของผู้เรียน
การไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้คุณยายวางแผนให้คุณตามาอยู่ดูแลผมแทน แต่บังเอิญคุณตาก็มีนัดเช่นกัน และจะว่างหลังเที่ยงไปแล้ว แต่คุณยายต้องเดินทางไปก่อนเที่ยงประมาณเวลา ๑๐.๓๐นาฬิกา และร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านT-House ถนนพหลโยธินซอย๕ ใกล้ๆสนามเป้า วันนี้ช่วงที่คุณตายังมาไม่ถึง คุณยายได้มอบความไว้วางใจให้พี่ส้มเป็นผู้ดูแลผมแทน คุณยายไม่เล่าให้คุณแม่ฟังว่าจะไปประชุม เพราะเห็นสองสามวันนี้คุณแม่เครียดกับการเตรียมงานชิ้นสำคัญ ไม่อยากเพิ่มเติมความกังวลใจ นี่แหละความรักของคนเป็นแม่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเชื่อว่าคุณยายจะตัดสินใจขาดการประชุม แต่เดี๋ยวนี้คุณยายฝึกวางใจ คงจะเห็นว่าผมโตขึ้นแล้วก็ ๑๓ เดือนแล้วนี่ครับ และพี่ส้มเองก็รัก และเป็นผู้ใหญ่ มีความสามารถในการดูแลผม เป็นอย่างดี
อาหารมื้อนี้รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา ผ.ศ.สุนันทา วิบูลย์จันทร์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการนี้ขอเป็นเจ้ามือ ท่านอยากขอบคุณที่พวกเรายืนหยัดทำงานชิ้นนี้อย่างแน่วแน่ แม้ในระยะหลังๆ เราได้ผันโครงการนี้เป็นโครงการทำนองจิตอาสา ไม่มีเบี้ยเลี้ยงการเดินทาง ขอการสนับสนุนเท่าที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดประชุมทุกๆเดือนเท่านั้น
คุณยายบอกว่าถ้าไม่จำเป็นอยากเข้าร่วมประชุมทุกๆครั้ง เพื่อนๆคุณยายก็รู้สึกเช่นนั้น ทุกคนบอกว่าเป็นการประชุมที่ไม่ต้องวางฟอร์ม ทุกคนปลดตำแหน่งหน้าที่ลงมาเสมอกัน มีความเป็นกันเอง เมตตาและอ่อนโยนต่อกัน บรรยากาศอบอุ่น ก่อให้เกิดการเบ่งบานของเมล็ดพันธุ์บวกจนกระทั่งผลักเมล็ดพันธุ์ลบลงไปนอนก้นบึ้งเลยทีเดียว
ก่อนเริ่มประชุมจะมีการCheck-In บอกความรู้สึกของผู้เข้าประชุม เพื่อรับรู้สภาวะของกันและกัน บางคนก็บอกเล่าถึงความเครียด ความกังวลกับงาน บางคนก็บอกเล่าถึงความสุข ความเบิกบาน เวลาที่คนหนึ่งพูด คนอื่นๆจะฟังทุกๆคำพูดอย่างตั้งใจ ราวกับผู้พูดเป็นคนสำคัญที่สุด เราจะไม่แย่งกันพูด และจะรอจนกว่าผู้พูดบอกว่าจบ จึงจะมีการพูดเพื่อเสริมพลังให้แก่ผู้พูดบ้าง เราเรียกบรรยากาศการคุยนี้ว่า “สุนทรียสนทนา” เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนโหยหาที่จะกลับมาบ้านของเรา มาพบกันเพื่อบอกเล่าทุกข์สุขให้กันและกันฟัง
ถัดจากนั้นก็จึงจะเข้าสู่วาระการประชุม ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามแต่กลุ่มจะวางแผน อย่างครั้งนี้ เป็นวาระเกี่ยวกับการวางแผนกระบวนการที่จะไปจัดเสวนาให้กับอาจารย์แพทย์ใหม่ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คุยกันว่าจะทำอะไร อย่างไร และใครจะรับผิดชอบอะไร จากนั้นก็จะเป็นวาระที่เกี่ยวกับการจัดเสวนาเพื่อนครูมหิดลให้แก่เพื่อนครูรามา ของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี แผนการเยี่ยมเพื่อนครูมหิดล กำหนดการประชุม แผนการจัดทำหนังสือรวมบทความที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านในของครูแกนนำ
ทุกครั้ง ก่อนปิดการประชุมเราจะมีการแบ่งปันประสบการณ์ว่าที่ผ่านมา เกิดอะไร ใครได้ไปทำอะไร ครั้งนี้มีเรื่องราวมากมายอาจารย์อุ๊ยไปดูงานต่างประเทศหลายประเทศเพื่อจะกลับมาทำงานที่รับผิดชอบให้เติบโตเป็นประโยชน์แก่สังคมมากยิ่งขึ้น เช่นการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร ซึ่งหมายถึงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือจิตวิญญาณ และมีของมาฝากเพื่อน คือกลไกการดูแลคนที่ทำงานจิตอาสา เพราะได้เห็นระบบจิตอาสาที่เข้มแข็ง บางคนทำงานต่อเนื่องยาวนาน ๕-๑๐ปี เพราะมีระบบเยียวยา เติมเต็มจิตวิญญาณของเหล่าจิตอาสา ซึ่งเป็นของฝากที่น่าจะถูกใจอาจารย์หนุ่มและอาจารย์เอเชียที่ทำธนาคารจิตอาสา มีเสียงเรียกร้องอยากรู้จักธนาคารจิตอาสาด้วย เราจึงได้ชื่นชมพลังของผู้บุกเบิกอย่างอาจารย์หนุ่ม และอาจารย์เอเซีย อาจารย์เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ก่อร่างโครงการใหม่นี้ขึ้นมาว่าส่วนหนึ่งได้พบปัญหาการบริหารจัดการคนที่มาอาสาเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ การใช้ประโยชน์ผู้อาสาไม่ถูกฝาถูกตัว เป็นต้น ธนาคารนี้จึงจะเป็นศูนย์กลางให้คนเข้ามาแจ้งว่ามีความสามารถอะไร อยากทำอะไร กี่วัน กี่ชั่วโมง และ เป็นศูนย์กลางให้หน่วยงานที่อยากได้คนช่วยงานลักษณะใด มากน้อยเพียงใด ทางธนาคารก็จะจัดกลุ่มให้ นับว่าเป็นความคิดริเริ่มที่ดีมากๆ คุณยายบอกว่าเห็นทีจะต้องไปเปิดบัญชีด้วยซะแล้ว ไม่เท่านั้นครับ ธนาคารนี้ยังจัดฝึกอบรม คุณสมบัติของนักจิตอาสาทั้งความสามารถในการทำงานเป็นทีม และการทำงานอย่างมีความสุขนั่นคืออบรมให้เติบโตด้านจิตวิญญาณนั่นเอง เชื่อว่าไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราแน่ๆ ยังมีการแบ่งปันเรื่องอื่นๆจากสมาชิกแกนนำ เช่น แบบที่เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคมมหาวิทยาลัย และอยากแก้ไขปัญหา เหล่านั้น รวมถึงแบ่งปันถึงวิถีชีวิตได้เห็นความเติบโตด้านในของตนเอง และของคนในครอบครัว เป็นต้น
ก่อนกลับ มีการCheck-Out ทุกคนที่มาประชุมบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าก่อนมาก็ชั่งใจอยู่ว่าจะมาหรือไม่มาดี เพราะมีภารกิจมากมายอยู่ในหัวสมอง แต่หลังจากมาแล้วก็รู้สึกโชคดีที่ตัดสินใจมาประชุม มิฉะนั้นจะเสียดายมากหากไม่มา เพราะการมาพบกันทำให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีความสุขทุกครั้ง และได้เติมเต็มพลังกลับไปทุกครั้งเช่นกัน ได้เห็น และได้รับการโอบกอดให้กำลังใจกันและกันอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล คุณยายเล่าอย่างมีความสุข พร้อมรอยยิ้มในแววตา
อาทิตย์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๕